เรื่องน่าสนใจ

วันอังคาร, พฤศจิกายน 15, 2548

ยกย่องท่านพุทธทาสบุคคลสำคัญของโลก

ยกย่องท่านพุทธทาสบุคคลสำคัญของโลก“

ยูเนสโก”ยกย่องท่านพุทธทาสภิกขุเป็นบุคคลสำคัญของโลก”จาตุรนต์”เผยเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับคนไทยเพราะในช่วง 43 ปีประเทศไทยมีบุคคลที่ได้รับการประกาศยกย่องมาแล้ว 18 ราย เตรียมจัดงานฉลองใหญ่

จากการประชุมสมัยสามัญขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสห ประชาชาติ หรือ องค์การยูเนสโก ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งได้มีการบรรจุรายการเฉลิมฉลอง บุคคลสำคัญหรือผู้มีผลงานดีเด่นและเหตุการณ์ สำคัญทางประวัติศาสตร์ของยูเนสโก ประจำปี 2549-2550 ด้วยนั้น นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีมติประกาศยกย่องพระ ธรรมโกษาจารย์ หรือ ท่านพุทธทาสภิกขุ ให้ เป็นบุคคลสำคัญของโลก และจะมีการจัดงานฉลอง 100 ปี ชาตกาลของท่านในวันที่ 27 พ.ค. 2549 ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย เพราะนับจากปี 2505 มาถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 43 ปี ประเทศไทยมีบุคคลที่ได้รับการประกาศยกย่องและได้ร่วมฉลองบุคคลสำคัญหรือเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ถึง 17 รายมาแล้ว และเมื่อรวมท่านพุทธทาสก็จะเป็นรายที่ 18

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สำหรับ การเสนอให้ยูเนสโกพิจารณายกย่องพระธรรมโกษาจารย์เป็นบุคคลสำคัญและให้มีการร่วมเฉลิมฉลองในโอกาส 100 ปีชาตกาลนั้น เริ่มต้นจากประธานมูลนิธิเสถียรโกเศศ นาคะประทีป ได้ เคยทำหนังสือถึงตนเมื่อครั้งที่ยังดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2547 เพื่อขอให้ช่วยผลักดันเสนอชื่อท่านพุทธทาส ต่อยูเนสโก ตนจึงได้ทำหนังสือถึง ดร.อดิศัย โพธารามิก รมว.ศึกษาธิการในขณะนั้นเพื่อขอให้พิจารณาตามที่มูลนิธิเสนอ หลังจากนั้นประมาณต้นปี 2548 ดร.อดิศัยก็ได้ทำบันทึกไปถึงยูเนสโก จนกระทั่งในการประชุมสมัยสามัญของยูเนสโกเมื่อวันที่ 3-21 ต.ค. ก็ได้มีมติประกาศยกย่อง ดังกล่าว

"นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีของประชาชาติชาวไทยทั้งประเทศโดยเฉพาะชาวพุทธ เพราะท่านพุทธทาสเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่ให้หลักธรรม คำสอนที่มีคุณค่าอย่างสูง และได้ประพฤติปฏิบัติตนอย่างดีตลอดชีวิตของท่าน จนเป็นที่รู้จักดีของคนไทยทั่วประเทศและยังเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกด้วย สำหรับการเฉลิมฉลองนั้นถึงแม้จะมีการตั้งคณะกรรมการเตรียมการไว้แล้วโดยเป็นการรวมลูกศิษย์ลูกหาของท่านมาร่วมกันทำงาน แต่กระทรวงศึกษาธิการก็คงจะเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาอีกคณะหนึ่ง โดยการเฉลิมฉลองคงจะไม่ใช่การจัดมหรสพ แต่จะเป็นการจัดกิจกรรมทางวิชาการ การประชุมวิชาการ หรือนิทรรศการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมทั้งในด้านการศึกษาและการเผยแพร่หลักธรรม" นายจาตุรนต์ กล่าว.

เดลินิวส์

ยูเนสโกยกย่อง “พุทธทาสภิกขุ” บุคคลสำคัญของโลก

.................................

ยูเนสโกยกย่อง “พุทธทาสภิกขุ” บุคคลสำคัญของโลก

21 ตุลาคม 2548 17:28 น. ยูเนสโกประกาศยกย่อง “พุทธทาสภิกขุ” เป็นบุคคลสำคัญของโลกและร่วมฉลองชาตกาลครบ 100 ปี ในวันที่ 27 พฤษภาคมปีหน้า ระบุคำสอนจากหนังสือของพุทธทาสได้รับความยอมรับในระดับนานาชาติ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในการประชุมสมัยสามัญขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้มีมติให้ประกาศยกย่องพระธรรมโกศาจารย์ พุทธทาสภิกขุ เป็นบุคคลสำคัญของโลก และบรรจุการเฉลิมฉลองครบชาตกาล 100 ปี ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2549
ซึ่งรัฐบาลจะได้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นโดยอาจมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อเตรียมการเฉลิมฉลอง จัดกิจกรรมวิชาการเผยแพร่หลักธรรมพุทธศาสนาที่พุทธทาสภิกขุได้สั่งสอน ร่วมกับคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน 100 ปี พุทธทาสภิกขุ ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ และลูกศิษย์ของท่าน ซึ่งได้แต่งตั้งไปก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2548
“ความหมายของการเฉลิมฉลองไม่ใช่การจัดมหรสพ แต่หมายถึงการจัดกิจกรรมทางวิชาการ เผยแพร่ข่าวสารข้อมูลการประชุมเสวนา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม รวมทั้งในการเผยแผ่หลักธรรมของพุทธทาส ซึ่งก็คือหลักธรรมของพุทธศาสนาต่อประชาชนทั่วไปด้วย” นายจาตุรนต์ กล่าว และว่าพุทธทาสภิกขุ นับเป็นคนไทยลำดับที่ 18 ที่องค์การยูเนสโกประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้วย

ด้านนายสันติสุข โสภณศิริ กรรมการมูลนิธิเสถียรโกเศศ-นาคะประทีป ซึ่งเป็นองค์กรที่ผลักดันให้มีการเสนอชื่อต่อองค์การยูเนสโกครั้งนี้ เปิดเผยประวัติโดยสังเขปว่าพุทธทาสภิกขุ เดิมชื่อว่า เงื่อม พานิช เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม 2449 ตรงกับวันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย ในครอบครัวค้าขายของชำ เป็นบุตรของนายเซี้ยงและนางเคลื่อน พานิช ที่หมู่บ้านกลาง ตำบลพุมเรียง ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นที่ตั้งของจังหวัดไชยา ปัจจุบันคืออำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ศึกษาระดับสูงสุดถึง ม.3 จากนั้นบวชเป็นพระที่วัดโพธาราม ไชยา เมื่ออายุ 20 ปี ได้รับฉายาว่า “อินทปัญโญ” แปลว่าผู้มีปัญญาอันยิ่งใหญ่ และไม่ได้สึกอีกเลย

“หลังจากศึกษาธรรมะจนถึงระดับหนึ่ง ทำให้ท่านมีความเชื่อว่าพระพุทธศาสนาที่สอนที่ปฏิบัติกันในเวลานั้นคลาดเคลื่อนไปมากจากที่พระพุทธองค์ทรงชี้แนะ ท่านจึงตัดสินใจหันหลังกลับไปไชยาเพื่อศึกษาตามแนวทางที่ท่านเชื่อมั่น พร้อมทั้งตั้ง “สวนโมกขพลาราม” ขึ้นเมื่อวันวิสาขบูชา 12 พฤษภาคม 2475 และได้ประกาศใช้ชื่อ “พุทธทาส” เพื่อแสดงอุดมคติสูงสุดในชีวิตของท่าน” นายสันติสุข กล่าว

นายสันติสุข เปิดเผยอีกว่า ท่านได้รับสมณศักดิ์สูงสุดเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่พระธรรมโกศาจารย์ เมื่อปี 2520 ส่วนในระดับนานาชาตินั้น ปัจจุบันทุกมหาวิทยาลัยที่มีแผนกสอนวิชาศาสนาสากลในหลายประเทศล้วนศึกษางานของท่าน มีหนังสือได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน จีน อินโดนีเซีย กว่า 20 เล่ม จากต้นฉบับภาษาไทยทั้งหมด 140 เล่ม
ทั้งนี้ พระธรรมโกศาจารย์ หรือท่านพุทธทาส นามเดิมคือ เงื่อม พานิช เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2449 เป็นชาวอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี อุปสมบทเมื่ออายุ 20 ปี ณ วัดอุบล อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2469 โดยมีพระครูโสภณเจตสิการาม เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "อินทปัญโญ" เดินทางศึกษาธรรมต่อที่วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ สอบได้นักธรรมเอก และเรียนภาษาบาลีได้เปรียญ 3 ประโยค สร้างสำนักปฏิบัติธรรมที่วัดตระพังจิก ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2475 ให้ชื่อว่า "สวนโมกขพลาราม" แปลว่าสวนป่าเป็นกำลังหลุดพ้นจากทุกข์ ต่อมาเมื่อปี 2487 ได้ย้ายสวนโมกขพลารามมายังสถานที่แห่งใหม่คือวัดธารน้ำไหลในปัจจุบัน ได้อุทิศตนเพื่องานพระศาสนาและทำงานมุ่งช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ให้พบสันติสุขตามปณิธานที่ตั้งไว้ มีผลงานทางธรรมไว้มากมาย เช่น หนังสือและเทปบันทึกเสียง ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ทั้งเป็นภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ทำให้ได้รับการนับถือยกย่องจากพุทธศาสนิกชนทั้งในและต่างประเทศ กระทั่งได้รับการยอมรับจากชาวโลกว่าเป็นสมณปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีบทบาทอย่างสูงต่อพุทธศาสนา

พระธรรมโกศาจารย์ มรณภาพเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2536 สิริอายุ 87 ปี 67 พรรษา

http://www.bangkokbiznews.com/2005/10/21/w009l1_46262.php?news_id=46262