เรื่องน่าสนใจ

วันศุกร์, ตุลาคม 07, 2548

แกะรอยคนรู้ใจ "ทักษิณ"

แกะรอยคนรู้ใจ "ทักษิณ" 6 ขุนพล!"เก่ง-เฮง" ยึดขุมทรัพย์รัฐ
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 6 ตุลาคม 2548 14:03 น.
*องค์กรรัฐหรือรัฐถือหุ้นใหญ่คือแหล่งปูนบำเหน็จให้กับคนที่สนองนโยบายของผู้มีอำนาจ.....ที่นี่จึงมีทั้งคนเก่งและคนเฮง!
*ยิ่งถ้ากลไกรัฐถูกครอบคลุมด้วยกลุ่มเดียวกันย่อมทำให้อำนาจของ "ผู้นำ"มีเสถียรภาพมั่งคงและยืนยาว เมื่อผลักดันนโยบายหรือเปลี่ยนแปลงอะไรก็ง่ายดั่งเนรมิต
*ส่วนผู้ปฏิบัติตามก็ได้ผลประโยชน์ตอบแทนทั่วหน้า
*คนพวกนี้คือขุนพลที่น่าศึกษาและจับตา.....เพื่อชาติประชาชนหรือเพื่อผลประโยชน์พวกพ้อง!?


ทุกคนรู้และเข้าใจมา โดยตลอดว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก้าวขึ้นมาสู่จุดหมายที่สูงได้ในวันนี้ ได้ผ่านการตระเตรียมและวางแผนมาก่อนอย่างเยี่ยมยุทธ์...

การเดินไปสู่ความสำเร็จในทางการเมืองนั้น ต้องยอมรับว่าตัวแปรสำคัญที่ทำให้เขาสามารถสร้างพรรคการเมืองได้ภายในระยะเว ลาเพียงพริบตา

นอกเหนือไปจากทุนที่มากมายมหาศาลอยู่แล้ว นายกฯทักษิณ ยังได้นำวิถีแห่งธุรกิจ ที่มอง "ผลลัพท์"มาเป็นอันดับหนึ่งประยุกต์บริหารพรรค จนได้ "ไทยรักไทย" เป็นพรรคการเมืองในแบบฉบับของทุนคลื่นลูกสาม อย่างชัดเจน

เมื่อความสำเร็จในทางการเมืองเกิดขึ้นเต็มรูปแบบ รากฐานความสำเร็จจากภาคธุรกิจ ของนายกฯทักษิณ ที่ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ ได้ถูกนำมาใช้เพื่อให้ทุกอย่างลงตัวมากที่สุด จนหลายต่อหลายครั้งบางคนถึงกับตามเกมแทบไม่ทัน ขณะเดียวกันก็อดที่จะชื่นชมกับความเหนือชั้นของนายกฯทักษิณ ที่สามารถบริหารทั้งธุรกิจและการเมืองไปในทิศทางที่สอดคล้องประสานประโยชน์ก ันได้อย่างน่าทึ่ง...

ยึดรัฐวิสาหกิจ เหนือชั้นกว่า "ตกเขียวขรก."
หากใครก็ตามที่หวังจะเฝ้ามองว่า ผลประโยชน์ในภาคธุรกิจใด มีญาติพี่น้อง คนในตระกูล "ชินวัตร"เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยแล้ว คงต้องสะกิดเตือนให้ช่วยกันจับตามองบรรดาเพื่อนสนิทมิตรสหาย นายกฯรวมเข้าไปด้วย เพื่อไม่ให้ตกหล่นในภายหลัง ถ้าจะว่าไปแล้วในความเป็นนักการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ ย่อมไม่ต่างไปจากนักการเมืองคนอื่นที่นิยม "ตกเขียว"ข้าราชการตั้งแต่ระดับเล็ก ปลายแถวไล่ไปจนถึง หัวแถวระดับสูงที่สุดในหน่วยงาน แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า ในความเป็นนักธุรกิจมืออาชีพ เขาย่อมเล็งเห็น บางสิ่งบางอย่าง ที่ "คุ้มค่า"แก่การลงทุนมากกว่า การหากินกับงบประมาณโครงการรัฐเล็ก ๆเท่านั้น

ถามว่าเจ้าของพรรคการเมือง ในแบบฉบับทุนคลื่นลูกที่ 3 อย่างนายกฯทักษิณ ยังจำเป็นที่จะต้องใช้วิธีการ "ตกเขียว"เหมือนกับยุคเก่าอีกหรือไม่ คงต้องบอกว่าจำเป็น แต่ไม่ใช่ทั้งหมดเพราะเขาค้นพบ เครื่องมือที่ล้ำหน้าและสร้าง result ได้มากกว่าที่ใครจะคาดคิดได้ทัน....

สิทธิประโยชน์ กก.บอร์ด รับอื้อ!
รู้สึกตัวอีกครั้ง ก็ได้แต่ถามว่า นายกฯทักษิณ จะยึดทุกอย่างไปหมดแล้วหรือ ?

ทั้ง อำนาจบริหาร-นิติบัญญัติ -ตุลาการ และองค์กรอิสระ ขณะเดียวกันหลายองค์กรภาคเศรษฐกิจ รัฐวิสาหกิจหลายแห่ง รวมทั้งรัฐวิสาหกิจที่รัฐเข้าไปถือหุ้น ล้วนแล้วแต่มีชื่อคนใกล้ชิดนายกฯ เข้าไปรับตำแหน่ง กินเงินเดือนแพงลิบลิ่ว แถมนานาสิทธิประโยชน์กันมาโดยต่อเนื่อง

บริษัท ไทยออยส์ จำกัด (มหาชน) ให้ค่าตอบตำแหน่งกรรมการบริษัท 60,000 บาทต่อเดือน ค่าตอบแทนกรรมการตรวจสอบ 25,000 บาทต่อเดือน เงินโบนัสสำหรับผลการดำเนินงานสำหรับกรรมการที่ดำรงตำแหน่ง ในปี 2547เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 50 ล้านบาท

บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ให้ค่าตอบแทนเบี้ยประชุม แก่กรรมการเดือนละ 30,000 บาท เบี้ยประชุมครั้งละ 20,000 บาท ขณะที่กรรมการตรวจสอบ ได้รับเบี้ยประชุมรายเดือน 15,000 บาทต่อเดือน เบี้ยประชุมครั้งละ 15,000 บาทต่อเดือน มีเงินโบนัสสำหรับกรรมการ ร้อยละ 0.05 ของกำไร ประจำปี 2548

ส่วนธนาคาร กรุงไทย จำกัด(มหาชน) ให้ค่าตอบแทนกรรมการ เดือนละ 50,000 บาท ค่าตอบแทนประจำตำแหน่ง ประธานกรรมการธนาคาร เดือนละ 150,000 บาท รองประธานฯ เดือนละ 30,000 บาท ประธานคณะกรรมการอื่นๆ 30,000 บาทต่อเดือน ค่าเบี้ยประชุม ครั้งละ 50,000 บาทต่อครั้ง

ขณะที่ บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ถูกจับตามองมาโดยตลอดในเรื่องการให้ค่าตอบ โดยในส่วนของกรรมการบริษัท จะได้รับค่าเบี้ยประชุม 50,000 บาทต่อเดือน เฉพาะในเดือนที่มีการประชุม คณะกรรมการตรวจสอบ ได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือน เท่ากับเบี้ยประชุมกรรมการ โดยในเดือนที่ไม่มีการประชุม ให้ได้รับค่าตอบแทนด้วย ส่วนเงินโบนัสประจำปี ได้รับในอัตราร้อยละ 0.5 ของเงินปันผลจ่าย

ทางด้านสิทธิประโยชน์ นั้นกรรมการบริษัท และผู้ติดตาม มีสิทธิได้รับบัตรบินฟรีเพื่อใช้เดินทางไปต่างประเทศ และในประเทศจำนวน 15 ใบต่อปี อดีตกรรมการที่พ้นวาระไปแล้ว ให้ได้รับบัตรโดยสารผู้มี อุปการะคุณ โดยให้ส่วนลดในอัตราร้อยละ 75 ของอัตราค่าโดยสารปกติ ตามชั้นที่ต้องการในเส้นทางต่างประเทศ 12 ใบต่อปี และในประเทศ 6 ใบต่อปี

นั่นคือผลตอบแทนที่บรรดา บอร์ด รัฐวิสาหกิจต่างๆจะได้รับเป็นการตอบแทน!

"คนรู้ใจ-ใกล้ชิด"คุม "งบ-โปรโจกยักษ์"
"กลายเป็นเรื่องปกติที่แทบทุกรัฐบาล มักจะแต่งตั้งคนของตัวเอง เข้าไปดูแลรักษาผลประโยชน์กันทั้งนั้น ซึ่งคนของตัวเองนั้นหมายถึง ข้าราชการที่เลี้ยงดูกันมา ตั้งแต่ซีน้อยๆ

รวมไปถึงการส่งคนของตัวเองไปนั่งเป็นบอร์ด เพราะสามารถรักษาผลประโยชน์ได้ชัดเจนและเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่า ส่วนพวกราชการก็เอาไว้ดูแลโครงการของรัฐ"

อดีตรัฐมนตรีช่วยฯ ที่เคยนั่งบริหารงานในกระทรวงใหญ่ มีเม็ดเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลทุกปี ได้สะท้อนกับ "ผู้จัดการรายสัปดาห์"ถึงเหตุผลและความจำเป็นในการส่งคนของตนเองเข้าไปนั่งด ูแลงานในหน่วยงานสำคัญ โดยชี้ว่าการที่รัฐบาลทักษิณ มีภาพในการจัดวางคนใกล้ตัวชัดเจนกว่ายุคก่อนๆเนื่องจาก ส่วนหนึ่งเพราะได้รับความนิยมจากประชาชน ได้ฉันทามติเป็นต้นทุนเดิม

"ในภาครัฐวิสาหกิจนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นแหล่งผลประโยชน์ให้กับรัฐบาลยุคนั้นๆ เพราะจะเป็นที่มาของการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญและสามารถใช้เป็ นแหล่งออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้อีก สิ่งเหล่านี้คือช่องทางทั้งนั้น"

คำว่า "ช่องทาง" นั้นไม่ได้ถูกจำกัดไว้เฉพาะ ตัวเองเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ช่องทางที่ว่านี้ยังเผื่อแผ่ไปถึงเพื่อนพ้อง ทั้งในและนอกรัฐบาลด้วยอีกต่างหาก..นั่นหมายความว่า ถ้าสามารถส่ง "ใคร"สักคนที่สามารถดูแลหรือปันประโยชน์ ได้อย่างทั่วถึงและลงตัว ก็น่าจะเป็นเรื่องที่สมควรต้องทำให้เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามยังต้องเข้าใจต่อไปด้วยว่า การเข้าไปนั่งเป็นบอร์ดในรัฐวิสาหกิจ ในบางครั้งยังหมายถึงการ "ปูนบำเหน็จ"ให้ "ใครบางคน" หลังจากที่ทำงานได้ตรงตามเป้าหมาย...

"ประสิทธิ์ ดำรงชัย"ได้ดี เพราะคดีฉาว
หากนำชื่อรัฐวิสาหกิจ 10 แห่งมาเปิดดู จะพบว่ามีบางคนนั่งเป็นกรรมการไม่ต่ำกว่า 3 แห่ง ซึ่งรายชื่อเหล่านั้น ก็ล้วนแล้วแต่อยู่ในกลุ่ม คนใกล้ตัว ทั้งที่มาจากเพื่อนพ้องที่เคยประสานประโยชน์กันในทางธุรกิจมาก่อน บ้างก็มีชื่ออยู่ในรายชื่อปาร์ตี้ลิสต์ บัญชี 2 ของพรรคไทยรักไทย และที่ไม่อาจมองข้ามคือบางคนคืออดีตพนักงานบริษัทเครือชิน คอร์ป ของนายกฯทักษิณ มาก่อนด้วยซ้ำ...

จดจำเขาคนนี้กันได้หรือไม่ ?
แม้ในวันนี้เขาจะนั่งกินเงินเดือน ตำแหน่งใหญ่ กรรมการอิสระ ในบอร์ดการบินไทย (THAI) แต่หลายคนกลับไม่เคยลืมว่า ประสิทธิ์ คนนี้คือคนเดียวกันกับ กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.)เสียงข้างน้อย 1 ต่อ 8 ที่อยู่ข้างพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ย้อนกลับไปเมื่อ ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตอย่างหนักด้วยคดีประวัติศาสตร์ "ซุกหุ้น"เมื่อปี2544 โดยในขณะนั้น กรรมการป.ป.ช.ทั้ง 8 เสียงชี้มูลความผิดว่า หัวหน้าพรรคไทยรักไทย จงใจแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน "เป็นเท็จ" โดยแจ้งรายการถือหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ปเปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)ในชื่อของคนใช้ คนขับรถ แต่ ประสิทธิ์ กลับชี้มูลว่าเป็นการไม่จงใจ อันเกิดจากความไม่รู้ และไม่ทราบในเรื่องของทรัพย์สิน เพราะคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ทำหน้าที่ดูแลทั้งหมด

จากการวินิจฉัยของประสิทธิ์ ในฐานะกรรมการป.ป.ช.เสียงข้างน้อย ทำให้เขาได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่กลับไม่ทำให้ประสิทธิ์ เปลี่ยนท่าทีแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม ประสิทธิ์ ยังอาจหาญไปเป็น "พยาน"ให้กับผู้ถูกร้อง ในระหว่างการพิจารณาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ภาพเหตุการณ์ในแห่งประวัติศาสตร์ จึงกลายเป็นว่า กรรมการป.ป.ช. ต้องมาเผชิญหน้ากันเอง ระหว่าง "กล้านรงค์ จันทิก" ดำรงตำแหน่งเลขาธิการป.ป.ช.ในเวลานั้น

เหตุการณ์หลังจบคดีซุกหุ้นเมื่อปี 2544 ผ่านมาจนถึงวันนี้ กับเส้นทางชีวิต ของ ประสิทธิ์ ดำรงชัย นั้นแทบไม่ได้สร้างความแปลกใจแต่อย่างใด เนื่องจาก การเข้าไปนั่งเป็นกรรมการอิสระ ในบอร์ดการบินไทย แทนที่ "ทนง พิทยะ" ที่ต้องลุกไปรับตำแหน่ง รมว.พาณิชย์

ปัจจุบันไม่เพียงแต่ ประสิทธิ์ จะดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการอิสระ ในบอร์ดการบินไทย เท่านั้น แต่เขายังเป็นกรรมการ ในบอร์ด ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)ตบท้าย...

"ปลัดสมชาย"น้องเขยคนโปรด..
ถ้า "เจ๊แดง "เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวนายกฯทักษิณ คือบุคคลที่ถูกพูดถึงตลอดช่วงกว่า 4 ปีที่ผ่านมา คงต้องบวกชื่อ ปลัดสมชาย วงศ์สวัสดิ์ บิ๊กแห่งกระทรวงยุติธรรม เข้าไปด้วยในฐานะน้องเขยคนโปรดของนายกฯ ที่เวลานี้ชีวิตการงานเติบโตทุกคืนวัน

ในอาชีพการงานที่กระทรวงยุติธรรม แม้ปลัดสมชาย จะพยายามเล่นบท โลว์โปรไฟว์ มาโดยตลอด แต่ทุกคนรู้ว่าที่กระทรวงยุติธรรมนั้น ใครคือบิ๊กตัวจริง ล่าสุด ได้รับความเห็นชอบจาก คณะรัฐมนตรี ให้ ต่ออายุเป็นครั้งที่ 2 ในตำแหน่งเดิม ในเวลาเดียวกันความเติบโตอีกด้านหนึ่งของปลัดสมชาย ที่อาจไม่เกี่ยวข้องกับงานด้านกฎหมายเท่าใดนัก แต่เมื่อได้รับแรงหนุนจากพี่เขย จึงมีชื่อเข้าไปปรากฏเป็น กรรมการธนาคาร กรุงไทย (KTB)กรรมการอิสระ บริษัทไทยออยส์ (TOP)บอร์ดปตท (PTT) และบอร์ดบริษัทท่าอากาศยานไทย (AOT)

ตำแหน่งต่างๆเหล่านี้ จะเป็นเครื่องการันตีความสามารถน้องเขยคนเก่ง ได้หรือไม่ นั้นเชื่อว่าฝ่ายค้านคงกำลังเฝ้าจับตาดูการทำงาน อย่างใกล้ชิดและอาจนำมาเป็นประเด็นตีแผ่ในสภาฯ เร็วๆนี้ต่อไป

"ชัยวัฒน์" อะหลั่ยชั้นดี
"ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์" กับ "วินนี่ เดอะ ปุ๊" คือคนเดียวกัน เพียงแต่อยู่คนละสถานะเท่านั้น ชื่อแรกเคยดำรงตำแหน่งใหญ่ ในแบงค์ชาติในยุคที่เกิดความวุ่นวายและปั่นป่วนอย่างหนัก ขณะที่ชื่อหลังคือนักเขียน ใหญ่ที่หลายคนในแวดวงวรรณกรรมคุ้นชินเป็นอย่างดี วินนี่ เดอะ ปุ๊ คือผู้หนึ่งที่อาศัยโลกแห่งหนังสือหลบลี้ไปจากความวุ่นวายจากการแก้ปัญหาด้า นเศรษฐกิจ ที่เขามีส่วนร่วมรับผิดชอบ

ตลอดช่วงเวลาหลายปี ที่ผ่านมา หลายครั้งที่เกิดความไม่ลงตัวในตำแหน่งขุนคลัง ด้านเศรษฐกิจ ของรัฐบาลทักษิณ ขึ้นมาครั้งใด ชื่อ ดร.ชัยวัฒน์ ก็มักปรากฏขึ้นคล้ายเป็นหินถามทางทุกครั้ง พอๆกับชื่อของดร.โอฬาร ไชยประวัติ ที่เป็นตัวเลือกให้กับรัฐบาล ทั้งที่ทั้งคู่พยายามเก็บเนื้อเก็บตัว ช่วยงาน ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ในตำแหน่งทีมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับพบข้อน่าสังเกตว่า ทั้ง ดร.ชัยวัฒน์ และดร.โอฬาร ล้วนแล้วแต่ไปมีชื่อนั่งเป็นบอร์ด ในรัฐวิสาหกิจหลายต่อหลายแห่ง

ดร.ชัยวัฒน์ เป็นบอร์ด อยู่ในแบงก์กรุงไทย(KTB) เป็นกรรมการก.ล.ต. และยังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) อีกทั้งยังเป็นประธานกรรมการบริษัท เอสซีแอสเซส (SC) หนึ่งในบริษัทเครือชิน คอร์ป

เปิดสัมพันธ์ลึก"ทักษิณ-โอฬาร-อนันต์"
ทางด้านกูรูด้านเศรษฐกิจคนสำคัญ อย่างดร.โอฬาร ไชยประวัติ ถือว่าเป็นอีกผู้หนึ่งที่ถูกนายกฯทักษิณ เลือกวางตัวให้คุมรัฐวิสาหกิจสำคัญหลายแห่ง นอกเหนือไปจากความไว้วางใจให้เข้าไปนั่งเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยชินวัตร ต่อจาก พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา คนก่อน เพื่อทำหน้าที่วางรากฐานและทำระบบหลักสูตรของมหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตาม ความสามารถทางด้านการเงิน การธนาคารของโอฬาร คือ "สินทรัพย์" อันมีค่าซึ่งถูกนายกฯทักษิณ นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดที่สุด ดังนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมา ดร.โอฬาร ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็น "กุนซือ" ทางเศรษฐกิจให้กับดร.สมคิด เท่านั้น แต่เขายังเป็นหนึ่งในกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คอยเป็นหูเป็นตาให้กับบริษัท ในเครือชินวัตร อย่างเต็มที่ นอกเหนือไปจากการเป็น รองประธานกรรมการ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งตำแหน่งนี้มีฐานะเป็นรองเพียง บรรพต ดามาพงศ์ พี่ชายคุณหญิงพจมาน เพียงคนเดียว อีกทั้งยังมีตำแหน่งเป็น ประธานกรรมการตรวจสอบบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และยังมีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการอิสระและเป็นประธานกรรมการตรวจสอบ การบินไทย (THAI) เป็นกรรมการอิสระ ที่บริษัท ไทยออยส์ (TOP)เป็นประธานกรรมการตรวจสอบ ในปตท. (PTT)และไทยโอเลฟินส์ (TOC)

หากจะว่าไปแล้ว เส้นทางของ โอฬาร ก่อนที่จะเข้ามาสัมพันธ์กับนายกฯทักษิณ นั้น หลายคนรู้ดีว่า เขาคือหนึ่งในกลุ่มเทคโนแครต เช่นเดียวกับ ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ อดีตรมว.คลัง ของพรรคประชาธิปัตย์ โอฬาร ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ แบงค์ไทยพาณิชย์ เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้เขามีโอกาสเหมาะที่จะได้เข้าไปวางระบบหลักสูตรการศึกษาให้กับ มหาวิทยาลัยชินวัตร โดยจากการชักนำของ พารณ ในฐานะรุ่นพี่จากสถาบัน MIT

นอกจากนี้สายสัมพันธ์ระหว่าง โอฬาร กับนายกฯทักษิณ ยังน่าจะถูกกระชับอีกชั้นหนึ่ง เนื่องจาก โอฬาร มีความแนบแน่นกับ อนันต์ อัศวโภคิน เจ้าพ่อแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ในฐานะลูกค้าชั้นดีของแบงค์ไทยพาณิชย์ ขณะเดียวกัน อนันต์ คือเพื่อนรักของบุญคลี ปลั่งศิริ ขุนพลมือฉมังของนายกฯทักษิณ

ถ้าย้อนความทรงจำกันต่อไป คงต้องไม่ลืมว่า เคยมีคำถามว่า นายกฯทักษิณ คือคนหนึ่งที่ได้รับประโยชน์จากการ "ลดค่าเงิน" ซึ่งในช่วงนั้นมีโอฬาร เข้ามาเป็นตัวละครสำคัญมีส่วนด้วยเช่นกัน.

สายสัมพันธ์ระหว่าง "นายกฯทักษิณ-โอฬาร-อนันต์"ยังมีความซับซ้อน แต่เต็มไปด้วยความแน่นเหนียว เพราะ ทั้งโอฬาร และอนันต์ คืออดีตผู้สนับสนุนพรรคพลังธรรมชั้นดี ทั้งสามต่างรู้จักและรู้ใจกันมายาวนาน

"พารณ-เรวัติ" มือดีนั่งคุมบอร์ดใหญ่
"พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา" คือทรัพยากรบุคคล สำคัญอีกหนึ่ง ที่มีความใกล้ชิดกับนายกฯทักษิณ เนื่องจากมีตำแหน่งเป็น "ประธานกรรมบริษัทชินแซทเทลไลทฺ จำกัด (SATTEL) กิจการของชิน คอร์ป ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นหนึ่งในกรรมการ สศช. มีหน้าที่กำหนดและควบคุมนโยบายในด้านเมกกะโปรเจค เม็ดเงินมูลค่ามหาศาล

อย่างไรก็ดียังมีอดีตอัยการสูงสุด ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้ "เรวัติ ฉ่ำเฉลิม" ได้เข้าไปนั่งเป็นบอร์ด ในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสำคัญหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น ประธาน บอร์ด อสมท.(MCOT) ควบคุมสื่อของรัฐบาลเพื่อให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุดแล้ว เรวัติ ยังรับตำแหน่งเป็นบอร์ด ในแบงคก์กรุงไทย (KTB) อีกด้วย

หากนำ "จิ๊กซอร์"ทั้งหมดมาต่อเรียงกัน น่าจะทำให้เห็นความชัดเจนและตอบคำถามได้ว่าเหตุใดคนกลุ่มนี้จึงรักใคร่กันเป ็นพิเศษ ดังนั้นเรื่องการเข้าไปรับตำแหน่งพิเศษต่างๆในองค์กร รัฐวิสาหกิจเป็นเรื่อง "ปกติวิสัย"ที่สามารถกระทำได้ ส่วนจะเหมาะสม หรือไม่ คงเป็นคำถามที่รอคำตอบต่อไป...!!!

*************

ปฏิบัติการสยายปีก
“นายใหญ่-นายหญิง” ครองเมือง


ช ื่อของ “นายใหญ่-นายหญิง-เจ๊” กำลังโด่งดังบนหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะการที่ไปมีบทบาทเป็น “แบ็คอัพ”หรือ ผู้อยู่เบื้องหลัง!ในการปฏิบัติงานทุกภาคส่วน.และวันนี้จะหาใครเทียบชั้นนาย ใหญ่-นายหญิง ได้ยาก เพราะทุกพื้นที่ถูกบล็อคด้วยระบบอุปถัมภ์

ปัจจุบันเขากำลังถูกวิพากษ์จากสังคมว่าได้จัดวางคนไว้ทุกจุดทั้งฝ่าย การเมือง ข้าราชการ ทั้งในองค์กรการเมือง หน่วยงานรัฐ และองค์กรอิสระที่มีบทบาทในการชี้อนาคตของประเทศ

“เขาจัดวางคนไว้ทุกจุดทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการ เขาคงคิดว่าประเทศนี้เป็นของเขา” นักวิเคราะห์การเมือง กล่าว และย้ำว่า ขณะนี้ ประเทศชาติอยู่ในสถานะที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากคนที่มีอำนาจบริหารระดับสูงและคนใกล้ชิดได้มีการส่งคนของตัวเองเข้ าไปอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งทางฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ มีพฤติกรรมในการแทรกแซงฝ่ายตุลาการ

แม้กระทั่งการผ่าตัดบทบาทของสภาพัฒน์ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ก็เป็นเพียงการเตรียมการเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการจัดวางขุมกำลังพล และการโยนให้อำนาจการพิจารณาอนุมัติงบประมาณในเมกกะโปรเจกกลับไปสู่อำนาจของ ฝ่ายข้าราชการและฝ่ายการเมือง ก็เป็นเพียงการ “สมนาคุณ” ให้ขุมกำลังพลเหล่านั้น

ไม่เว้นแม้แต่ในภาคธุรกิจเองที่หลายกิจการที่เป็นดาวรุ่งต้องถูกบล็อ กเพื่อไม่ให้เป็นกลุ่มทุนที่ใหญ่กว่ากลุ่มตัวเอง จนถือว่าเวลานี้ นายใหญ่และนายหญิง ได้แผ่ขยายอิทธิพลอำนาจและ จัดระบบอุปถัมภ์ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มชั้นในสังคมไทย!?

รวบอำนาจฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ
โดยกระบวนการที่เห็นได้ชัดว่าถูกแทรกแซงทางการเมืองมากที่สุดในเวลาน ี้ และเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง คือกระบวนการในการนำเสนอนโยบาย หรือร่างกฎหมายสำคัญ ๆ ที่ไปเอื้อผลประโยชน์ให้คนเพียงกลุ่มเดียว โดยเริ่มต้นจากการจัดทำบิ๊กโปรเจกของข้าราชการ ตามกระทรวงต่าง ๆ นำเสนอรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง นำเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่งเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ส่งให้วุฒิสภา เข้าสู่กระบวนการพิจารณาขององค์กรอิสระ ก่อนนำเสนอขึ้นทูลเกล้าฯ

โดยที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเมื่อมีรัฐบาลใหม่ การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงเพื่อเอาคนที่เป็นคนของฝ่ายตรงข้ามออกจากตำแหน่ งสำคัญ ๆ และเอาข้าราชการที่ “คุยกันรู้เรื่อง” มานั่งแทนนั้น เป็นเรื่องปกติของทุกพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำรัฐบาลมักจะทำกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะกระจายกันไปเป็นเด็กที่มาจากโควตาของรัฐมนตรีแต่ละคน แต่ละพรรคการเมืองที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ในยุคนี้ ศูนย์อำนาจถูกยึดรวบเป็นจุดเดียว การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง จึงมักจะมีคำสั่งตรงจาก “เบื้องบน” ถือเป็นการ “ล้วงลูก” อย่างเบ็ดเสร็จ

ไม่เว้นแม้แต่ตัวรัฐมนตรี หลายคนในรัฐบาลนี้ โดยเฉพาะในรัฐบาลทักษิณ 2/2 เป็นที่รู้กันดีว่าหลายคนมีความใกล้ชิดกับตระกูลชินวัตร แทบ เช่น น.พ.สุชัย เจริญรัตนกุล รมว.สาธารณสุข ที่เป็นหมอรักษาแม่ยายนายกฯ หรือ พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา ที่ทิ้งตำแหน่ง ผบ.ทอ.มานั่งเป็นรมว.มหาดไทย ก็เป็นข่าวโด่งดังตอนที่แต่งงานกับ “ลูกน้ำ” สลิลลาวัลย์ ศิริวงศ์ เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนของคุณหญิงพจมาน
ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นเลขานุการส่วนตัว

ส่วน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์,ภูมิธรรม เวชยชัย,น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี,น.
พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ก็เป็นรัฐมนตรีที่ล้วนเป็นคนของชินคอร์ป

เผด็จการรัฐสภา-คุมวุฒิ 70%
เมื่อคุมอำนาจบริหารได้แล้ว ก็นำไปสู่ขั้นตอนของสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดว่าเสี่ยงต่อการเป็นเผด็จการรัฐสภา เนื่องจากเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ครองเสียงข้างมากในสภาฯ 377 เสียง แม้ในพรรคจะประกอบไปด้วยหลายมุ้งหลายวัง แต่ที่ผ่านมาล้วนสยบโดยคนบ้านจันทร์ส่องหล้าทั้งสิ้น โดยเฉพาะกลุ่มวังน้ำเย็น นำโดย เสนาะ เทียนทอง และกลุ่มวังน้ำยม

กลุ่มวังน้ำเย็นเดิมมีสมาชิกกว่า 40 คน แต่หลังจากกรณีการลงชื่อไว้วางใจให้ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจกรณีทุจริตซีทีเอ็กซ์ 9000 ที่ผ่านมา แม้ป๋าเหนาะจะประกาศไม่ร่วมลงชื่อ แต่สมาชิกกลุ่มกลับไม่มีใครกล้าเดินตามรอยเท้าป๋าเหนาะ เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้เป็น ส.ส.อีก มีแต่ประมวล รุจนเสรี เท่านั้นที่กล้าแหกเหล่า ช่วงนั้นคนที่เข้าออกบ้านป๋าเหนาะจึงเหลือแค่คนใกล้ชิดไม่เกิน 10 คน แสดงให้เห็นว่าบทบาทและอำนาจของ ป๋าเหนาะ ถูกลิดรอนไปแล้ว

ส่วนกลุ่มวังน้ำยมที่แยกออกมาจากกลุ่มวังบัวบาน เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกสยบโดยบ้านจันทร์ส่องหล้า พุ่งเป้าไปที่ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เรื่องซีทีเอ็กซ์ 9000 และ สุริยา ลาภวิสุทธิสิน ที่ต้องหลุดจากเก้าอี้รมช.พาณิชย์ กรณีเป็นผู้ใกล้ชิดผู้บริหารหุ้น PICNI ที่เข้าข่ายลักษณะปั่นหุ้น
ส่วนเวทีวุฒิสภา แม้จะมีส.ว.200 คน แต่ก็ถูกครหาว่าเป็นส.ว. สังกัดรัฐบาล กว่า 70% ขณะที่ ส.ว.ฝ่ายเอ็นจีโอประมาณ 10 % ที่เหลือเป็น ส.ว.สาย มนูญกฤต หรือสายตรงข้ามรัฐบาล และส.ว.กลุ่มข้าราชการประจำ โดยส.ว.ที่มีรายงานข่าวว่าเป็นใกล้ชิดรัฐบาล เช่น สุชน ชาลีเครือ,อุษณีย์ ชิดชอบ,เชิดพงษ์ อุทัยสาง,บุษรินทร์ ติยะไพรัตน์,ศรีเมือง เจริญศิริ ,ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์,อนันต์ ผลอำนวย,สุรสิทธิ์ ฉัตรชัยเดช,ถาวร เกียรติไชยากร,นิคม เชาว์กิตติโสภณ,พล.ท.โอภาส รัตนบุรี,วิกรม อัยศิริ,สนิท จันทรวงศ์,นิเวศน์ พันธ์เจริญวรกุล,คำนวณ ชโลปถัมภ์ ฯลฯ

“กฎหมายหลายตัวถูกพิจารณาผ่านทั้ง 2 สภาไปอย่างมีวาระซ่อนเร้น ฝ่ายที่ตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมาย คือ องค์กรอิสระต่าง ๆ ก็ถูกคุมไว้หมด โดยคนกลุ่มเดียวกันนี้ ถ้าไปเช็คดูจะพบว่ากรรมการเป็นตำรวจเยอะมาก”

โดยในสำนักงานคณะกรรมการปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) 1 ในกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคือ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พี่ชายคุณหญิงอ้อ, พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งเองเคยถูกครหาว่าเป็น กกต.สีเทา และที่สำคัญก็เป็นเพื่อนของนายกรัฐมนตรี ส่วนคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือ ปปช.ก็มีรายงานข่าวแจ้งว่าเป็น ปปช.ที่มีความสนิทชิดเชื้อกับรัฐบาลอย่างมาก

มีเพียงสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเท่านั้นที่ถือว่าเป็นของแข็ง คือ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง. ที่ตรงไปตรงมาในการตรวจสอบทุจริตโครงการของรัฐโดยเฉพาะบิ๊กโปรเจกในสนามบินส ุวรรณภูมิที่อาจมีคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีเกี่ยวข้อง

“นี่คือปัญหาที่ต้องเขี่ยคุณหญิ งจารุวรรให้พ้นทางและตั้งคนไม่ที่เป็นร่างทรงมาแทน”แหล่งข่าวในพรรคทรท.ระบุ

สั่งสกัดเบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้น
ขณะที่ภาคของธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจของตัวเองเป็นธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แต่เพียงผู้เดียว โดยเฉพาะกรณีที่ พล.ต .จำลอง ศรีเมือง นำม๊อบกว่า 10,000 คน มายื่นหนังสือคัดค้านการยื่นไฟลิ่ง หรือ การพิจารณาแบบแสดงข้อมูลการเสนอขายหุ้นของ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ เบียร์ช้าง เพื่อไม่ให้เบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้น ด้วยข้ออ้างที่ว่าธุรกิจน้ำเมา ไม่สมควรที่จะมีการระดมทุน และขยายกำลังการผลิตให้มาก เพราะผิดศีลธรรม และเป็นการมอมเมาเยาวชน

กรณีนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ว่าเหมือนเป็นการเล่นเกมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีใบสั่งให้ พลตรีจำลอง ศรีเมือง ออกมาเคลื่อนไหวสกัดกลุ่มทุนของ เจริญ ศิริวัฒนาภักดี ไม่ให้เติบโตมากกว่าธุรกิจของตระกูลชินวัตรมากเกินไป

“การจะเข้าสู่การเมืองได้มั่นคง จะต้องมีเงิน มีทุนทรัพย์ที่เพียงพอ เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถสยบนักการเมืองหรือบรรดามุ้งต่าง ๆ ได้ หากปล่อยให้กลุ่มทุนอื่นเติบโตเท่าก็อาจทำให้ผู้มีอำนาจยุคนี้ลำบากได้” ส.ส.พรรคไทยรักไทย กล่าว

จากการจัดอันดับความร่ำรวยในอาเซียนของนิตยสารฟอร์บ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เจริญ ได้รับการจัดอันดับให้มีความร่ำรวยเป็นอันดับ 1 ของเมืองไทย และเป็นอันดับ 5 ของอาเซียน ที่มีทรัพย์สิน 3 พันล้านบาท ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกจัดอันดับว่ารวยเป็นอันดับที่ 4 ของเมืองไทย มีทรัพย์สิน 1.3 พันล้านบาท รองจาก เฉลิม อยู่วิทยา เจ้าพ่อกระทิงแดง และธนินทร์ เจียรวนนท์ เจ้าสัวซีพี

อย่างไรก็ดีที่ผ่านมา พล.ต.จำลอง จะมีปัญหาขัดแย้งกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในกรณีการเลือกตั้งผู้ว่ากทม. แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่า เรื่องของสายสัมพันธ์ระหว่างพล.ต.จำลอง กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งแต่สมัยอยู่พรรคพลังธรรม จนถึงวันนี้ยังมีความแนบแน่นมาตลอด

“คนในตลาดหลักทรัพย์เองก็เป็นคนของหัวหน้า กลต.ก็มีสุวรรณ วลัยเสถียร ในตลาดหลักทรัพย์ก็มีกิตติรัตน์ ณ ระนอง วิจิตร สุพินิจ โอฬาร ไชยประวัติ รวมทั้งเพื่อนซี้ปึ๊กบุญคลี ปลั่งศิริ อย่าง อนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของบริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ เป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทมากในการสกัดเบียร์ช้างไม่ให้เข้าตลาดหุ้นครั้งนี้ นี่คงเป็นวิธีการล็อคคู่แข่งในระบบเศรษฐกิจของตระกูลชินวัตร” นักวิชาการที่เกาะติดการเมือง ระบุ
การจัดวางกำลังพลไว้ทุกหย่อมหญ้า รวมทั้งการสกัดกลุ่มธุรกิจไม่ให้เติบโตเกินธุรกิจของตัวเอง หรือการแต่งตั้งบิ๊กราชการ องค์กรอิสระได้อย่างเชี่ยวชาญล้วนเป็นที่ยอมรับว่าไม่มีใครสู้กับนายใหญ่และ นายหญิง แห่งพรรคไทยรักไทยได้

ด้วยยุทธศาสตร์และยุทธวิธีดังกล่าว จึงเป็นโอกาสให้ นายใหญ่และนายหญิง มีเสถียรภาพมั่งคงทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง เพราะนี่คือระบบอุปถัมภ์ที่ใหญ่ที่สุดและยึดครองประเทศไทยได้อีกนาน !

**********

นักวิชาการรุมจี้ทักษิณ
คืนอำนาจอธิปไตยปชช.


ดร.นิพนธ์ พัวพงศธร
ที่ปรึกษาอาวุโส สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

การตั้งคนไปที่หน่วยงานต่าง ๆ ต้องตั้งเพื่อที่จะทำงานให้มีประสิทธิภาพ ไม่ได้แปลว่าต้องเอาแต่คนที่เป็นพวก เอาแต่คนที่รับใช้นายกรัฐมนตรี เพราะอาจไม่ใช่สิ่งที่ประเทศต้องการ ระบบประชาธิปไตยเป็นเรื่องของส่วนรวม อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องของคนๆ เดียว

อำนาจฝ่ายบริหารมีมากเวลานี้ ไม่พอใจข้าราชการคนไหนก็ปลดออก คนก็กลัว โดยเฉพาะการปฏิรูประบบราชการที่กำลังจะทำครั้งที่ 2 ยิ่งทำให้เห็นว่าอำนาจฝ่ายการเมืองเข้ามามีบทบาทมาก มีการแทรกแซงการแต่งตั้งคนตำแหน่งต่าง ๆ แต่ก็ไม่ได้ทำในที่แจ้ง

การตั้งคนไปนั่งตำแหน่งต่าง ๆ ต้องมีหลักเกณฑ์ โดยเฉพาะในระดับของข้าราชการ ต้องเข้าใจว่าการตั้งคนบางคนมันข้ามขั้น ข้ามอาวุโสไป ต้องมีเหตุมีผลอธิบายได้ ถ้าไม่มีก็ไม่ควรทำ เราอยากเห็นตรงนี้ แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่เห็น ทำอย่างนี้ต่อไปใคร ๆ ก็จะวิ่งหานายกฯ ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเอาใจ ไม่คำนึงความถูกความผิด นายกฯก็เหลิง ซึ่งเป็นเรื่องไม่ชอบธรรม จะบอกว่า “เชื่อผมเถอะ ผมรับผิดชอบคนเดียว” มันไม่ได้

เรื่องคุณหญิงจารุวรรณที่ยังไม่จบ ก็แสดงให้เห็นว่ามีความพยายามแทรกแซงของฝ่ายการเมือง จนได้คนที่ต้องการ ระบบการออกกฎหมายก็เปลี่ยนไป ใช้ระบบเสียงข้างมากไม่ฟังเสียงข้างน้อย เป็นจุดอ่อนให้บางคนเขียนกฎหมายเอื้อประโยชน์ตัวเอง สถาบันการเงินของรัฐเดิมให้กระทรวงการคลังมีการค้ำประกัน ปัจจุบันก็เลิก ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการให้มีอิสระในการทำงาน แต่สุดท้ายฝ่ายบริหารก็แทรกแซงการดำเนินงานสถาบันการเงินของรัฐ รัฐบาลแต่งตั้งคนของตัวเองเข้าไปอาศัยแค่ความสัมพันธ์ส่วนตัว

ดร.ปริญญา เทวานฤมิตร
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปัญหาเกิดจากรัฐธรรมนูญมีข้อบกพร่อง ทำให้ฝ่ายการเมืองเข้าแทรกแซงได้ นายกรัฐมนตรีมาจากเสียงข้างมากของสภาทำให้ควบคุมการลงมติการไม่ไว้วางใจได้ห มด ซึ่งแม้ว่าฝ่ายค้านจะยังมีสิทธิอภิปรายรัฐมนตรีรายบุคคลแต่ด้วยความที่เป็นร ัฐบาลเสียงข้างมากก็ควบคุมตรงนี้ได้

วุฒิสภาก็ไม่เป็นกลาง เรื่องสำคัญอย่างการคัดหาตัวบุคคลเพื่อมานั่งในองค์กรอิสระจึงมีปัญหา ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกในชั้นกระบวนการสรรหา เพื่อแต่งตั้งคนของตัวเอง

ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีต้องยอมรับในระบบประชาธิปไตย เพราะเรื่องประชาธิปไตยไม่ใช่การบริหารธุรกิจ ต้องมีการถ่วงดุลตรวจสอบให้หลากหลาย จะรวมศูนย์อำนาจไม่ได้

ดร.เจตน์ โทณะวณิก
คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม

เมื่อมองในมุมมองการเสนอกฎหมาย หลังผ่านกระบวนการวุฒิสภาก่อนขึ้นทูลเกล้าฯ ดูแล้วเหมือนผู้มีหน้าที่ไม่ได้ศึกษากฎระเบียบในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่ผิด เหมือนคิดกันมาเองแล้วทำไปเลย ไม่มีการกรองกฎหมาย เรื่องนี้น่าเป็นห่วง ถือเป็นความผิดพลาด จริง ๆ แล้ววุฒิสภาควรมีที่ปรึกษา และต้องมีกระบวนการประชาชนมาช่วยพิจารณาร่วมด้วย

*************

ส่งมือดีคุมองค์กรเภสัชฯ
เล็งเข้าตลาดฯ-หวั่นกระทบ 30บาท


อ งค์การเภสัชเตรียม เป็นหนึ่งในกรณีตัวอย่างที่คนใกล้ชิด ถูกส่งเข้ามากุมกลไกการบริหารจัดการ เตรียมเปลี่ยนรูปเป็น บริษัทจำกัด ก่อนแปรรูปเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ “แพทย์” หวั่นจะเป็นแหล่งผลิตยาเพื่อแสวงหากำไร ยกเลิกผลิตยาพื้นฐานกระทบโครงการ 30 บาทแน่ ขณะที่ภาพลักษณ์ในปัจจุบันถูกการเมืองแทรกแสวงหาผลประโยชน์

ขณะที่กระแสต่อต้านการแปรรูป การไฟฟ้าฝ่ายผลิต จะเข้มข้น และเป็นประเด็นที่อยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เป็นประจำ แต่สำหรับองค์การเภสัชกรรม ที่เป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ก็กำลังเริ่มดำเนินการแปรรูป แม้จะมีเสียงคัดค้านจากเหล่าสหภาพแรงงารนรัฐวิสาหกิจองค์การเภสัชกรรมมาตั้ง แต่ต้นปี 2547 กับคำถามที่ว่า เมื่อองค์การเภสัชกรรมแปรรูปไปแล้ว ราคายาในประเทศจะเป็นไปในทางทิศใด และเหล่าคนยากจนจะมีโอกาสเข้าถึงยาได้อย่างทั่วถึงหรือไม่

เตรียมทำบริษัทลูก เร่งระดมทุนตลาดหุ้น
น.พ.ธวัช สุนทราจารย์ อธิบดีกรมควบคุมโรค หนึ่งในคระกรรมการองค์การเภสัชกรรม กล่าวถึงภาพโดยกว้างที่จะเกิดขึ้นกับองค์การเภสัชกรรมว่า รูปแบบการแปรรูปสำหรับองค์การเภสัชกรรมน่าจะเปลี่ยนมาเป็นระบบโฮลดิ้งคอมพาน ี้ก่อน ( Holding Company) โดยมีองค์การเภสัชกรรมเป็นบริษัทแม่ แล้วมีบริษัทลูกขึ้นมาอย่างน้อย 2-3 บริษัทขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์เชิงธุรกิจว่าสมควรมีกี่หน่วยย่อย เช่น บริษัทหน่วยการผลิต หน่วยผลิตยาน้ำ ชีววัตถุ และมีการตั้งบริษัทเพื่อเน้นการทำการตลาด และการขายโดยเฉพาะซึ่งบริษัทลูกเหล่านี้ต้องสามารถบริหารจัดการให้เลี้ยงตัว เองได้โดยมีนโยบายหลักอยู่บนการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์วิกฤติ สงคราม และภัยพิบัติ

ช่วงแรก องค์การเภสัชกรรมจะถือหุ้นใน บริษัทลูก 100%เต็ม และเมื่อผลการดำเนินงานเป็นไปด้วยดี ทางองค์การเภสัชกรรมจะต้องหาเอกชนเข้ามาถือหุ้นในบริษัทลูกเพื่อขยายกำลังกา รผลิตให้มีมากขึ้น โดยวางไว้ว่าจะไม่ให้เอกชนถือเกิน 49% และเมื่อกิจการดำเนินงานไปได้ด้วยดี อาจจะมีการเอาบริษัทลูกตัวใดตัวหนึ่งเข้าไประดมทุนในตลาดหุ้น โดยมีองค์การเภสัชกรรมตามเข้าไปผู้ถือหลัก อย่างน้อย 51% ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการดำเนินงานในการทำบริษัทลูก 3 ปี และหลังจากนั้นอีก 2 ปีที่แต่งตัวให้ดูดีได้แล้วคาดว่าจะเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นได้ เพราะถ้าผลการดำเนินงานไปได้ด้วยดี ก็น่าจะเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุน

หวั่นผลิตยาเพื่อผลกำไร
ขณะที่ น.พ.ธวัช มองว่าหลังจากการแปรรูปองค์การเภสัชกรรมจะทำให้องค์การมีความสามารถในการถ่ว งดุลราคายาให้อยู่ในราคากลางมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่ยังขัดกับความเป็นจริงก็คือ ปัญหาที่ผ่านมาของทางองค์การเภสัชที่ไม่สามารถปฏิเสธได้คือ ปัญหาการทำสัญญากับบริษัทยา อีกทั้งการผูกขาดยาของบริษัทข้ามชาติทั้งที่มีสิทธิบัตรและไม่มี และการแทรกแซงในการทำสัญญาร่วมทุนกับเอกชน ปัญหาดังกล่าวจะมีมากยิ่งขึ้นหรือไม่ เมื่อองค์การต้องแปรรูปและต้องหากำไรสูงสุดจากการผลิตและจำหน่ายยา

โดยเฉพาะการเลือกผลิตยาตัวใดในอนาคต เพราะเมื่ององค์การเปลี่ยนไปเป็นระบบบริษัทที่มีตัวชี้วัดที่ตัวเลขและผลกำไ ร แน่นอนว่าผลผลิตที่จะนำออกมาขายนั้นก็ต้องขายได้และมีมาร์จินที่สูงตามขึ้นม าด้วย นพ.จรัญ ตฤณวุฒิพงษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มแพทย์ที่มีความกังวลว่าถ้ามีการแปรรูปองค์การเภสัชกรรมขึ ้นมาจริง องค์การเภสัชจะเลิกผลิตยาพื้นฐานที่จำเป็น อย่าง วัคซีน ให้กับประทรวงสาธารณสุข หรือเหล่ายาลูกกำพร้าทั้งหลาย แต่หันไปผลิตยาเพื่อเชิงพาณิชย์แทนเช่นเหล่ายา ปฏิชีวนะแทน

อีกทั้งยังมีข้อกังวลว่านอกจากจะไม่ผลิตยาพื้นฐานแล้ว อาจจะยกเลิกการผลิตเซรุ่มและทำหน้าที่จำหน่ายวัคซีนจากสถานเสาวภาของสภากาชา ดไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เจ้าของโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรคหรือ 30 บาท ช่วยคนไทยห่างไกลโรค ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล เพราะต่อไป องค์การเภสัชกรรมอาจจะมุ่งมั่นทุ่มเท พัฒนาผลิตภัณฑ์เคอร์มิน ครีมบำรุงผิวต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นของตลาดมากกว่าที่จะมานั่งทำยาที่มีม าร์จินต่ำกว่า

หวั่นการเมืองแทรกแซงบอร์ด?
นอกจากนั้นปัญหาที่คาดว่าจะตามมาก็คือ องค์การเภสัชกรรมจะเกิดการการเข้ามาแทรกแซงจากผู้มีอำนาจทางการเมือง ที่จะเข้ามาหาผลประโยชน์ในเชิงนโยบายที่จะเอื้อแก่พวกพ้อง แม้กระทั่งปัจจุบันคณะกรรมการองค์การเภสัชก็โดนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการนำพว กพ้องของเข้ามานั่งเป็นกรรมการ

ไล่มาตั้งแต่ วิทิต ลีนุตพงษ์ กรรมการผู้บริหารและรองประธานยนตรกิจ กรุ๊ป พี่ชาย ดร.สิริกร มณีรินทร์ ปาร์ตี้ลิสต์ บัญชี 2 พรรคไทยรักไทย และเป็นอดีตรมช.ศึกษาธิการ ซึ่งเป็นภรรยาของ พล.ต.ท.วงกต มณีรินทร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อนซี้นายกฯทักษิณ ชินวัตร มานั่งในตำแหน่งประธานกรรมการฯ จนมาถึงเหล่ากรรมการ อย่าง น.พ. เสถียร ภู่ประเสริฐ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทโรงพยาบาลพระรามเก้า ซึ่ง ร.พ.แห่งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เคยแจ้งบัญชีทรัพย์สินกับ ปปช.ว่าได้ถือหุ้นอยู่ถึง 935,000 หุ้น ประพันธ์ศักดิ์ บูรณะ ประภา ข้าราชการบำนาญ กรมอุตุนิยมวิทยา เป็นผู้เชี่ยวขาญด้านวิศวกรรมศาสตร์ และเป็นประธานที่ปรึกษาของ ศ.น.พ. สุชัย เจริญรัตนกุล รมว.สาธารณสุข ธาตรี เคียนทอง พี่น้องของ ผดุงเคียนทอง คนสนิท น.พ.สุชัย และมานิต รัตนสุวรรณ ที่นอกจากจะเป็นประธานบริษัท มงคล เศรษฐี เอสเตท จำกัด แล้ว ยังมีรายชื่อในบัญชีรายชื่อ 2 พรรคไทยรักไทย

ขณะที่ พล.ท.น.พ.มงคล จิรสันติกานต์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชฯคนใหม่ ที่สอบผ่านการสรรหา เป็นอดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับบิ๊กพรรคไทยรักไทยจากเพื่อนร่วมรุ่นวปอ.โดยเฉพาะ สมยศ ลีลาปัญญาเลิศ สามี คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่ง น.พ.มงคล มีภารกิจหลักและเร่งด่วนในการแปรรูปองค์การเภสัชกรรมฯ

ดังนั้นภาพลักษณ์ที่ผ่านมาองค์การเภสัชกรรมปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ไม่มีการแทรกแซงจากทั้งการเมืองและฝ่ายบริหารในการดำเนินงานในการแต่งตั้งคณ ะกรรมการฯ!?

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์