เรื่องน่าสนใจ

วันเสาร์, มิถุนายน 18, 2548

โซโล-เดอะ แฮ็กเกอร์

....................................................

จาก"โซโล-เดอะ แฮ็กเกอร์" ถึงสารพัดภัยใหม่บนโลกไซเบอร์


โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์ pairat@matichon.co.th


แกรี แม็คคินนอน

ข ่าวคราวด้านความมั่นคงของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตพักนี้ไม่มีเรื่องไหนใหญ่โตเ ท่าเรื่องการจับกุม แกรี แม็คคินนอน หนุ่มสก๊อตวัย 39 ปี เจ้าของฉายา "โซโล" ในวงการแฮ็กเกอร์

เจ้าหน้าที่ตำรวจสกอตแลนยาร์ด จับตัวเขาเมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา และส่งตัวขึ้นศาลเพื่อพิจารณาว่า ควรส่งตัว "โซโล" ให้สหรัฐอเมริกาไปดำเนินคดีในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่

ทางการสหรัฐ อเมริกาต้องการตัว แม็คคินนอน ไปเพราะระหว่างปี 2544-2545 ที่ผ่านมา แม็คคินนอน แฮ็กเข้าไปในเครือข่ายคอมพิวเตอร์เกือบ 100 เครือข่าย ทั้งที่เป็นขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และ กระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา ที่ถูกอัยการอเมริกันขนานนามไว้ว่าเป็น "การแฮ็กคอมพิวเตอร์ทหารครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์"

โ ซโล ถูกกล่าวหาว่าเข้าไปขโมยโค้ด ข้อมูล และสายการบังคับบัญชา ลบไฟล์ระบบที่มีความจำเป็นต่อการรักษาระบบ ก๊อบปี้ยูสเซอร์เนมและพาสเวิร์ด และยังติดตั้ง โทรจัน โปรแกรมที่ใช้เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมากก่อนที่จะหลบออกมาแต่ไม่ลืมลบยูสเซอร์ แอคเคาต์จำนวน 1,300 รายการทิ้งเสียด้วย

เจ้าหน้าที่อเมริกันอ้างด้วยว่า เขาแฮ็กเข้าไปใน เครือข่ายของ เอิร์ล นาวอล วีพพอน สเตชั่น เน็ตเวิร์ก หรือเครือข่ายสถานีอาวุธนาวีเอิร์ล ของกองทัพเรือ 2-3 วันหลังเกิดเหตุการณ์ 9/11

แกรี แม็คคินนอน



แ ง่มุมที่น่าสนใจจากกรณีของ "โซโล" ก็คือ แม้ว่า ทางการอเมริกันจะอ้างว่าการแฮ็กของโซโลสร้างความเสียหายให้กับระบบรวมถึงค่า ซ่อมแซมระบบสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์ (ราว 40 ล้านบาท) แต่ก็ยอมรับเช่นเดียวกันว่า ไม่มีการรั่วไหลของข้อมูลลับลำคัญๆที่ดาวน์โหลดลงมารั่วไหลไปถึงมือผู้อื่น

น ั่นเป็นเพราะ แม็คคินนอน ไม่ได้ทำมันเพราะต้องการเงิน เขาเพียงแค่อยากรู้ว่า จริงๆแล้วกองทัพอเมริกันเก็บงำข้อมูลเกี่ยวกับ "ยูเอฟโอ" ไว้หรือเปล่าเท่านั้นเอง

เป็นการแฮ็กสนุกๆ ของคนอยากรู้อยากเห็น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยออนไลน์เชื่อกันว่ากำลังจะหมดไป และจะกลายเป็นการทำเพื่อเงินและการฉ้อโกงผู้อื่นที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดอยู ่ในขณะนี้

แมทธิว บีแวน แฮ็กเกอร์ชาวอังกฤษอีกรายซึ่งเคยถูกจับเพราะแอบแฮ็กเข้าไปในระบบของนาซ่าและ กองทัพอากาศมาแล้วและเคยถูกทางการอเมริกันตราหน้าว่าเป็น "ภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงที่สุดของโลกนับตั้งแต่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์" มาแล้ว บอกว่า สหรัฐอเมริกาต้องการใช้การฟ้องร้องแม็คคินนอนให้เป็นเสมือน "การเชือดไก่ให้ลิงดู" เท่านั้นเอง

บีแวนบอกว่า ที่น่าหัวเราะก็คือ ระบบคอมพิวเตอร์ของกองทัพอเมริกันนั้น ไม่เพียงแต่ตกเป็นเป้าการแฮ็กของแฮ็กเกอร์ทั้งหลายอยู่เป็นประจำ ยังเป็นระบบที่เจาะเข้าไปง่ายยิ่งกว่าระบบของมหาวิทยาลัยเสียอีก (เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะ ระบบออนไลน์ของมหาวิทยาลัยนั้นถูกนักศึกษา "ร้อนวิชา" ลองของแอบแฮ็กอยู่เสมอนั่นเอง)

บีแวน ซึ่งตอนนี้ทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านไอที บอกว่า แม็คคินนอน จึงเป็นเพียงแค่ "แพะ" ตัวหนึ่ง ทั้งๆ ที่สิ่งที่เป็นอันตรายจริงๆ นั้นเป็นผลงานของ องค์กรอาชญากรรม ที่นับวันจะทันสมัยและมีมากมายมากขึ้นทุกที

เขายกตั วอย่างอย่างเช่น ภัยคุกคามล่าสุดที่เกิดขึ้นบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตก็คือ "Pharming" (ฟาร์มมิ่ง) ที่มีต้นตอมาจาก เอสโทเนีย พบครั้งแรกเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา และกลายเป็นภัยคุกคามต่อระบบธนาคารออนไลน์ที่น่ากลัวที่สุด

ฟ าร์มมิ่ง เป็นวิธีการฉ้อฉลคล้ายๆ กับ ฟิชชิ่ง (Phishing) ซึ่งระบาดหนักเมื่อปีที่แล้วต่อเนื่องมาจนถึงขณะนี้ เพียงแต่แนบเนียนกว่าและไฮเทคกว่า ฟิชชชิ่งนั้นเป็นการส่งอี-เมลหลอกมาให้เราหลงคลิกเข้าไปในเว็บไซต์หลอกที่ทำ ปลอมขึ้นเป็นเว็บของสถาบันการเงินชื่อดังที่เราใช้บริการอยู่แล้วเปิดเผยข้อ มูลอาทิ หมายเลขบัตรเครดิตหรือหมายเลขบัญชี เพื่อนำไปใช้ถอนเงินเราเกลี้ยงเกลาในภายหลัง

ฟาร์มมิ่ง เป็นการใช้ โปรแกรมโทรจัน ไวรัส ที่อาจจะแอบเขียนมากับอี-เมล หรือติดมากับไฟล์ที่เราดาวน์โหลดลงมาจากอินเตอร์เน็ต เมื่อเราพยายามติดต่อธนาคารของเราออนไลน์ โทรจัน ที่ว่านี้จะเปลี่ยนการเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ที่ทำเทียมเลียนแบบขึ้นเพื่อหล อกเอาหมายเลขบัญชี หมายเลขบัตรเครดิต ฯลฯ

เมื่อปีที่แล้ว ธนาคารในประเทศอังกฤษเจอเรื่องทำนองนี้เข้าไปเสียหายคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 12 ล้านปอนด์ หรือ ราว 900 ล้านบาทเลยทีเดียว

น อกจากนั้นยังมีการใช้การข่มขู่โดยตรง เหมือนอย่างเช่นที่ เว็บไซต์บ่อนพนันชื่อดังอย่าง วิลเลียม ฮิลส์ เคยเจอมาแล้วว่าถ้าไม่จ่ายเงิน 50,000 ดอลลาร์จะถูกส่ง อี-เมลถล่มเว็บจนใช้งานไม่ได้ หรือการใช้โปรแกรมจับความเคลื่อนไหวของ คีย์บอร์ดที่เรียกว่า คีย์ล็อกกิ้ง โปรแกรม มาสอดแนมคอมพิวเตอร์ของเราเพื่อดักจับพาสเวิร์ดหรือข้อมูลบัตรเครดิต เรื่อยไปจนกระทั่งถึงความพยายามที่จะ "ปล้น" เงินโอนออนไลน์จำนวน 220 ล้านปอนด์ (ราว 16,500 ล้านบาท) ของธนาคารซูมิโตโม่ ของญี่ปุ่น ก็น่าตื่นตระหนกพอๆ กัน

ที่สำคัญก็คือ ตอนนี้บรรดาแก๊งอาชญากรในยุโรปตะวันออก เริ่มว่าจ้างพวกเซียนคอมพิวเตอร์ทั้งหลายให้ทำงานสกปรกให้แล้วละครับ!!

มติชน

พระราชพิธีสมโภชขึ้นพระอู่

................................

พระราชพิธีสมโภชขึ้นพระอู่ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงประกอบพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ตามแบบโบราณราชประเพณี

เ มื่อเวลา 14.30 น. วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน 2548 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เพื่อประกอบพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ พระโอรสในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร รอรับเสด็จ

ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ ทรงกราบและทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเข้าเฝ้าฯ จากนั้นประทับพระราชอาสน์

สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ถวายศีลจบ พระสงฆ์ 10 รูปเจริญพระพุทธมนต์ เมื่อถึงบทเสกน้ำพระพุทธมนต์ เจ้าพนักงานภูษามาลาจะได้เชิญครอบพระกริ่งเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวาย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดเทียนที่ฝาครอบพระกริ่ง จากนั้นทรงประเคนครอบพระกริ่งแด่สมเด็จพระพุฒาจารย์และประทับพระราชอาสน์ที่ เดิม เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์จบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ด้วยครอบพระกริ่งลงในขันพ ระสาคร จากนั้นพระราชครูวามเทพมุนีทำพิธีเสกน้ำสรงในขันพระสาคร รอยกุ้งปลาทองเงิน มะพร้าวทองเงิน

เมื่อพระราชครูวามเทพมุนีทำพิธีเสกน้ำทรง รอยกุ้งปลาทองเงิน มะพร้าวทองเงิน เสร็จแล้ว ระหว่างเวลาพระฤกษ์ 15.09-15.39 น. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญเสด็จพระเจ้าหลานเธอฯ เข้าเฝ้าฯ ณ พระราชอาสน์ที่ประทับ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ด้วยพระมหาสังข์ทักษิณาวั ฏ พระราชทานใบมะตูม พระราชครูวามเทพมุนี เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายน้ำเทพมนตร์ ทรงหลั่งน้ำเทพมนตร์ด้วยกลศที่พระเศียรพระเจ้าหลานเธอฯ แล้วทรงจรดพระกรรไกรไทยขริบเส้นพระเกศาโดยมีใบบัวรองรับและทรงเจิมที่พระนลา ฏ ทรงให้แป้งพระแจะที่โถรองพระมหาสังข์ ขณะนี้พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา โหรหลวงลั่นฆ้องชัย พราหมณ์เป่าสังข์ พนักงานภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์ ชาวพนักงานประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์

พระราชครูวามเทพมุนี เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายด้ายพระขวัญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงผูกด้ายพระขวัญที่ข้อพระกรพระเจ้าหลานเธอฯ เสร็จแล้วสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงผูกด้ายพระขวัญที่ข้อพระกรพระเจ้าหลานเธอฯ ทั้ง 2 ข้าง จากนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าหลานเธอฯ ไปประทับพักยังรถเข็นที่ประทับ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ที่เจริญพระพุทธม นต์ และชัยมงคลคาถา อาทิ สมเด็จพระพุฒาจารย์วัดสระเกศ พระธรรมวโรดม พระพรหมวชิรญาณ เป็นต้น จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนาถวายอดิเรก ถวายพระพรลา ออกจากห้องพระราชพิธี

เมื่อพระสงฆ์ออกจากห้องพิธีแล้ว พระราชครูวามเทพมุนีจะได้เข้าไปกราบถวายบังคมแล้วยกพระอู่ขึ้นแขวนที่สะดึงแ ละแขวนภาพแม่ซื้อประจำวันศุกร์ซึ่งเป็นวันประสูติของพระเจ้าหลานเธอฯ คือ ยะสะนงเยาว์ มีศีรษะเป็นวัว เทพที่คอยปกปักรักษาพระเจ้าหลานเธอฯ พระราชครูปูลาดพระยี่ภู่ (เบาะรองนอน) วางศิลาบด อันหมายถึงความหนักแน่น มั่นคง ยั่งยืนผลฟักเขียวทาดินสอพองซึ่งมีความหมายถึงการรักษาความอยู่เย็นเป็นสุขไ ว้ให้ยืนนาน และถุงพรรณพืชประกอบด้วย ข้าวเปลือก ถั่ว งา อันมีความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ ลงในพระอู่และหลั่งน้ำเทพมนตร์ แล้วเจิมสะดึงและพระอู่

จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานทองคำแท่งจารึกอักษรพระนามแก่พร ะเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ซึ่งมีความหมายว่า "ผู้ทำประทีป คือปัญญาให้สว่างกระจ่างแจ้ง, ผู้ทำเกาะ คือที่พึ่งให้รุ่งเรืองโชติช่วง" และพระราชทานเครื่องราชภัณฑ์ตามราชประเพณีลงในพระอู่ อันประกอบด้วย หีบทองคำบรรจุดวงพระชาตา ทองคำแท่งปิดอักษรพระราชทานพระนาม ทองคำแท่งติดอักษรพระนามพระเจ้าหลานเธอ 6 แท่งน้ำหนัก 10 ชั่ง หรือ 80 บาท เงินตราบรรจุถุงเหรียญ 10 บาท หนัก 10 ชั่ง จำนวน 800 บาท พระแสงขรรค์เพชรน้อยและพระแสงปืนนพรัตน์ ซึ่งเป็นเครื่องราชภัณฑ์สำหรับพระโอรสเท่านั้น ขันสรงพระพักตร์ ทองคำขอบลงยา พานรองพร้อม กาทองคำ ถาดรองพร้อม จากนั้นพนักงานฝ่ายในคอยรับเชิญเครื่องราชภัณฑ์ออกจากพระอู่ไปตั้งที่เดิม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงวางเครื่องราชภัณฑ์แล้วประทับพระราชอาสน์ที่เ ดิม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชครูวามเทพมุนี ถวายน้ำเทพมนตร์ที่พระหัตถ์พระเจ้าหลานเธอฯ และถวายใบมะตูม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญเสด็จพระเจ้าหลานเธอฯ ลงบรรทมในพระอู่ โดยมีพยาบาลพระพี่เลี้ยงเฝ้าถวายงานอยู่ข้างพระอู่ คือ นาวาอากาศตรีหญิงสุรัญชนา เกษมจิตต์ และร้อยเอกหญิงนฤมล สัมผัส สังกัดหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

เมื่อพระเจ้าหลานเธอฯ บรรทมในพระอู่เรียบร้อยแล้ว พระราชครูวามเทพมุนีได้ไกวพระอู่และพราหมณ์ผู้ช่วย 2 ท่านได้ถวายเห่กล่อม ซึ่งประกอบบทบูชาพราหมณ์ พระนารายณ์ พระอิศวร พระพิฆเนศ และบทขอพรพระเป็นเจ้าทุกพระองค์ โดยเมื่อจบในแต่ละบทพราหมณ์จะเป่าสังข์ 1 ครั้ง จากนั้นพนักงานภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์จบเป็นตอนๆ พร้อมด้วยโหรหลวงลั่นฆ้องชัย ชาวพนักงานประโคมสังข์ แตร และดุริยางค์ โดยพระเจ้าหลานเธอฯ อยู่ในพระอาการบรรทมแต่ยังไม่สบายพระองค์นักจึงทรงส่งพระสุรเสียงและได้รับก ารถวายน้ำนมจากพยาบาลพระพี่เลี้ยงเป็นระยะ

พราหมณ์เห่กล่อมจบ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พราหมณ์เบิกแว่น พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการรับแว่นเวียนเทียนสมโภช 3 รอบ เมื่อเวียนเทียนครบ 2 รอบแล้ว พระราชครูวามเทพมุนีจะคลี่ผ้าห่มคลุมบายศรีแก้ว ทอง เงิน ออกแล้วเชิญไปถวายโดยวางที่โต๊ะข้างพระอู่ จากนั้นพระครูเทพมุนีถวายเจิมและถวายด้ายพระขวัญพาดที่พระบาท เสร็จแล้วพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ผูกข้อพระบาททั้ง 2 ข้างของพระเจ้าหลานเธอฯ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาถวายฯ จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินออกจากห้องพระราชพิธีประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ โดยมีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ส่งเสด็จ

จากนั้นเวลา 16.50 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ เสด็จฯ ออกห้องพระราชพิธี โปรดเกล้าฯ ให้นายกรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสูติบัตรของพระเจ้าหลานเธอฯ พร้อมทั้งพระราชทานพระราชวโรกาสให้ข้าราชการน้อมเกล้าฯ ถวายของขวัญแด่พระเจ้าหลานเธอฯ ตามแต่สมควร

โดยระหว่างนั้นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทรงผลัดเปลี่ยนกันอุ้มพระเจ้าหลานเธอฯ ด้วยพระพักตร์ที่เปี่ยมสุข ก่อนจะเสด็จฯ ประทับรถยนต์พระที่นั่งเพื่อเสด็จฯ ยังพระที่นั่งอัมพรสถานเพื่อสักการะพระพุทธรูปประจำพระที่นั่งอัมพรสถานทั้ง 4 พระองค์ ซึ่งพระเจ้าหลานเธอฯ ยังทรงอยู่ในพระอาการสงบนิ่ง ไม่ส่งพระสุรเสียงงอแงแม้แต่น้อย ก่อนจะเสด็จฯ กลับวังศุโขทัยในเวลาประมาณ 17.00 น.

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีฝังพระสกุนพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ในโอกาสหลังจากนี้ด้วย

หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสให้ทรงอุ้มพระเจ้าหลานเธอฯ พร้อมทั้งฉายพระรูปร่วมด้วย รับสั่งภายหลังว่า ปลื้มปีติมาก เป็นครั้งแรกที่ได้อุ้มพระเจ้าหลานเธอฯ รู้สึกกลัวว่าจะพลาด แต่พระเจ้าหลานเธอฯ ก็ทรงน่ารักดี แต่อุ้มได้ไม่นานก็ต้องถวายคืนให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

ม.ร.ว.ภวรี สุชีวะ ข้าราชบริพาร เล่าว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ รับสั่งหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีว่า บรรยากาศในวันนี้ดีมาก มีคนมามาก ทรงปลื้มพระทัยเป็นอย่างยิ่ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร รับสั่งด้วยพระพักตร์ที่ยิ้มแย้มว่า ปลื้มพระทัยเช่นกัน โดยเฉพาะมีประชาชนเฝ้ารอชมการถ่ายทอดสดพระราชพิธี และพระเจ้าหลานเธอฯ เองก็ทรงไม่งอแงเลย

แม้ในวันนี้จะไม่มีกำหนดการสำหรับการถวายของขวัญแด่พระโอรสมากนักแต่ก็มีข้า ราชการและประชาชนต่างเตรียมของขวัญมากันอย่างล้นหลาม รวมทั้งที่วังศุโขทัยเองก็ยังมีคนส่งของขวัญและมาลงนามถวายพระพรพระเจ้าหลาน เธอฯ และแสดงความปีติยินดีต่อการได้รับการสถาปนาพระยศของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ กันอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะหลังจากมีพระราชพิธีสมโภชครั้งนี้ คาดว่าจะยิ่งมีประชาชนเดินทางไปถวายพระพรกันมากยิ่งขึ้นไปอีก


คม ชัด ลึก

วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 09, 2548

SLAVE OF BUDDHA

In the footsteps of the 'SLAVE OF BUDDHA'

From an ordinary boy to a remarkable monk, Buddhadasa Bhikkhu left behind a legacy of teachings, writings and a sanctuary for others to continue on the path of dharma

Story by KARNJARIYA SUKRUNG

The late reformist monk Buddhadasa Bhikkhu (1906-1993) continues to influence and inspire his students and generations to come to follow the path of the Awakened Ones: `Anyone can follow his path and find the way out of suffering by and for themselves.' — Photos courtesy of SUKHAPAB JAI PUBLISHING HOUSE
At 20, a young merchant turned to the monastic robe. The self-taught monk enjoyed giving sermons and teaching dharma lessons.
Dozens of paintings in the Theatre of Spiritual Entertainment represent transcendental dhamma.
In 1955 Buddhadasa Bhikkhu, founder of Suan Mokkh (Garden of Liberation), made a three-month pilgrimage to India, the birth place of Buddha. Throughout his life, the late reformist monk kept his vow to follow in his teacher's footsteps. But this path was not lined with the traditional gesture of a wai, or an offer of candles or incense sticks. His journey encompassed a deeper understanding and practice of the true teachings, or dharma, of the Lord Buddha.

A publishing house is now organising a series of free trips for young people from all over Thailand to learn about the late monk's life and work. The two-day and one-night guided tour of Surat Thani province includes a visit to the places where the monk grew up, studied and practiced dharma, as well as the site of his cremation. All of this is to commemorate next year's centenary celebration of Buddhadasa's birth.

The well-respected monk has left this world, but his legacy continues to inspire.

"This is how Buddhadasa will never die. He will continue to live on and influence us through his life and work," said Chonrangsee Chalermchaikit, managing director of Sukhapab Jai, the 23-year-old publishing house that has introduced many of Buddhadasa's works to the public.

Throughout his 67 years in the robes, the senior monk wrote numerous books, gave hundreds of talks and invoked the true spirit of dharma, one not imbued with superstition, mindless ritual or materialism.

All of this was the monk's way of expressing his gratitude to the Buddha, whom he held in highest regard. His chosen name, Buddhadasa, literally means "a slave of Buddha". According to the late monk, taking refuge in the Buddha, dharma, and the sangha, or community of monks, did not mean idolising the Buddha, but rather trying to live in accordance with the Buddha's teachings.

"Dharma is the religion," wrote the monk in 1965 upon the completion of an Indian-style Buddhist sculpture project at his forest monastery. "People nowadays, however, have become attached to and view Buddha as a god instead of seeing him as a human being who attained enlightenment and had great compassion for others. They are not aware that Buddha teaches that anyone can follow his path and find the way out of suffering by and for themselves."

The organisers of the current trip to Suan Mokkh have adopted this attitude towards their study and exploration of the late monk's life.

"We don't want to idolise Buddhadasa Bhikkhu," said Chonrangsee. "We focus on dharma and how it is reflected through the monk's way of living, thinking and working. We hope that his life will help inspire people, especially the younger generation. Buddhadasa often said, 'Whether or not there will be peace in the world depends on the morals of the young people."'



EARLY LIFE

In his pursuit of `Truth', Buddhadasa Bhikkhu chose Wat Traphangjik, in deserted and overgrown jungle, to be his home for nearly 12 years.
Buddhadasa as a boy, Ngerm (in the middle), with his Chinese father and his younger brother Dhammadasa Panich. The photo was taken during a visit from a monk to the family's home.
Wat Bhoditharam school, now deserted, was where young Ngerm lived and studied.
An assembly of monks at Suan Mokkh convene for breakfast at the semi-circle stone court, where Buddhadasa Bhikkhu usually gave his daily sermon.
Nature is a teacher and a temple. The ordination hall of Suan Mokkh where trees serve as walls, the earth as tiles and the sky as a roof.
The district of Chaiya in Surat Thani was once a heartland of Buddhism when it first appeared in the Siamese Kingdom. A two-lane cement road now leads to a small community and a wooden two-storey shophouse: The birthplace of a little boy who would later be known as Buddhadasa.

On May 27, 1906, Ngerm Panich was born, the eldest of three children of a Chinese merchant named Sieng, who together with his Thai wife, Kluen, ran a small grocery store. Much has changed since then _ the building has been renovated and looks brand new _ but some of its original structures are still evident.

Metta Panich, Buddhadasa's nephew, recalls stories he learned about life in the village a century ago.

"In those days, temples had a dominant role in community life," he said. "Every house would have a table set up with alms ready to be offered to monks every morning. Once a week, people would go to a nearby temple and listen to sermons and prayers. There were six temples in the area and monks usually dropped by for a visit and conversation."

When the Panich brothers grew up, one of their joint hobbies was to initiate dharma discussions in the neighbourhood, so they opened their house up as a "public library".

"Life then was peaceful and rather carefree. There was no need to shut the doors or windows. The villagers did not have to worry about burglars. They knew each other well, like relatives," Metta said.

Ngerm's mother was an influential figure in his life. She taught the young boy about responsibility and the art of frugality. She was later one of the main sponsors of the Suan Mokkh foundation in the 1930s.

Although the family was well-to-do, Ngerm learned how to be a wise spender. The boy only got one satang (100 satang is equivalent to one baht) as his daily school allowance. He would buy kanom jeen (rice noodles) and nam ya (spicy soup) for lunch, sprinkled with vegetables or morning glory that he had collected from a nearby pond.

"When he was nine, he asked his mother to buy him a bicycle but she answered, 'It is not a mother's duty to buy her son a bike. If you want it, you have to earn it yourself,"' said Poj Youngpholkan, a biographer of the late Buddhadasa Bhikkhu.

"For six months, the young boy had to sew clothes and saved up in order to buy what he wanted."

To waste things like water and fuel was discouraged by the matriarch.

"His mother taught her children to make the the maximum use of everything," said Poj. "And this habit remained with Buddhadasa throughout his life. Nothing would be thrown away, unless it has been thoroughly used. For example, sometimes he would write dharma poems on the backs of old calendars. "

Growing up, Ngerm was a regular _ and sometimes mischievous _ child. Ngerm was often spanked by his mother for getting into squabbles or playing pranks on his two siblings. And like most children his age, he was afraid of ghosts.

"One day, the cattle he was tending ventured out into a graveyard," Poj said. "It was dusk already. He was very scared but then a thought came: 'I am afraid of ghosts, but look, those cattle just walked there to nibble grass.' The fear melted away, and Buddhadasa said he was grateful to the cattle for teaching him a valuable lesson."



SCHOOL LIFE

A short ride in a car from Buddhadasa's old house is an abandoned, cobwebbed, wooden one-storey structure. The deserted building was once Wat Bhoditharam school, called by the monk his "university". It was here that young Ngerm learned how to scrape away at his selfishness. He dubbed himself as "the man of the world" _ as a temple boy he had to tend to everything from dawn to bedtime. With his schoolmates, he helped feed abandoned cats, chickens, dogs and pigs, kept the temple areas clean and neat, and grew edible plants to give to the villagers.

At school, the young Ngerm was not an outstanding student. On one of his year-end school reports, his teacher wrote: "1. He is diligent and finishes work fast and neat; 2. He has not yet been found to bully friends or forced to come to school; 3. He has good memory and likes to do things by himself; 4. He is as intelligent as anyone else."

When he was 16, Ngerm's father died. This meant the teenager had to drop out of school and take over the family's grocery store business. In addition, the young man had to make overnight boat trips to the town of Surat Thani to buy stock, take care of the household chores, his mother and siblings. Despite the heavy burdens of all this newfound responsibility, he considered those years "full of fun".

At 20, Ngerm was ordained a monk, in part to follow the tradition of the day, and to fulfil his mother's wishes. His ordination name was Inthapanyo ("the wise one"). After three days in the monkhood, he started breaking away from some of the "conventions". Instead of reading to lay people directly from scriptures, the young monk gave impromptu lectures, trying to make dharma relevant to daily events. His style attracted people from the village and he was invited to give sermons quite frequently.

After he passed the first level examination in dharma studies (nak-tham tri), he started giving dharma lessons to student monks at a temple in Chaiya.

"He had a gift for digesting and explaining difficult things. He used props and concrete examples to make his points clear. People loved listening to him. And he enjoyed teaching and seeing his student monks do well on exams. Out of 30 monks he taught, 29 passed," Poj said.

To further his education in dharma, the monk went to Bangkok, which he believed to be the land of the "Awakened Ones", as it was a hub of scriptures and gurus. However, he was quickly disillusioned by the lack of commitment to Buddhist teachings displayed by some of the monks and found himself a misfit among them.

"Buddhadasa Bhikkhu was unhappy to see the lax practices of so many monks in Bangkok. They dined after 12pm, had physical contact with women and engaged in superstitious rituals. They strove for power, titles, decorations and wealth."

Bored and disenchanted with Bangkok, the monk flunked the exam and decided to go back to his hometown. With the help of his brother and some monk friends, he sought a solitary hermitage where he could study and practise dharma. "... I have been pursuing the way of the world since the minute I was born. From now on, I will no longer do so. ... I will bid farewell to the world and seek the purity of the araya [awakened] ... to free my mind from the world," Buddhadasa Bhikkhu wrote.



THE BEGINNING OF THE PATH

An abandoned monastery called Wat Trapangjik was the perfect location for the young monk to begin a new chapter in his life. An overgrown jungle, there were no people around, rather beasts such as poisonous snakes, boars and wild birds.

"In the Buddha's time, as written in the scriptures, the Buddha advised his disciples to go to the forest, to sit under the trees in search of the ultimate truth," Poj said.

That was exactly what Buddhadasa did. For three months, he received no visitors, abstained from speaking, took only one meal a day. His residence, or kuti, was a small hut with a corrugated roof.

The self-taught monk read and studied many scriptures and books in search of the path to becoming "Awakened". During this time, he wrote a book entitled Tam Roy Phra Arahant (In Pursuit of the Awakened Ones). He also kept journals of his observations during the intensive three-month solitary retreat.

It was here in 1932 that he declared himself to be slave of Buddha, or "Buddhadasa". A white stone pillar with this declaration inscribed on it still sits in the forest. The kuti, now rundown, is also still there. The only thing that has changed is the virgin forest.

"This place was a turning point for the young monk and inspired the creation of Suan Mokkh," said Poj.

This commitment to build the garden sanctuary was documented in his Dharma Practice Calendar in 1934: "I will sacrifice everything and aim only for sublime happiness in order to share it with others."

For almost 12 years, Wat Trapangjik was a monastery where Buddhadasa was the only permanent resident monk. Many called him a "crazy monastic". However, some dharma friends such as his brother and other progressive monks made occasional visits to discuss Buddhist teachings with him.



SUAN MOKKH FOREST MONASTERY

In Telling It in the Twilight Years, Buddhadasa Bhikkhu said in a series of interviews given to Phra Pracha Prasanthammo: "I once thought about living alone as a hermit, but that would have been the end of Suan Mokkh. This communal co-existence on the other hand has benefited far more people."

In 1943, with the help of his mother, brother and friends, Buddhadasa moved Suan Mokkh to its current location. The 300-rai forest monastery in Chaiya was designed to be a sanctuary for awakening people to dharma.

In later years, the monk ventured to create three different venues on the same compound: One for women, another for foreigners, the third for monks.

Nature, to the monk, was the best dharma teacher. Therefore, at Suan Mokkh, trees serve as walls and pillars, their branches and shady leaves as roofs, the sand and rocks become chairs.

"Buddha was born on the ground, he journeyed on foot to teach dharma, and he died lying on the earth. I will follow him, to always keep my feet on the ground," he once told people who offered to tile the sandy ground in front of his kuti where he worked and welcomed visitors.

The monk's kutis, which were also his office and library, will soon function as a museum. Metta, the monk's nephew, said people at the temple plan to renovate all the kutis to show how he lived, what kinds of books he read and how the prolific monk-writer worked.

"The monk was self-taught. He read many books of all kinds. He read about Christianity, Islam, philosophy and more. When he kept fish, he read books on fish," said Metta.

"He learned from everything, even his own illnesses. He used to say that each time he got sick, he learned more and became wiser."

A few years before he passed away, Buddhadasa moved to a new kuti, originally designed as a toilet. "He said the bathroom was spacious and convenient to move about in," Metta explained.

Buddhadasa did not favour concrete structures over nature, but in the years since its establishment, Suan Mokkh has grown steadily with the addition of several buildings to welcome the increasing numbers of visitors.

An old wooden structure known as Sala Nang-ngarm (beauty queen pavilion) houses three skeletons: one each of a baby, a man and a woman who was a former beauty queen of Thailand. This aims to remind visitors of the impermanence of life and urges them to follow the monk's suggestion _ "to put an end to our suffering before we die".

Buddhadasa Bhikkhu also wanted to promote art at the monastery. The Spiritual Entertainment Theatre enshrines paintings and sculptures that symbolise dharma. The external walls of the theatre are decorated with replicas of ancient Indian bas-relief sculptures representing scenes from Lord Buddha's life, which the monk saw during his trip to India.

Even at the end of his life, Buddhadasa Bhikkhu used his death as a lesson for the people. Near Mount Buddha Thong, a small hill inside the monastery complex, is the stone pillar which serves as a memorial of the monk's cremation back in 1993.

It is amazing to see the amount of work and merit an "ordinary" monk accomplished in one lifetime. The monastery's Sala Dhammakot (Propagation of Dharma Hall) showcases all his work, books, tapes, articles and awards well as his remains, which were placed beneath a Buddha statue.

It's impossible to thoroughly delve into 87 years of Buddhadasa Bhikkhu's "live simply, aim for the highest" legacy in just one or two days. But the inspiration which he has imparted through his teachings and the existence of Suan Mokkh itself may, the organisers believe, inspire more to follow his path. And that, if achieved, will be more than enough.

'The Following the Awakened Ones Footsteps: A Centennial of Buddhadasa Bhikkhu's Birth' tour is organised by Sukhapab Jai Publishing House for young people free of charge. The programme will continue throughout the year. The organiser hopes to arrange up to eight tours for 150-200 participants in total. For more information, contact Sukhapab Jai at 02-415-2621 ext 808.To learn more about life and works of Buddhadasa Bhikkhu visit www.buddhadasa.org.

วันจันทร์, มิถุนายน 06, 2548

ละเมิดพระคัมภีร์

สหรัฐโทษผู้คุม'ไม่กี่คน'ต้นเหตุร้าย'กุรอาน'

6 มิถุนายน 2548 กองบรรณาธิการ

ในวันเสาร์ทำเนียบขาวได้หาทางลดความเสียหายจากการเปิดเผยครั้งใหม่ให้มีน้อย ที่สุด ในเรื่องทหารสหรัฐทำไม่สมควรกับคัมภีร์กุรอานที่เรือนจำทหารอ่าวกวนตานาโมใน คิวบา

โดยกล่าวหาว่ามีไม่กี่คนที่ฝ่าฝืนนโยบายแต่สื่อมวลชนได้กระพือ "ความผิดเฉพาะตัว" ให้เป็นข่าวใหญ่โตเกินเหตุ
นับเป็นการวิพากษ์วิจารณ์อันรุนแรงครั้งล่าสุดของรัฐบาล ต่อข่าวหนังสือพิมพ์ในเรื่องทารุณกรรมที่กวนตานาโม ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้วทำเนียบขาวได้โจมตีนิตยสารนิวสวีก และได้ทำเกินกว่านั้นไปอีก
ด้วยการขอให้นิวสวีกช่วยแก้ภาพพจน์ของอเมริกาที่ได้เสียหายไป
เมื่อวันศุกร์ทางการทหารสหรัฐได้เผยแพร่รายละเอียดราว 5 ราย ที่คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของอิสลามได้ถูกเตะ เหยียบ และจุ่มลงในน้ำ ซึ่งปัสสาวะของยามผู้หนึ่งได้กระเซ็นไปโดนผู้ต้องขังคนหนึ่งกับคัมภีร์กุรอา นของเขา โดยกองบัญชาการภาคใต้บอกว่ายามผู้นั้นได้ปัสสาวะใกล้ช่องระบายอากาศ และ "ลมได้พัดปัสสาวะของยามผ่านช่องระบายนั้น" ไปโดนผู้ต้องขังคนนั้นกับคัมภีร์กุรอานของเขา
"นับเป็นคราวเคราะห์ที่บางคนได้ยกเอาไปอ้างโดยไม่พูดถึงสถานการณ์แวดล้อมในเ หตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นไม่กี่ครั้งของไม่กี่คน โดยไม่บอกให้เข้าใจชัดถึงนโยบายและวิธีปฏิบัติซึ่งบุคลากรทางทหารส่วนใหญ่ขอ งเรายึดถือกันอยู่อย่างท่วมท้นถึง 99.9 เปอร์เซ็นต์" สกอตต์ แมคเคลแลน โฆษกทำเนียบขาวกล่าว
แมคเคลแลนบอกว่า เขากำลังพูดถึง "บางข่าวของสื่อมวลชนและบทความบางอัน" เท่านั้น
"มีการยืนยันถึงเหตุการณ์ที่พวกผู้ต้องขังได้ลบหลู่คัมภีร์กุรอานเองนับจำนว นรายได้ถึง 3 เท่า ซึ่งเลวร้ายกว่ามากจากเหตุการณ์เฉพาะตัวไม่กี่รายในการปฏิบัติอันมิชอบของทห ารสหรัฐไม่กี่คนอันฝ่าฝืนต่อนโยบายและวิธีปฏิบัติของทางการทหารสหรัฐ" แมคเคลแลนกล่าวเสริม
"ทางการทหารสหรัฐหวังให้มีการปฏิบัติตามมาตรฐานอันสูงของตน และไม่ให้อภัยหรือละเว้นโทษแก่ผู้ฝ่าฝืน อย่างที่รายงานนี้ได้บอกชัดไว้แล้ว" แมคเคลแลนกล่าว
การตอบโต้อย่างรุนแรงของทำเนียบขาวครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีจอร ์จ ดับเบิลยู. บุช ได้ปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ต่อรายงานของทางการนิรโทษกรรมสากลซึ่งได้พูดถึงศูนย์ควบคุมผู้ต้องขังของสหร ัฐที่กวนตานาโมว่ามีสภาพเลวร้ายมาก และบอกว่าสหรัฐต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เพิ่มสูงขึ้นไปทั่ว โลก ซึ่งบุชระบุว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้ "เหลวไหลจนน่าขัน"
เมื่อเดือนที่แล้วทำเนียบขาวได้ตำหนินิวสวีคว่ากำลังทำลายภาพพจน์ของอเมริกา ในโลกมุสลิมด้วยรายงานที่ว่า คณะเจ้าหน้าที่สอบสวนได้ชักโครกคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของโลกมุสลิมลงโถส้วมไปอ ย่างน้อย 1 เล่ม ด้วยความพยายามที่จะทำให้พวกผู้ต้องขังพูดออกมา
พวกอดีตนักโทษที่กวนตานาโมและทนายความของเหล่าผู้ต้องขังได้กล่าวหามานานแล้ วว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐในกวนตานาโมทิ้งคัมภีร์กุรอานลงโถส้วม
เนื่องจากความรู้สึกต่อต้านอเมริกันรุนแรงอยู่แล้วในโลกมุสลิมอันเนื่องมาจา กการบุกอิรักโดยการนำของสหรัฐ และการทำทารุณกับนักโทษในเรือนจำอาบู กรออิบ ในกรุงแบกแดด รายงานของนิวสวีคจึงได้ก่อให้เกิดการประท้วงอย่างรุนแรงขึ้นในอัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินโดนีเซีย และฉนวนกาซา
เพราะถูกกดดันหนักนิวสวีคจึงได้แถลงแก้ว่ารายงานนั้นไม่เป็นความจริง แต่แมคเคลแลนบอกในตอนนั้นว่า นิวสวีค "ควรช่วยแก้ไขความเสียหายที่ได้ทำไปแล้วโดยเฉพาะในภูมิภาคนั้น" ด้วยการอธิบายว่า "เกิดอะไรขึ้น และทำไมพวกเขาจึงได้รายงานผิดไป"

วันอาทิตย์, มิถุนายน 05, 2548

99 ปี พุทธทาสภิกข

............................................

99 ปี พุทธทาสภิกขุ ศาสนากับการพัฒนา

โดย พรศรี ปัญจปิยะกุล

27 พฤษภาคม 2548 ที่ผ่านมา ในวาระแห่งการเวียนบรรจบครบรอบ 99 ปีของวันเกิดท่านพุทธทาสภิกขุ นักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ทางพุทธศาสนาของไทย และนักปราชญ์ทางพุทธศาสนาคนสำคัญของโลก เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณูปการของท่าน และเพื่อเป็นการโหมโรงก่อนวาระครบรอบ 100 ปีแห่งชาตกาลของท่านปีหน้า นักวิชาการและนักศึกษาปริญญาเอกกลุ่มหนึ่งนำโดย ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ และ ดร. เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ ได้จัดงานประชุมสัมนาวิชาการ RGJ Seminar Series XXXIV เรื่อง "99 ปี พุทธทาสภิกขุ: ศาสนากับการพัฒนา" ภายใต้การสนับสนุนของโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก โดยมี รศ.ดร.โกศัลย์ คูสำราญ และ ศ.ดร.มนัส พรหมโคตร เป็นตัวแทนเข้าร่วมประชุม ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

ช่วงเช้าเริ่มต้ นด้วยปาฐกถาพิเศษเรื่อง "แนวคิดพุทธทาสภิกขุในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์" โดย ดร.ปีเตอร์ แจ๊คสัน (Peter Jackson) มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ที่ได้ตั้งคำถามใหญ่ 2 ข้อคือ "ทุนนิยมเชิงพุทธ จะมีความเป็นไปได้หรือไม่" และ "แนวคิดของท่านพุทธทาสกับปฏิกิริยาของคนไทยต่อทุนนิยมโลกาภิวัตน์เป็นอย่างไ ร"

นักวิชาการตะวันตกชื่นชมท่านพุทธทาสว่าเป็นคำสอนที่ยังมีชีวิต (Living Tradition) เดี๋ยวนี้เราอยู่ในยุคที่ทุนนิยมครองโลก โลกาภิวัตน์ครอบงำ เป็นยุคที่ระบบเศรษฐกิจและทุนเข้ามาใหญ่เหนือระบบการเมือง เป็นยุคที่มหาเศรษฐีเข้ามาเป็นนายกฯ เป็นยุคที่บูชาเสด็จพ่อ ร.5 บูชาเจ้าแม่กวนอิม ด้วยหลักการค้ามากกว่าหลักแห่งความเมตตา เป็นยุคที่พุทธพาณิชย์รุ่งเรือง "ศาสนาแห่งความร่ำรวย" (คนนับถือเพราะอยากจะรวย) ได้รุกคืบไปไกลไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทย ในไต้หวัน จีน อเมริกา ยุโรป หรือออสเตรเลีย ก็ได้รุกเข้าไปถึงและได้แพร่หลายไปทั่วโลก

เมื่อระบบเศรษฐกิจเป็นใหญ ่เหนือระบบการเมืองเช่นนี้ "ทุนนิยมเชิงพุทธ" จะมีความเป็นไปได้หรือไม่ เราจะสร้างหลักการของ "ทศเศรษฐีธรรม" มาใช้กับผู้ปกครองยุคเศรษฐกิจเป็นใหญ่ แทนที่การใช้ "ทศพิธราชธรรม" ที่เคยใช้กับผู้ปกครองยุคที่ระบบการเมืองเป็นใหญ่ได้ไหม

รายการ ต่อมาเป็นการเสนอบทความของนักศึกษาปริญญาเอก โดยมี ดร.อรศรี งามวิทยาพงศ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ เริ่มต้นด้วยเรื่อง "ชุมชนใหม่ลายคราม: ยุทธศาสตร์ทางเลือกในการพัฒนาสังคมไทย" สุวิดา แสงสีหนาท ตั้งคำถามหลักว่า พุทธปรัชญาจะเสนอทางเลือกในการพัฒนาสังคมไทยอย่างไร โดยทำวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์เชิงลึก ร่วมกิจกรรม และสังเกตการณ์ แล้วนำมาวิเคราะห์ในเชิงปรัชญาและประวัติศาสตร์ ตีความเพื่อค้นหารากฐานความคิด รวมถึงยุทธศาสตร์การพัฒนา กระบวนการ และผลลัพธ์ จากชุมชนชาวพุทธที่สำคัญ 3 แห่ง คือ

(1) มูลนิธิพุทธฉือจี้ในไต้หวัน ซึ่งใช้ "ความรักที่ยิ่งใหญ่" เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ (2) ขบวนการสรรโวทัยในศรีลังกา ซึ่งใช้ความเมตตาและกรุณา ผสานกับแนวคิดเรื่อง "การตื่นของทุกคน" (3) ชุมชนอโศกในประเทศไทย ซึ่งใช้ปรัชญา "บุญนิยม" เน้นโลกุตตรปัญญา ไตรสิกขา และตีความกิเลส และเมตตาธรรมให้ครอบคลุมระดับสังคม

ท่านสมณเพาะพุทธ จันทเสฏโฐ (ท่านจันทร์) ผู้วิจารณ์เห็นว่า วิธีการศึกษาที่นำตนเองเข้าไปอยู่ร่วมกับชุมชนเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น ข้อมูลเกี่ยวกับสันติอโศกถูกต้อง และผลการวิจัยนี้น่าจะตีพิมพ์เผยแพร่ต่อไป

" การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เชิงพุทธ" ฌาน ตรรกวิจารณ์ ศึกษาวิจัยเชิงบุกเบิกและสรุปผลว่า สมมติฐานที่ผิดพลาดของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวตะวันตก ทำให้มนุษย์มีฐานะเป็นเพียงปัจจัยการผลิตที่ต้องปฏิบัติงานตามที่องค์กรต้อง การ องค์กรจูงใจด้วยโภคทรัพย์ เป็นการเพิ่มพูนกิเลสไม่รู้จบ การนำพุทธธรรมมาเป็นเป้าหมายในการพัฒนาจะทำให้ทรัพยากรมนุษย์มีชีวิตที่ดี มีความสุข ทำให้มนุษย์พัฒนาไปสู่เป้าหมายทั้งระดับโลกียธรรมและโลกุตรธรรม การบูรณาการพุทธธรรมเข้ากับองค์ความรู้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของตะวันตก นับเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญ

ท ่านพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี เห็นว่า งานชิ้นนี้จะเป็นการต่อยอดวิชาการที่น่าสนใจ ทั้งในสังคมไทยและต่างประเทศ แต่ควรตีความหลักธรรมที่นำมาใช้ให้ชัดเจน เพื่อให้การวิเคราะห์ถูกตรงไม่เบี่ยงเบน

"พุทธธรรมกับการคอร์รัปชั่น เชิงนโยบาย" สถาพร เริงธรรม สังเคราะห์องค์ความรู้ว่าด้วยการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย โดยเอาหลักพุทธธรรมคือปฏิจจสมุปบาทมาเป็นกรอบในการวิเคราะห์ แนวคิดการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายจะใช้ความรู้มากกว่าอำนาจในตำแหน่งหน้าที่เป ็นเครื่องมือ และกำลังกลายเป็นเรื่องใหญ่และส่งผลมากต่อสังคมในปัจจุบันและอนาคต

ก ารคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายจะเริ่มต้นจากการที่บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ต้องการจะคอร์รัปชั่นจากกิจกรรมที่เป็นผลประโยชน์ต่อสาธาร ณะ ได้นำเอาความรู้เฉพาะวิชาชีพ อันได้แก่นโยบายและกฎหมายขึ้นมา เพื่อที่จะสามารถกระทำการคอร์รัปชั่นได้อย่างมีความชอบธรรม และถูกต้องตามกฎหมาย วงจรปฏิจจสมุปบาทสามารถสังเคราะห์กับขั้นตอนการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายได้อย่ างลงตัว

ดร.ธีระ นุชเปี่ยม ผู้วิจารณ์ชี้ว่า การนำเอาปฏิจจสมุปบาทอันเป็นเรื่องภายในจิตใจ มาวิเคราะห์ให้เข้ากับขั้นตอนการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายจะนำไปสู่การแก้ปัญหา นี้ได้อย่างไร และการแยกแยะนโยบายสาธารณะกับการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายอาจทำได้ยาก

" พุทธทาสภิกขุกับปรัชญาวิทยาศาสตร์" ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ ได้วิเคราะห์ว่าท่านพุทธทาสภิกขุเป็นผู้สานต่อแนวคิดเรื่องการปฏิรูปพุทธศาส นาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะการนำเอาวิทยาศาสตร์ และระบบ "เหตุผลนิยม" มาตีความพุทธศาสนา ซึ่งนอกจากจะขจัดไสยศาสตร์ออกจากพุทธศาสนาแล้ว ท่านยังเป็นผู้ที่ทำให้อภิปรัชญาในพุทธศาสนาเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น และไม่รับใช้ในเรื่องชนชั้นอีกต่อไป นอกจากนี้ท่านพุทธทาสยังเสนอมุมมองใหม่ในการตีความพุทธศาสนา โดยการทำให้หลักธรรมหรือแนวคิดพุทธศาสนา เช่น นิพพาน และนรก-สวรรค์ ฯลฯ กลายเป็นเรื่องภายในจิตใจของแต่ละบุคคล

ด้วยอิทธิพลจากแนวคิดของท่าน พุทธทาส อาจารย์ทวีวัฒน์ได้ตีความพุทธศาสนากับปรัชญาวิทยาศาสตร์ โดยใช้ทฤษฎีวิทยาศาสตร์ใหม่ที่สำคัญ 3 ทฤษฎี กล่าวคือ ใช้ทฤษฎี "มหากัมปนาท" (Big Bang Theory) และทฤษฎี "วิวัฒนาการ" (Evolution Theory) มาชี้ถึงทฤษฎี "อนัตตา" และใช้ทฤษฎี "ควอนตัมฟิสิกส์" (Quantum Physics Theory) มาชี้ถึงทฤษฎี "อนิจจัง" ในพุทธศาสนา

"พุทธทาสภิกขุกับกระบว นทัศน์ใหม่" ดร.เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ ใช้แนวคิดทางพุทธศาสนาประสานเชื่อมกับกระบวนทัศน์ใหม่ โดยนำเอาพุทธศาสนานิกายเซนมานำเสนอ เล่าเรื่องผ่านเกร็ดชีวิตในช่วงที่ท่านโพธิธรรม(ตักม้อ) จะออกบวชจนได้พบว่าอะไรคือพุทธะอย่างฉับพลัน นอกจากนี้อาจารย์เทียนชัยยังนำเสนอว่า ความเป็นพุทธะไม่ใช่เป็นเรื่องของบุคคลเท่านั้น แต่เป็นเรื่องระบบวัฒนธรรมชุมชนทั้งระบบ ซึ่งวัฒนธรรมชุมชนโบราณ มีฐานคิดและฐานปฏิบัติที่สำคัญ 4 ประการคือ (1) ความรัก และความเอื้ออาทรต่อกัน (2) การเคารพธรรมชาติ (3) การนับถือผู้อาวุโส หรือการกตัญญู รู้คุณต่อผู้ให้กำเนิด (4) การใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย สงบ และสันติสุข

"พุทธทาสภิกขุกับทฤษฎีไร้ระเบียบ" อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ กล่าวถึงตัวแปรที่เชื่อมโยงกันไปมาที่ทำให้โลกเกิดสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง ทำให้โลกสลับซับซ้อนยุ่งเหยิงไร้ระเบียบ ทฤษฎีไร้ระเบียบจะเตือนให้เราเป็นคนรู้จักพินิจพิจารณารายละเอียด ไม่มองข้ามหรือดูแคลนเรื่องเล็กน้อย เพราะการป้อนกลับเชิงขยายกำลังทวีคูณ จะเร่งให้เป็นเรื่องใหญ่ได้ในเวลาไม่นานนัก เพราะในโลกที่เชื่อมโยงกันสลับซับซ้อนนี้ มีข่ายใยที่วันนี้เรามองไม่เห็นหรือเห็นไม่ชัด แต่ในวันรุ่งขึ้นมันอาจปรากฏตัว แล้วมาถึงเราทันทีจนตั้งตัวไม่ติด

ท ่านพุทธทาสได้พูดไว้เมื่อ 40 ปีก่อนว่า "โลกหมุนเร็วจี๋ยิ่งขึ้นทุกที จนอาจจะละลายไปเพราะการหมุนเร็วเกินขอบขีดนั้นก็ได้ ซึ่งเราต้องเตรียมตัว เตรียมใจกันใหม่ เพื่อรับมือ และลดความเร่าร้อนรุนแรงให้เย็นลง" ท่านยังเตือนว่า ระวังอย่าโดน "เขี้ยวของโลก" โดยท่านใช้หลักอิทัปปัจจยตา ก็คือเรื่องเกี่ยวกับ System Thinking และทฤษฎีไร้ระเบียบก็เป็นส่วนหนึ่งอยู่ใน System Thinking

"พุทธทาส ภิกขุกับสุขภาพยุคโลกาภิวัตน์" พระดุษฎี เมธังกุโร นำเสนอว่า ท่านพุทธทาสจำแนกโรคออกเป็น 3 อย่างคือ โรคทางกาย โรคทางจิต และโรคทางวิญญาณ โดยท่านได้แนะให้ใช้ ศีล สมาธิ ปัญญา และอริยสัจ 4 มาแก้ไขโรคแต่ละอย่าง ปัจจุบันโลกาภิวัตน์ทำให้ระบบสุขภาพแย่ลงกว่าเดิม พระดุษฎีได้เล่าเกร็ดชีวิตและการดูแลสุขภาพของท่านพุทธทาส เพื่อให้เราสร้างแนวคิดที่จะรับมือกับปัญหาสุขภาพของยุคนี้

"พุทธทาส ภิกขุกับแนวคิดของเถรวาทและมหายาน" ดร.โทโมมิ อิโต จากมหาวิทยาลัยโกเบ เห็นว่า ท่านพุทธทาสอยู่ในระบบความคิดของพุทธศาสนาสายเถรวาทมากกว่ามหายาน ท่านไม่ได้เปลี่ยนรากฐานวิธีคิดและวิธีปฏิบัติของพุทธศาสนาสายเถรวาทแต่อย่า งใด แต่ท่านเอาคำศัพท์และโลกทัศน์ของมหายานมาใช้ ทำให้ท่านอธิบายธรรมะของพุทธศาสนาสายเถรวาทชัดเจนและลึกซึ้งขึ้น

ท่า นพุทธทาสเข้าใจเรื่องสุญญตาหรือความว่างทั้งในด้านจิตใจของตัวบุคคล และในด้านสิ่งทั้งปวงในธรรมชาติ โดยอธิบายว่า ทุกสิ่งในธรรมชาติว่างจากตัวตน มีความเป็นเช่นนั้นเองตามธรรมชาติ คนเราควรปล่อยวางอัตตาตัวตนในจิตใจ และปล่อยวางให้ธรรมชาติทำงานไปตามกฎของธรรมชาติเองอีกด้วย

ท่านพุท ธทาสเป็นผู้บุกเบิกมุมมองใหม่เรื่องธรรมชาติเข้ามาในสายเถรวาท ส่วนที่ไม่เหมือนปรัชญามหายานนั้น ท่านสอนตามระบบสมาธิวิปัสสนาของเถรวาท ซึ่งไม่ได้ถือว่าภาวะที่มีกิเลสเป็นภาวะของนิพพานทันที แต่ค่อยๆ ฝึกอบรมจิตใจให้มีสติกำจัดกิเลสไปสู่ภาวะนิพพาน โดยชี้ว่าภาวะนิพพานไม่ไกลจากภาวะของเราในปัจจุบัน

ขอจบรายงานการเสวนาด้วยบทกลอนของ ท่านสมณะเพาะพุทธ จันทเสฏโฐ ดังนี้

พุทธทาส ทาสเที่ยงแท้ เมธี ธรรมเฮย

ภิกขุ สืบอนุศาสน์ แผ่กว้าง

พุทธทาส เด็ดเดี่ยวฤดี ดุจหลักศิลาแลง

ภิกขุ มารมั่นมล้าง กิเลสร้าย สลายสูญ

โทรจันบุกมือถือ



..................................

โทรจันบุกมือถือ

5 มิถุนายน 2548 กองบรรณาธิการ

เครื่องหยุดทำงาน โปรแกรมขัดข้อง สายพันธุ์การโจมตีเครือข่ายไร้สาย การปลอมเป็นซอฟต์แวร์ฟรี โจรขโมยข้อมูล ล้วนแล้วเป็นศัพท์คุ้นหูที่ได้ยินบ่อยที่สุดเกี่ยวกับไวรัสคอมพิวเตอร์

แต่ปัจจุบัน มัลแวร์มือถือกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นผลให้ทั้งมือถือและคอมพิวเตอร์ติดเชื้อได้ในเวลาเดียวกัน รายงานเทรนด์แลบส์ ของเทรนด์ ไมโคร เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่า มัลแวร์มือถือ ไม่เพียงแต่มีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา ในแง่ของเทคโนโลยีและขอบเขตการแพร่ระบาดเท่านั้น แต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ได้ค้นพบว่าไม่สามารถที่จะลบมัลแวร์มือถือทิ้งได้

เทรนด์ ไมโคร แนะนำให้ผู้ใช้มือถือระวังการโจมตีโทรศัพท์มือถือ เนื่องจากอาจเป็นต้นเหตุให้ไฟล์ รายชื่อติดต่อ ข้อความ ภาพ และข้อมูลปฏิบัติการพื้นฐานในเครื่องโทรศัพท์สูญหายได้

เทรนด์แลบส์ค้นพบเมื่อเดือนมิถุนายน 2547 ว่า โทรศัพท์มือถือไม่ได้ปลอดภัยจากการโจมตีของโปรแกรมมัลแวร์ มัลแวร์มือถือตัวแรก คือ SYMBOS_CABIR.A โจมตีเฉพาะอุปกรณ์ที่มีฟังก์ชั่นบลูทูธ และไม่ได้สร้างความเสียหายแก่โทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่

ในไตรมาสแรกของปี 2548 หรือเกือบ 6 เดือนต่อมา มัลแวร์ได้เริ่มปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับแนวโน้มเทคโนโลยีใหม่ และภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 เดือน ก็ปรากฏมัลแวร์อุปกรณ์เคลื่อนที่ใหม่ 10 ตัว ซึ่งทั้งหมดอ้างว่าใช้เทคนิคที่ได้รับการปรับปรุงขึ้นใหม่ ทุกวันนี้ผู้ค้าโทรศัพท์มือถือนำเสนอเฉพาะบริการแก้ปัญหาซ่อมฟังก์ชั่นโทรศั พท์ ยังไม่มีบริการลบโทรจัน ทำให้เครื่องโทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะรุ่นที่มีบลูทูธ ที่ไม่มีซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส มีโอกาสถูกโจมตีมากขึ้นในแต่ละวัน แนวโน้มมัลแวร์มือถือแสดงให้เห็นว่า โลกไร้สายกำลังจะกลายเป็นสนามรบของการโจมตีประสงค์ร้าย

เมื่อเร็วๆ นี้ เว็บไซต์หลายแห่งได้เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีโปรแกรมโทรจันมือถือตัวแรก ซึ่งปิดการทำงานซอฟต์แวร์ต่อต้านไวรัสได้

เทรนด์แลบส์ ของเทรนด์ ไมโคร ได้วิเคราะห์ผลที่เกิดจากมัลแวร์โทรศัพท์มือถือที่พบในไตรมาสแรกดังต่อไปนี้

-ลบทิ้งซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส > SYMBOS_DREVER.A ลบทิ้งโปรแกรมป้องกันไวรัส และ "Retro-viruses" บุกโจมตีโทรศัพท์มือถือ

SYMBOS_DREVER.A ซึ่งถูกตรวจพบเมื่อเดือนที่แล้วนั้น เป็นมัลแวร์มือถือตัวแรกที่บันทึกทับแอพพลิเคชั่นป้องกันไวรัส เช่น เอฟ-ซีเคียว และซอฟต์แวร์ซิมเวิร์กส์ และเป็นการส่งสัญญาณว่าอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้กลายเป็นเป้าหมายหลักของการโจมต ีไปเรียบร้อยแล้ว โจรขโมยข้อมูลอาจจะซ่อนอยู่ตรงมุมไหนก็ได้


SYMBS_DREVER.A เป็นโทรจันมือถือที่ขโมยพาสเวิร์ด และข้อมูลสำคัญของผู้ใช้ ปลอมเป็นโปรแกรมป้องกันไวรัส หรือเกมแจกฟรี ที่สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ซอฟต์แวร์เถื่อน หรือแฮคเกอร์

มัลแวร์ที่ว่านี้ แตกตัวเป็นสายพันธุ์ใหม่อีก 2 สายพันธุ์ คือ SYMBOS_DREVER.B และ SYMBOS_DREVER.C ซึ่งกำลังแพร่ระบาดอยู่ในฟิลิปปินส์

โทรศัพท์มือถือที่ติดเชื้อโทรจัน SYMBOS_DREVER.A จะแสดงข้อความ "Dr Web FOREVER!!!!" ส่วน SYMBOS_DREVER.C สาปแช่งบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยด้วยข้อความ "FSECURE MUST DIE!!!!!! Please, don't make new antiviruses for my viruses and I stop make viruses for your anti-viruses. My target is Simworks! =)"

-โทรศัพท์มือถือพัง ปุ่มใช้การไม่ได้ โทรศัพท์พังหลัง SYMBOS_LOCKNUT ดาวน์โหลดโปรแกรมมัลแวร์ประสงค์ร้าย 2 ตัว ซึ่งเทรนด์ ไมโคร ให้ชื่อว่า SYMBOS_LOCKNUT ถูกตรวจพบเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ สายพันธุ์แรก คือ SYMBOS_LOCKNUT.A มุ่งโจมตีมือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการซิมเบียน เวอร์ชั่น 7.0 เป็นสาเหตุให้บางปุ่มไม่ทำงานและอาจทำให้โทรศัพท์พังได้ แต่โชคยังดีที่ SYMBOS_LOCKNUT.A ไม่สามารถแพร่ระบาดได้ด้วยตัวเอง แต่ต่อมา นักเขียนไวรัสตัวดังกล่าวได้พัฒนาเวอร์ชั่นใหม่ SYMBOS_LOCKNUT.B มีอานุภาพร้ายกว่าเดิม โดยเลียนแบบ SYMBOS_CABIR.A มัลแวร์มือถือตัวแรกที่แพร่กระจายผ่านบลูทูธด้วยการปลอมเป็นไฟล์ธรรมดา และทันทีที่เจอเป้าหมายจากการตรวจหาโดยใช้ฟังก์ชั่นการสื่อสารบลูทูธ และเหยื่อรับไฟล์ประสงค์ร้าย เครื่องโทรศัพท์จะหยุดทำงานและปุ่มก็ใช้การไม่ได้

-แพร่ระบาดเร็วและหลายทาง SYMBOS_COMWAR.A ใช้บริการเอ็มเอ็มเอสเพื่อเร่งการแพร่กระจาย SYMBOS_COMWAR.A ตรวจพบครั้งแรกเมื่อต้นเดือนมีนาคม ถูกดาวน์โหลดมาจากเว็บไซต์หลายแห่ง เป็นไฟล์บีบอัด COMMWARRIOR.ZIP และจะแพร่กระจายผ่านบลูทูธด้วยวิธีการสุ่มเลือกชื่อไฟล์ SYMBOS_COMWAR.A เป็นมัลแวร์ตัวแรกที่แพร่กระจายโดยใช้วิธีการส่งข้อความเอ็มเอ็มเอสด้วยเนื้ อหาก่อนนิยาม จึงเปิดโอกาสให้มัลแวร์ส่งตัวเองในรูปไฟล์แนบ .SIS ได้

เทรนด์ ไมโคร ระบุว่า มัลแวร์ตัวแรกๆ โจมตีโทรศัพท์ผ่านการสื่อสารแบบที่ควบคุมด้วยมือ หรือไร้สาย ซึ่งผู้ใช้ติดตั้งด้วยตัวเองไปโดยไม่รู้ตัว แต่สำหรับ COMWAR ใช้วิธีการติดเชื้อแบบแอคทีฟ ด้วยการส่งข้อความลามกหลอกให้ทุกหมายเลขในเครื่องโทรศัพท์หลงเชื่อและรับไฟล ์ประสงค์ร้ายในที่สุด


วันศุกร์, มิถุนายน 03, 2548

องค์กรมุสลิมฉะ “แม้ว”

.........................................

องค์กรมุสลิมฉะ “แม้ว” ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ-ปิดทาง “สุรเกียรติ์” ชิงเลขาฯ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 3 มิถุนายน 2548 15:41 น.
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
องค์กรมุสลิมชี้ “ทักษิณ” วิ่งโร่ขอตำแหน่งเลขาฯยูเอ็น แค่ทำคดี “สมชาย” ให้กระจ่างยังไม่ได้ ย้อน “ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ” ท ิ่มแทงตัวเอง-เตือนหากเรื่องยังไม่กระจ่างอาจโดนประณามทั่วโลก พร้อมระบุโอไอซีให้ความสำคัญไม่แพ้ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้เพราะเป็นทนายมุส ลิมที่ช่วยเหลือประชาชน

วันนี้ (3 มิ.ย.) นายนิติ ฮาซัน ประธานสภาองค์กรมุสลิมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคดีทนายสมชายที่ทางสหประชาชาติจะให้ความช่วยเหลือในการติดตามโดยระบ ุว่าตอนนี้ได้ดำเนินคดีไปแล้วให้เรื่องเป็นไปตามกฎหมายว่าตอนนี้ไม่ได้เกี่ย วข้องกับในส่วนของรัฐบาล และอย่าผลักให้ประเทศไทยเป็นจำเลยของนานาชาติว่า ประเทศไทยเป็นสมาชิกของสหประชาชาติอยู่แล้ว มีสนธิสัญญามีข้อตกลงร่วมกัน เราต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญานั้น ถ้าเราละเมิดหรือไม่ทำ ทางยูเอ็นเขาก็ต้องจี้เพื่อที่จะทำให้กระจ่าง เขามีสิทธิ์ที่จะทำและนำเสนอเรื่องนี้แล้วรายงานต่อที่ประชุมใหญ่ ที่ผ่านมาก็มีรายงานให้ตอบถึง 20 ประเด็น รัฐบาลต้องตอบเรื่องนี้ ถ้าไม่ตอบก็ต้องถือว่าเราตกเป็นจำเลย

นายนิติ กล่าวต่อว่า ประเด็นคดีทนายสมชาย หากว่าทางยูเอ็นไม่ได้รับความชัดเจน ย่อมส่งผลต่อรัฐบาลไทยที่ต้องการผลักดันให้นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ หากว่ารัฐบาลเคลียร์เรื่องทนายสมชายไม่ได้

“ยูเอ็นเขาก็รอดูท่าทีอยู่ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน มีการละเมิดอย่างชัดเจน เมื่อคุณทำปัญหาตรงนี้ให้กระจ่างถูกต้องไม่ได้ แล้วคุณจะไปรับตำแหน่งในสหประชาชาติได้อย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณพูดว่ายูเอ็นไม่ใช่พ่อ แต่กลับส่งคนไปขอเป็นเลขาฯยูเอ็น บอกว่าทั้งยูเอ็นและโอไอซี เราไม่ได้ไปขอเงินเขา แต่สุดท้ายเราก็ต้องเชิญโอไอซี คำพูดของผู้นำมันย้อนมาทำร้ายตัวเอง เป็นนายที่ทิ่มแทงมาโดยตลอด” นายนิติ กล่าว

เมื่อถามว่า การออกมาปฏิเสธของนายกรัฐมนตรีในคดีของทนายสมชายว่าตอนนี้เรื่องอยู่ที่กฎหม ายและรัฐบาลไม่เกี่ยวข้องนั้น นายนิติ กล่าวว่า รัฐบาลจะมาปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลไทย เพราะรัฐบาลกำกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐบาลต้องตอบคำถามให้ได้ ทั้งในส่วนของรายงานที่เคยได้นำเสนอไป และในส่วนของโอไอซีต้องสร้างความเข้าใจ เพราะโอไอซีที่เขาเดินทางมาเขาก็อยากฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปัญหาภาคใต้ข องไทย ซึ่งมันเกี่ยวโยงเกี่ยวพันกันแยกกันไม่ออก ในส่วนหนึ่งโอไอซีเองเขาก็มีรายงานของยูเอ็น และของสหรัฐอเมริกา องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในหลายประเทศ ทั้งในยุโรปและเอเชียเขามาดูข้อมูลในหลายๆ จุด

ด้าน นายอรัญ ปานเจริญ รักษาการประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม กล่าวว่า คณะทำงานสหประชาชาติไม่ได้คุยเรื่องนี้เฉพาะแค่กับประเทศไทยเท่านั้น แต่มีประเทศอื่นๆ ด้วย เช่น ในแคชเมียร์ อินเดีย ฟิลิปปินส์ ที่เกี่ยวกับเรื่องคนหาย เรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชน เขามีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรงอยู่แล้ว เมื่อเขามาประชุมในประเทศไทยก็มีประเด็นพูดถึงเรื่องของ ทนายสมชาย ซึ่งรัฐบาลก็ต้องดูแลเรื่องนี้ ชี้แจงข้อเท็จจริงออกมา หากรัฐบาลไทยไม่สนใจ เขาก็คงมีวิธีที่จะกดดันในแบบของเขา ซึ่งอาจจะเป็นการประณามไปทั่วโลก

“เมื่อมีการร้องขอ ทางเขาก็ต้องเข้ามาดู และต้องพบนายกรัฐมนตรีเพื่อที่จะปรึกษาว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร นายกฯจะตอบคำถามอย่างไรก็เป็นเรื่องของท่าน แต่อย่าให้เขากล่าวหาว่าประเทศเราเป็นเผด็จการ ตอนที่ทนายสมชายหายตัวไปใหม่ๆ นายกฯพูดอะไรเอาไว้คงต้องย้อนคิดดู ไม่รู้ก็ควรจะตอบไปว่าไม่รู้ ไม่ใช่ตอบไปเลอะเทอะ ตอนนี้เขาก็มาทวงถาม อย่ามาอ้างว่าชอบทำให้ประเทศไทยเป็นจำเลยของนานาชาติ เพราะตอนนี้จำเลยของนานาชาติเราเป็นไปแล้ว” นักกฎหมายมุสลิม กล่าวและว่า กรณีทนายสมชายมีหลักฐานและมีความชัดเจนว่าหายตัวไป เขาเป็นนักต่อสู้และช่วยเหลือคนผู้อื่นโอไอซีที่เข้ามาจึงให้ความสำคัญในประ เด็นของเขามาก เพราะทนายสมชายคือมุสลิม และทำงานช่วยเหลือประชาชน

“นายกจะตอบปัญหาไปวันๆ แบบผ่านๆ ไม่ได้ มันเป็นเรื่องของรัฐบาลไทย และต้องยอมรับว่าเรามีการอุ้มกันมานานแล้ว และกรณีนี้มันเป็นการสั่งให้อุ้มหรือเปล่า” รักษาการประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม กล่าว

เมื่อถามว่าเรื่องคดีการยกฟ้องเจไอกับทนายสมชาย นายอรัญกล่าวว่า เรารู้จักขบวนการเจไอเมื่อตอนที่รัฐบาลจับนายแพทย์แวมาหะดี แวดาโอ๊ะ และคนอื่นๆ อีก3 คน และทนายสมชายเป็นคนที่เข้ามาเริ่มทำคดีเรื่องนี้จนหายสาบสูญไป