เรื่องน่าสนใจ

วันอังคาร, พฤษภาคม 31, 2548

การศึกษาและการเผยแผ่ธรรมในอดีต

........................................

ย้อนบรรยากาศการศึกษาและการเผยแผ่ธรรมในอดีต

คอลัมน์ รื่นร่ม รมเยศ

โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

จ ำได้ว่าบรรยากาศ "ทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา" สมัยก่อน ดีกว่าสมัยนี้มาก พระภิกษุสามเณรนั้นศึกษานักธรรมบาลีกันอย่างจริงจัง พระผู้ใหญ่ต่างก็ให้ความสำคัญแก่พระปริยัติศาสนา ตั้งสำนักเรียนสอนธรรมบาลีกันแพร่หลาย

สำนักเรียนดังๆ ในกรุงเทพฯ เช่น สำนักวัดมหาธาตุฯ สำนักวัดอนงครามฯ สำนักวัดทองนพคุณ ต่างก็ผลิตเปรียญธรรมสร้างบุคลากรแก่พระพุทธศาสนาปีละมากๆ บางสำนักเช่นวัดสามพระยาหาภิกษุจบเปรียญสูงๆ สอนไม่ได้ ด้วยความที่เห็นคุณค่าแห่งปริยัติศาสนา ท่านเจ้าอาวาส คือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้ให้คฤหัสถ์ผู้คงแก่เรียนมาช่วยสอนบาลี ให้แก่พระภิกษุสามเณร

บัณฑิตคฤหัสถ์ที่ว่านี้คือ อาจารย์วิเชียร บำรุงผล กับ น.อ.(พิเศษ)แย้ม ประพัฒน์ทอง อาจารย์วิเชียรนั้นแต่งบาลีเก่งฉกาจฉกรรจ์มาก สอนเทคนิคการเขียนเรียงความบาลี ซึ่งเป็นหลักสูตรเปรียญ 9 ประโยคได้ดี มีวิธีอธิบายให้นักเรียนเข้าใจง่าย จนหลายท่านออกปากว่า เวลาฟังอาจารย์อธิบายแล้วดูเหมือนว่าวิชานี้ง่ายจริงๆ แต่พอเขียนเข้าจริงๆ กลับยากเสียนี่กระไร

ส่วนอาจารย์แย้มลือชื่อว่าเป็นกวีชั้นยอด แต่งฉันท์บาลีหาตัวจับได้ยาก และมีวิธีสอนให้นักเรียนแต่งฉันท์บาลีได้ และแต่งเก่งในเวลาไม่นาน ว่ากันว่าการเรียนของพระเณรเน้นท่องจำ ใครท่องจำได้เก่งก็สอบได้ไม่ค่อยตก คำพูดนี้เป็นจริงเพียงเปรียญ 3-7 ประโยค พอขึ้นเปรียญ 8-9 ประโยคแล้วความจำอย่างเดียวช่วยไม่ได้

ผู้เ รียนนั้นต้องมีความเป็นกวีด้วย เปรียญ 8 ประโยคจะต้องแต่งฉันท์บาลี คนไม่มีหัวทางฉันทลักษณ์ ถึงรู้บาลีดีอย่างไร ก็แต่งจืดๆ ชืดๆ สอบกี่ปีๆ ก็ตกอยู่นั่นแล้ว ส่วนชั้นเปรียญ 9 ประโยค คนจะสอบผ่านก็ต้องเป็น "นักเขียนเรียงความ" ชั้นดี ชั้นดีของท่านนั้น อย่างน้อยต้อง

1.ภูมิภาษาบาลีแน่น รู้ด้วยว่าสำนวนบาลีแบบพระไตรปิฎก แบบอรรถกถา และฎีกา ต่างกันอย่างไร

2.จำสำนวนเหล่านั้นได้ พร้อมจะยกมาสนับสนุนการอธิบาย และเชื่อมข้อความได้ทุกเมื่อ

3.มิใช่สักแต่ว่าเขียนบาลีได้ แต่ภาษาที่เขียนต้องดีถึงขนาดด้วย ข้อผิดพลาดไม่จำเป็นหรือ silly mistake คำเดียวก็อาจถูกปรับตกได้

บ รรยากาศอย่างหนึ่งที่ผมเห็นสำคัญมากในยุคนั้นคือ มีการ "แข่งขัน" กันสูง สำนักนั้นเปิดสอน มีนักเรียนมาก และสอบได้มาก สำนักโน้นก็ระดมสรรพกำลังเพื่อแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการระดมทุนในการจัดการเรียนการสอน จัดหาครูสอนที่เก่งมีประสบการณ์ ตลอดถึงการเอาใจใส่ดูแลนักเรียนเป็นอย่างดี

พ ระผู้ใหญ่บางท่าน ไม่มีวุฒิทางเปรียญ คือตัวท่านไม่สามารถสอนได้ ท่านก็ตั้งสำนักเรียน หาครูมาสอน ครูไม่มีพอ ก็เปิดระบบ "ฟังเทป" ขึ้น ให้นักเรียนมาประชุมกันฟังเทปอธิบาย ซึ่งให้อาจารย์ลงเสียงไว้ล่วงหน้า

เ รียกได้ว่าสมาชิกยุทธจักรดงขมิ้น รู้จัก "ใช้สื่อ" ช่วยการเรียนการสอนนักธรรมบาลี นอกเหนือจากกระดานดำและชอล์ก เป็นความก้าวหน้าระดับหนึ่ง ขอบันทึกไว้ด้วยว่า สำนักเรียนวัดใหญ่ศรีสุพรรณ เป็นแห่งแรกที่สอนด้วยการฟังเทป จากนั้นก็แพร่ขยายไปตามสำนักเรียนอื่นๆ ด้วย

"การเสริมแรง" ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ จำได้ว่าสมเด็จพระวันรัต(สมเด็จพระสังฆราช วัดเบญจมบพิตร) แม่กองบาลี ท่านเอาใจใส่มาก พระเณรรูปใดสอบได้ชั้นสูงๆ ท่านจะชมเชยให้กำลังใจ ถ้าอาจารย์รูปใดมีศิษย์สอบได้เปรียญ 9 ประโยคมากๆ อาจารย์รูปนั้นจะได้รับเมตตาจากแม่กองบาลีเป็นพิเศษ ถึงเวลาก็สนับสนุนให้เลื่อนสมณศักดิ์สูงๆ ขึ้นไป เป็นการบำเหน็จความดีความชอบ ที่ช่วยสร้างบุคลากรที่เป็นกำลังของพระศาสนา

ท ั่วทั้งวงการสงฆ์ให้ความสำคัญแก่การศึกษาเล่าเรียนกันอย่างนี้ การเรียนนักธรรมบาลีในสมัยโน้นจึงฟูเฟื่องสุดขีด เมื่อมีสามเณรน้อยรูปหนึ่งสามารถสอบผ่านเปรียญ 9 ประโยคตั้งแต่อายุไม่ครบบวช ได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระสังฆราช สนับสนุนให้บวชในพระบรมราชานุเคราะห์ จึงเป็นเครื่อง "เสริมแรง" ให้สำนักเรียนต่างๆ หา "ช้างเผือก" มาฝึกฝนปลุกปั้นเพื่อจะได้เป็นอย่างนั้นบ้าง

จากนั้นก็มีสามเณรเปรียญ 9 ประโยคเกิดขึ้นอีกหลายรูป

ส ิ่งเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว เพราะ "บรรยากาศแห่งวิชาการ" และ "การเสริมแรง" ดังกล่าวข้างต้นได้สะดุดกึก และอาจจะขาดสะบั้นไปแล้วก็ได้ในวงการสงฆ์ปัจจุบันนี้ มีผู้เห็นความสำคัญของการศึกษาพระปริยัติธรรมน้อยลง การเรียนการสอนอย่างเข้มงวดจริงจัง อย่างที่โบราณาจารย์พากันทำ ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว จะมีก็เพียงการสอบประจำปี ถึงเวลาออกข้อสอบให้สอบ สอบเสร็จก็ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเท่านั้น เป็นเสร็จพิธี

สอบพอเป็นพิธี ตรวจพอเป็นพิธี เมื่อตรวจเสร็จแล้วก็เสร็จพิธี! มันก็เท่านั้น (หรือใครจะเถียงว่ามีอะไรมากกว่านั้น)

น อกจากส่งเสริมให้พระเณรศึกษานักธรรมบาลีแล้ว การศึกษาระบบมหาวิทยาลัยสงฆ์ คือ มหาจุฬาฯ มหามงกุฎฯ พระผู้ใหญ่สมัยโน้นก็ให้ความสำคัญ และให้ความอุปถัมภ์ เพราะเห็นว่าผู้จบการศึกษาระบบมหาวิทยาลัยสงฆ์แล้ว นอกจากได้ความรู้ธรรมะบาลี ยังมีความรู้สาขาวิชาอื่นๆ อันเป็น "สื่อ" สำหรับการเผยแผ่ธรรมได้ด้วย

พระเณร จึงแห่กันเข้ามหาจุฬาฯ มหามงกุฎฯ ปีละมากๆ และเพื่อความสมดุลไม่ให้ "เห่อของใหม่" อย่างเดียว หลายสำนักได้วางกฎไว้ว่าผู้ที่จะไปเรียนมหาจุฬาฯ มหามงกุฎฯ จะต้องได้เปรียญอย่างน้อย 4 ประโยค

และขณะเรียนมหาวิทยาลัยสงฆ์อยู่ก ็ ห้ามเลิกเรียนบาลี หมายความว่าจะไปเรียนมหาวิทยาลัยสงฆ์นั้นน่ะได้ แต่ต้องไม่ทิ้งบาลี เพราะฉะนั้นผู้ต้องการเป็นพุทธศาสตรบัณฑิต หรือศาสนศาสตรบัณฑิต ก็ต้องมีความพากเพียรอีกเท่าตัว ว่าอย่างนั้นเถอะ

ร ะบบการศึกษาอีกอย่างหนึ่งที่สืบสายต่อกันมาอย่างต่อเนื่องในบางสำนักคือ การฝึกนักเผยแผ่ธรรมสำนักที่ขึ้นชื่อลือชามานานก็มี สำนักวัดพระเชตุพน มี "สภาธรรมกถึก" ฝึกพูด ฝึกสอนธรรม

สำนักวัดประยุรวงศาฯนั้น เคยเป็นแหล่งพระนักเทศน์ติดต่อกันมา กระทั่งปัจจุบันนี้ ถึงไม่มีการฝึกอบรมกันอย่างแต่ก่อน ก็ยังมีรุ่นหลานศิษย์ เหลนศิษย์ที่ส่อแวว "เชื้อไม่ทิ้งแถว" อยู่

สำนักวัดสามพระยานอกจากจ ะจัดการอบรมนักเผยแผ่ธรรมเป็นระยะๆ แล้ว ศาลาอบรมสงฆ์อันโอ่โถงนั้น จัดกิจกรรมปาฐกถาบ้าง อภิปรายธรรมบ้าง เป็นประจำ เชิญนักพูดนักแสดงธรรมฝีปากเอกมาบรรยายเสมอมิได้ขาด

ท่านเจ้าสำนักเอ ง คนรุ่นหลังคงไม่ทราบว่าเป็นพระนักเทศน์ชั้นเยี่ยม มีวาทศิลป์เฉียบคม นาม "สังฆทาส" อันเป็นนามล้อ "พุทธทาส" แห่งสวนโมกข์ ก็เป็นนามของเจ้าประคุณสมเด็จฯรูปนี้

สำนักเล็กๆ แห่งหนึ่งนามว่า "กันมาตุยาราม" (ที่ว่า "เล็ก" ก็เพราะเป็นวัดขนาดเล็ก แต่ยิ่งใหญ่ด้วยคุณค่า) ได้สร้างนักวิชาการ นักพูด นักเขียน เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาผู้ เฉียบคม เป็น "เพชรน้ำเอก" ขึ้นประดับวงการพระพุทธศาสนาในเมืองไทยสมัยนั้น

ท่านคือ สุชีโว ภิกขุ หรือ อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ผู้ล่วงลับ สุชีโว ภิกขุ มีความรู้วิชาการสมัยใหม่ลึกซึ้ง สมัยนั้นหาพระเณรที่รู้รักษาอัสดงคตประเทศได้ยาก สุชีโว ภิกขุ รู้ภาษานี้อย่างแตกฉาน แสดงพุทธธรรมแก่ชาวต่างประเทศด้วยภาษาของเขาได้อย่างฉาดฉาน คำเทศน์คำสอนเล่าก็ลึกซึ้ง เป็นหลักเป็นฐาน จึงไม่แปลกว่าสมัยนั้นมีพระคุณเจ้ารูปเดียวที่ "ดัง" ทั่วฟ้าเมืองไทย

ท ่านมีศิษย์หนุ่มอยู่คนหนึ่ง พูดและเขียนภาษาจีนกลางได้คล่องแคล่ว มาเรียนธรรมอยู่ด้วย ศิษย์คนนี้มีมันสมองเป็นเลิศ อ่านหนังสือเที่ยวสองเที่ยวก็จำไม่ลืม ไม่มีความรู้ภาษาบาลี แต่พูดบาลีได้เป็นเรื่องราว

เป็น "ไก๊ด์กิตติมศักดิ์" พาพระพม่า พระลังกา ไปเที่ยวชมวัดวาอารามและปูชนียสถานต่างๆ บรรยายเป็นภาษาบาลี สื่อสารกับพระพม่า และพระลังกาได้อย่างน่าประหลาดใจ

เมื่อถามว่าทำได ้อย่างไร "ศิษย์ฆราวาส" ท่านนี้บอกว่า จำศัพท์ในพระไตรปิฎก แล้วนำมาต่อกันเป็นประโยค ไม่นึกว่าพระพม่าและพระลังกาท่านจะเข้าใจ ปรากฏว่าท่านฟังรู้เรื่อง สื่อสารกันได้ ก็เลยว่ากันเพลินท่านว่าอย่างนั้น

ไ ม่บอกก็คงไม่รู้ "ศิษย์ฆราวาส" ผู้นี้ต่อมาคือ อาจารย์เสถียร โพธินันทะ ผู้ล่วงลับนั้นแลท่านผู้นี้อายุเพียง 30 กว่าปี มีผลงานเขียนที่ทรงคุณค่ามากมาย อาทิ ภูมิศาสตร์พระพุทธศาสนา, ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา, ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาฉบับมุขปาฐะ, อาณาจักรมคธสมัยพุทธกาล ฯลฯ

ที่มีมากมายจนอ่านแทบไม่หมด ก็เพราะท่านเขียนหนังสือตั้งแต่สมัยยังนุ่งกางเกงขาสั้นเรียนอยู่ชั้นมัธยม

ท ่านอาจารย์สุชีพ ผู้เป็นอาจารย์เล่ามีผลงานด้านการพูดปาฐกถาที่รวมพิมพ์มากมาย ด้านการเขียนอาทิ พระไตรปิฎกฉบับประชาชน, คุณลักษณะพิเศษของพระพุทธศาสนา, ประวัติศาสนา ฯลฯ

งานอีกด้านหนึ่ง ถือว่าเป็นงานบุกเบิก คือนิยายอิงธรรมะที่ฮือฮาที่สุดในยุคนั้นคือ "ใต้ร่มกาสาวพัสตร์" ท่านได้นำเอาเค้าโครงเรื่องของคัมภีร์พระไตรปิฎก ยกเอาตัวละครที่มีอยู่จริงในคัมภีร์ มาแต่งเติมเสริมต่อแบบนิยายสอดแทรกธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เป็นระยะๆ อ่านแล้วได้ความบันเทิงไปด้วยได้ความรู้ไปด้วย

เมื่อเกิดใต้ร่มกาสาว พัสตร์ขึ้น ก็เป็นการ "เสริมแรง" ให้รุ่นน้องรุ่นศิษย์ดำเนินรอยตาม ในช่วงนั้นจึงมี "ลีลาวดี" นิยายธรรมเรื่อง เรวตภิกษุหนุ่ม จากปลายปากกาของ "ธรรมโฆษ" และ "พ่อผมเป็นมหา" และ "อานนท์พุทธอนุชา" ของ วศิน อินทสระ เกิดตามมาอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งพระมหาเถระระดับสมเด็จ พระสังฆราช(สมเด็จพระสังฆราช วัดพระเชตุพนฯ) ยังทรงนึกสนุกเอาอย่างบ้างทรงนิพนธ์เรื่อง "สันติวัน" โดยสันติวันขึ้น

ค งไม่เกินจริงไปกระมัง ถ้าจะกล่าวว่า อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ท่านเป็นคนแรกที่เปิดแนวทางการสอนพระพุทธศาสนา โดยใช้จินตนิยายอิงหลักธรรมเป็นสื่อ แต่น่าเสียดายว่าแนวทางนี้มิได้มีการสืบต่อกันต่อมาเลย

คุณค่าดีงามหลายอย่างในวงการพระศาสนาในบ้านนี้เมืองนี้ กำลังเลือนหายไป มองไปข้างหน้ามีแต่ความวิเวกวังเวง

จาก มติชนรายวัน ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๘ หน้า ๖

วันจันทร์, พฤษภาคม 30, 2548

จดหมาย จาก ศ.ระพี สาคริก

............................


•• เรื่องประกอบข้างล่างวันนี้เป็น จดหมาย จาก ศ.ระพี สาคริก ถึง สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นการเขียนมาถึงเป็นครั้งที่ 3 หลังจากได้ชมรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์ เมื่อ วันที่ 6 พฤษภาคม 2548 เฉพาะในเวอร์ชันที่ลงเผยแพร่ในwww.manager.co.th ได้นำลงไปแล้วท้ายคอลัมน์นี้เมื่อวันที่นำเสนอเรื่องยาวทุจริตกล้ายาง – โกงยกกำลัง 3 นอกจากเนื้อหาประเด็น ทุจริตในกระทรวงเกษตร นักวิชาการอาวุโสท่านนี้ยังได้เอ่ยถึง งานทำบุญประเทศ (หรือชื่อเป็นทางการ ศาสนสัมพันธ์สมานฉันท์แห่งชาติ จากการเป็นแม่งานจัดของ ศูนย์คุณธรรม ภายใต้การนำของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง) เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน 2548 ซึ่งปรากฏเป็น ข่าว, ภาพ ในหน้าหนังสือพิมพ์ ฉบับวันจันทร์ที่ 11 เมษายน 2548 ฉบับที่เห็นภาพกว้างชัดเจนที่สุดคือ กรุงเทพธุรกิจ ภาพใดลักษณะไหนที่นักวิชาการอาวุโสท่านนี้ วิพากษ์อย่างรุนแรง ผู้อ่านกรุณาพิจารณาด้วยวิจารณญาณจากที่นำมาลงประกอบใกล้ ๆ กันนี้

•• เรื่องลักษณะที่ ขัดหูขัดตา – ส่อให้ตั้งคำถามในเจตนารมณ์ที่แท้จริง เช่นนี้จริงอยู่ใคร ๆ ก็รู้ว่า ไม่ใช่ความต้องการและการริเริ่มโดยตรง จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หากแต่บางครั้งเป็นเรื่องของ ข้าราชการประจำ – ตามสายงาน บางครั้งก็เป็นเรื่องของ นักการเมืองในพื้นที่ หรือบางทีก็เป็นเรื่องของ คนใกล้ชิด แต่ถ้าเกิดขึ้น บ่อยครั้ง และไม่ปรากฏว่าผู้เป็น นาย ได้ดำเนินการ ตำหนิติเตียน, สั่งห้าม คนในสังคมที่เห็น บ่อยขึ้น ๆ ก็อาจจะเริ่มเบี่ยงเบนความเชื่อได้

•• นี่ไม่ใช่ ครั้งแรก ที่ “เซี่ยงเส้าหลง” ตัดสินใจจับเข่าคุยและเตือนฉันท์ กัลยาณมิตร กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เช่นนี้วันที่ 26 สิงหาคม 2547 เป็นครั้งแรก ๆ ที่ไม่สบายใจกับ พฤติกรรมสอพลอเกินเหตุ ที่เกิดขึ้นที่ จังหวัดเพชรบุรี เมื่อ วันที่ 23 สิงหาคม 2547 และที่ จังหวัดกระบี่ เมื่อ วันที่ 25 สิงหาคม 2547 ขณะนายก รัฐมนตรีคนที่ 23 ของเราเดินทางไปตรวจราชการ ทัวร์นกขมิ้น คงจะจำกันได้นะ

•• ครั้งนั้นเป็นการขึ้นคัทเอาท์ใหญ่เป็น ภาพนายกรัฐมนตรีในเครื่องแบบเต็มยศสูงท่วมหัว เวลาปรากฏออกมาเป็น ภาพ แล้วออกจะดู ยิ่งใหญ่เกินไป ก็ได้เตือนไปว่าจะไปเข้าทางขบวนการผู้ไม่ปรารถนาดีนำไป ขยายความ เรื่องแบบนี้หาก ปล่อยเลยตามเลย หรือเห็นว่า ไม่สำคัญ ระวังจะสะสมเป็น ดินพอกหางหมู และถูกนำไปตีความว่าตัวท่านเอง เห็นดีเห็นงามด้วย วันนั้น “เซี่ยงเส้าหลง” เสนอไปถึงขั้นว่า “...ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีสมควรถูกลงโทษ – เพื่อไม่ให้เป็นตัวอย่างแก่ข้าราชการประจำทั่วไป.” และไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม “...พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรสมควรแสดงออกอย่างเปิดเผยถึงความไม่เห็นด้วยและขออย่าให้เกิดขึ้นอีก.” แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

•• ต่อมาเมื่อ
วันที่ 19 ตุลาคม 2547
ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ “เซี่ยงเส้าหลง” พูดถึง ภาพประกอบมิวสิควิดีโอเพลงชาติไทย ที่เผยแพร่ในช่วง คั่นรายการ ในวันแรกของการรณรงค์หาเสียงถ่ายทอดสดของ พรรคไทยรักไทย ที่เรียกกันว่า คิ๊กออฟแคมเปญ เมื่อ วันที่ 17 ตุลาคม 2547 มิวสิควีดิโอเพลงชาติไทยดังกล่าวเริ่มต้นด้วยภาพ ประชาชน, เกษตรกร ที่แสดง ความรักชาติ ตามด้วย การเชียร์กีฬาไทย ตอนกลาง ๆ มีภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังปราศรัยในงาน APEC 2003 ครั้นเมื่อถึงตอนช่วงท้ายจึงเป็น พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ การลำดับภาพแบบนี้ถ้า ไม่คิดอะไรมาก ก็ ไม่มีปัญหา แต่ถ้า คิดมาก ก็จะ เป็นปัญหาใหญ่แน่นอน ควรหรือไม่ควรที่จะมี ภาพ ที่สะท้อน ความสำคัญ, ความสำเร็จ หรือพูดตรง ๆ ว่า ความยิ่งใหญ่ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ปรากฏอยู่ใน มิวสิควิดีโอเพลงชาติไทย แม้จะเป็นคำถามที่สำคัญยิ่งแต่ก็ยังไม่สำคัญยิ่งเท่ากับว่าถ้าคำตอบของคำถามแรกเป็น มีได้ – ไม่เสียหาย คำถามต่อมาก็คือ ควรจะปรากฏในลักษณะใด โดยพิจารณาประกอบกับ ภาพรวมทั้งหมด แต่ก็เช่นกันที่คำเตือนครั้งนั้นไม่ก่อให้เกิดผลอะไรมากนัก

•• ระยะเวลา ไม่ถึง 1 ปี จาก คัทเอาท์ต้อนรับที่เพชรบุรี-กระบี่, มิวสิควีดีโอเพลงชาติไทย มาสู่ งานทำบุญประเทศ 10 เมษายน 2548 และ ประชุมครม.ข้างปราสาทหินพนมรุ้ง 17 พฤษภาคม 2548 ขอ “เซี่ยงเส้าหลง” กราบวิงวอน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มา ณ บรรทัดนี้ “...ขออย่าให้ภาพลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกได้ไหม.” ถ้าพลิกประวัติศาสตร์การเมืองไทยในรอบ 60 ปีนี้ดูจะพบว่าไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวเนื่องกับ สถาบันพระมหากษัตริย์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ระมัดระวังอย่างสูง เพราะนี่คือ ฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้ นายกรัฐมนตรีหลายคน มีอันต้อง จากไปก่อนเวลาอันควร มาแล้วทุกยุคทุกสมัย

•• ไม่ต้องเชื่อ “เซี่ยงเส้าหลง” และไม่ต้องเชื่อ ศ.ระพี สาคริก แต่อยากให้ถามไถ่จาก ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ – เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในฐานะที่ท่านเคยเป็นนักวิชาการกฎหมายมหาชนที่ทั้งเข้าถึงและเข้าใจสารัตถะในเรื่องนี้ดีกว่าใคร ๆ พิสูจน์ได้จากงานเขียนชิ้นอมตะ ในหลวงกับประชาชน – เอกลักษณ์ประชาธิปไตยไทย ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกใน มติชนสุดสัปดาห์ ติดต่อกัน 2 ฉบับเมื่อ วันที่ 30 เมษายน 2536 และ วันที่ 6 พฤษภาคม 2536 และตีพิมพ์รวมเล่มอยู่ในหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คขนาดหนา กฎหมายกับทางเลือกของสังคมไทย ตีพิมพ์ครั้งที่ 1 เมื่อ เมษายน 2537 ความตอนหนึ่งท่านอรรถาธิบายไว้อย่างชัดเจนชนิดเสมือนเข้าไปนั่งอยู่กลางใจพสกนิกรผู้จงรักภักดีทั้งแผ่นดินว่า “...พระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะรัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงประพฤติปฏิบัติพระราชกรณียกิจทุกประการเพื่อประชาชนมาเป็นเวลาช้านาน นานจนประชาชนเกิดความรู้สึกร่วมกันทุกคนว่าสถาบันนี้เป็นของเขา ทำเพื่อเขา และจำเป็นยิ่งขาดไม่ได้สำหรับเขา เป็นสถาบันประชาธิปไตยในเนื้อหาโดยแท้.” งานชิ้นนี้น่าจะเป็นหนึ่งใน หนังสือดีที่นายกรัฐมนตรีแนะนำ ด้วยซ้ำ

ภาพและคำบรรยายใต้ภาพที่ลงตีพิมพ์ในหน้า 1 นสพ.กรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันจันทร์ที่ 11 เมษายน 2548 ที่ศ.ระพี สาคริกกล่าวถึงในจดหมายที่มีมาถึงสนธิ ลิ้มทองกุลฉบับที่ลงตีพิมพ์ในล้อมกรอบข้างล่าง

จดหมายจากศ.ระพี สาคริก

เรียน คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่เคารพ

ผมติดตามรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ แทบทุกวันศุกร์ ยกเว้นการเดินทางไปทำงานในพื้นที่

เพราะรายการที่คุณทำร่วมกับคุณสโรชา พรอุดมศักดิ์ มีเนื้อหาสาระที่ให้ประโยชน์ ทั้งในด้านเป็นข่าว และเป็นแง่คิดที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมของสังคม

เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา คุณหยิบยกเอาประเด็นคณะรัฐมนตรีจะจัดประชุมสัญจร ที่ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ซึ่งเมื่อ 60 ปีกว่ายังเป็นป่า ผมเคยไปเดินเกวียนอยู่ที่นั่น

ประเด็นสำคัญ คุณได้อธิบายชี้แจงว่า ปราสาทพนมรุ้งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับกษัตริย์ประกอบพิธี ซึ่งเป็นของสูงทางวัฒนธรรม แม้แต่ที่โบสถ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ก็เป็นสถานที่ซึ่งพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้นที่จะเข้าไปทำพ ิธีได้

ถ้าคนแต่ก่อนเขาพูดก็คงพูดว่า -- คนธรรมดาเข้าไปทำอะไรระวังเหาจะขึ้นหัว

คุณสนธิบอกว่า ลูกน้องคิดทำให้เจ้านาย เพื่อยกย่อง ถ้าเราไม่ลืมสัจธรรมสิ่งหนึ่งซึ่งมีผู้พูดครั้งแล้วครั้งเล่าว่า "ลูกน้องมักทำให้ผู้ใหญ่เสียหาย" ถ้าผู้ใหญ่ลืมตัว ขณะนี้เป็นกันมากจริง ๆ ครับ

เมื่อคุณหยิบยกเอาข้อความที่ว่า เช่น ในโบสถ์วัดพระแก้วมรกต "เรื่องนี้เกิดขึ้นแล้วครับ" คุณสนธิก็คงจะมีอยู่ในใจแล้วก็ได้

เ มื่อช่วงสงกรานต์ ผมชมข่าวทางโทรทัศน์ กล้องจับองค์พระแก้วมรกต กับจับที่คุณทักษิณ แยกกันเป็นทีละตอน ผมก็สงสัยแล้วว่าอาจเป็นที่เดียวกัน แต่ผมก็ไม่เชื่อสายตาว่าจะมีการอาจเอื้อมขนาดนั้น เพราะคนนี้ได้รับคัดเลือกมาจากประชาชนทั่วประเทศควรจะเป็นคนรู้จักเจียมตน

แต่วันรุ่งขึ้น ผมเห็นภาพสีเต็มหน้าหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และภาพสีในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ว่า นายกรัฐมนตรีเข้าไปเป็นประธานประกอบพิธีศาสนาในโบสถ์วัดพระแก้ว แถมยังแต่งตัวแบบลำลอง นั่งบนพรมสีแดง มีเจ้าหน้าที่เข้าไปก้มศีรษะมอบเครื่องกรวดน้ำให้

ผมไม่เคยเห็นภาพอย่างนี้มาก่อนในชีวิต

เห็นแต่องค์พระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์แต่งฉลององค์ด้วยเครื่องราชอิสริยยศเท่านั้น

หลายคนเอาภาพนี้มาให้ดูกัน และคิดกันเอาเอง ทำให้ผมนึกในใจว่า ขณะนี้บ้านเมืองเกิดอาเพศขึ้นมาแล้วหรือ ?

อย่างที่โบราณกล่าวความตอนหนึ่ง ไว้ว่า “กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยจะถอยจม” ผมดูแล้วใจหดหู่มากครับ

ที่คุณสนธิกล่าวสาปแช่งไว้ตอนใกล้จะปิดรายการ ผมว่ามันยังน้อยไป

คุณสนธิพูดเรื่อง เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ หากจำได้ เมื่อไม่กี่ปีมานี้มีเรื่อง "ผักสวนครัว รั้วกินได้" มีหนังสือพิมพ์ผู้จัดการมาขอสัมภาษณ์ความคิดเห็นจากผม ผมพูดไว้ตอนหนึ่งว่า

"ถ้าเอาเรื่องจริง ๆ อาจไม่มีคุกจะใส่พอ"
คนในเกษตร โกรธผมมาก ถึงกับกล่าวว่า "เกิดในเกษตร แท้ ๆ พูดยังงี้ได้ยังไง ?" ผมไม่อยากโต้เถียง เพราะถือว่าพูดด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่า "ถ้าไม่รักกันจริง ก็ไม่พูดตรง ๆ"

แต่การที่มีคนกลุ่มหนึ่งพูดว่า เกิดในเกษตรแท้ ๆ พูดได้ยังไง ? มันสะท้อนให้เห็นความรู้สึกของคนในเกษตรส่วนมาก ถือพวกมาตั้งแต่อยู่ในระบบการจัดการศึกษาแล้ว ยิ่งมาโดนนักการเมืองสมัยนี้ด้วย ยิ่งช้ำหนัก

ผมเคยตอบคำถามโทรทัศน์หน้าอนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์ ที่เขาถามว่า อาจารย์รักเกษตรหรือเปล่า ?

ผมตอบ รักสิครับเพราะเป็นของพื้นฐานแผ่นดินไทย แต่ผมไม่ใช่พวกเกษตร ?

ใครจะคิดได้ไม่ได้ก็แล้วแต่ครับ แต่มันเป็นมานานแล้ว จึงทำให้ปัญญามืดบอด ไม่ยังงั้นชีวิตเกษตรกรจะดีกว่านี้มาก

ด้วยความเคารพอย่างสูง
ระพี สาคริก

ตัวอย่างจดหมายต้นฉบับจาก ศ.ระพี สาคริก ที่ส่งถึง "สนธิ ลิ้มทองกุล"

บ้าน..ในมุมมองศาสนา

บ้าน3มุมมองศาสนา ครอบครัว-เสียสละ

30 พฤษภาคม 2548 กองบรรณาธิการ

เสวนาบ้านในมุมมอง พุทธ คริสต์ อิสลาม เสนอมุมมองเดียวว่าต้องอยู่ร่วมกันด้วยความรัก เสียสละ เกื้อกูลกัน การให้อภัยในครอบครัวถึงจะประกอบเป็นบ้าน

นอกจากนี้วงเสวนายังกล่าวถึงการสร้างสันติภาพโลก โดยแนะรัฐเปิดเผยผลสืบสวนคดีทนายสมชาย จะช่วยสร้างสันติภาพ 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้

ภายในงานเปิดสำนักงานใหม่ของ "กลุ่มเสขิยธรรม-มูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์" บ้านเลขที่ 14/63 หมู่บ้านสวยริมธาร 2 ซอย 5 ถ.ทวีวัฒนา-กาญจนาภิเษก แขวงทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา กทม. ไฮไลต์ของงานคือ การเสวนา "บ้านใหม่" ในมุมมอง พุทธ คริสต์ อิสลาม จาก อ.เสาวนีย์ จิตต์หมวด หนึ่งในคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ตัวแทนอิสลาม บาทหลวงวิชัย โภคทวี จากคริสต์ และภิกษุณีธัมมนันทา จากศาสนาพุทธ โดยมี นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ดารานักรณรงค์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

อ.เสาวนีย์กล่าวต่อว่า บ้านอิสลามซึ่งแตกต่างจากศาสนาอื่น ไม่มีสถาบันนักบวช และสนับสนุนให้ทุกคนแต่งงานมีบ้าน ร่วมกันครองเรือนครองธรรม ทั้งนี้ บ้านของอิสลามจะแบ่งได้เป็น 4 ประการ 1.บ้านความเป็นศาสนา 2.บ้านเป็นสถาบันการศึกษา 3.บ้านต้องมีภาคการเป็นวัฒนธรรม 4.บ้านเป็นภาวะแห่งสังคม โดยที่อิสลามจะกำหนดบทบาทของคนในบ้านอย่างชัดเจน สามีรับผิดชอบเรื่องเศรษฐกิจ ผู้หญิงดูแลบ้าน ส่วนบ้านในความหมายของมุสลิมที่แท้จริงมองว่า จะเต็มไปด้วยแมกไม้และสายน้ำเป็นสิ่งนิรันดร์ โลกปัจจุบันเป็นเพียงสิ่งชั่วคราวเท่านั้น

อ.เสาวนีย์กล่าวถึงภาพอิสลามในสายตาเพื่อนร่วมชาติว่า ในบริบทของสังคมไทย อิสลามนั้นภาพที่ออกมาเป็นลบ ในมุมมองของซีกโลกตะวันตกจะแบ่งเป็น 2 ภาค คือ 1.เป็นพวกงมงายศาสนาสุดโต่ง 2.มุสลิมเป็นผู้ก่อการร้าย ในสังคมไทยมองว่าเป็นผู้ก่อการและผู้แบ่งแยกดินแดน จากสาเหตุดังกล่าวชาวมุสลิมจึงต้องทำงานหนักเพื่อชี้แจงให้เพื่อนร่วมชาติเข ้าใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมุสลิมปิดตัวเอง เป็นจุดที่ผิดพลาดตั้งแต่อดีต เมื่อเกิดปัญหาภาพปริแยกจึงออกมา

บาทหลวงวิชัย ตัวแทนจากคริสต์ กล่าวว่า สิ่งก่อสร้างทั่วไปจะเป็นบ้านไม่ได้ ถ้าไม่มีคนอยู่ บ้านจะต้องมีจิตวิญญาณ มีความเป็นครอบครัว การมาร่วมชีวิต สร้างชีวิตร่วมกันจนกว่าจะหาไม่ โดยหลักสอนของศาสนาคริสต์บอกว่า ความรักไม่ใช่ตรงข้ามกับความชั่ว แต่ตรงข้ามกับความเห็นแก่ตัว ดังนั้นต้องลดความเป็นตัวตน พยายามที่จะเข้าใจกัน เมื่อนั้นบ้านจะเป็นเกราะคุ้มกันเรา

"คู่รักเริ่มแรกจะดูที่ความหวานแหวว ความรู้สึกไม่ได้ตระหนัก ว่าสาเหตุที่แท้จริงจะทำให้ทั้งคู่มีความเป็นชีวิตได้คือ ความเสียสละ" ตัวแทนจากศาสนาคริสต์กล่าว

ภิกษุณีธัมมนันทา กล่าวว่า หัวใจของบ้านก็คือแม่ ซึ่งคอยโอบอุ้ม ดูแลภายในบ้าน ไม่จำเป็นต้องมีห้องรับแขก แต่ต้องมีห้องครัว เพราะความรักของแม่ที่มีให้กับลูกนั้นเป็นรักที่ไม่มีเงื่อนไข ดังนั้นความเป็นแม่จึงเกื้อหนุนให้บ้านอยู่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวงเสวนาได้มีการพูดเรื่องการสร้างสันติภาพในโลก โดยหยิบยกปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาหารือ โดย อ.เสาวนีย์ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า สาเหตุที่แก้ปัญหาไม่สำเร็จ เพราะกรณีการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร ที่ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผย ซึ่งเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้กองไฟที่สุมอยู่ลุกไหม้ขึ้น เพราะประชาชนไม่ไว้ใจรัฐบาล

"ทนายสมชายได้มาเข้าฝันตน ขณะเดินทางไปออสเตรเลียว่า พี่มันฆ่าผม พี่ไปบอกใครๆ ด้วย มันฆ่าผม" หนึ่งในคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ ระบุ.

ภาพบรรยากาศในงาน

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 29, 2548

เซ็กซ์กับบุหรี่

ปลุกเซ็กซ์คืนชีพปึ๋งปั๋งเหมือนเดิม หลังเลิกบุหรี่ 3 เดือน

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 พฤษภาคม 2548 12:39 น.
“ หมอสุชัย” เยี่ยมค่ายสมาร์ตแคมป์ต้นแบบที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อเปลี่ยนเส้นทางเยาวชนไทยไม่ให้เป็นทาสบุหรี่ พบว่าได้ผลดี ชี้ขณะนี้คนอีสานติดบุหรี่มากที่สุดในประเทศ มั่นใจโครงการนี้จะสร้างแกนนำต้านบุหรี่ได้ 50,000 คน ชี้ผลวิจัยหากหยุดสูบบุหรี่ 3 เดือน เซ็กซ์จะกลับมาปึ๋งปั๋ง

ศ.นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.วิชัย เทียนถาวร ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.สมยศ ดีรัศมี ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยม “ค่ายเยาวชนสดใส หัวใจแข็งแกร่ง” หรือสมาร์ตแคมป์ ต้นแบบของประเทศที่จังหวัดอุบลราชธานี ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเยาวชนอายุ 12-25 ปี ที่สูบบุหรี่หรือเป็นกลุ่มเสี่ยง ก่อนขยายผลไปทั่วประเทศในเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2548

ศ.นพ.สุชัย กล่าวว่า ปัจจุบันการแพร่ระบาดของการบริโภคยาสูบได้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทั่วโลก ประชากรโลก 1 ใน 3 หรือประมาณ 1,100 ล้านคน ที่มีอายุมากกว่า 15 ปี สูบบุหรี่เป็นประจำ สำหรับประเทศไทย จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2547 พบค นไทยอายุ 11 ปีขึ้นไป ติดบุหรี่ 9.6 ล้านคน ต้องสูบทุกวัน โดยอยู่ในภาคอีสานมากที่สุด 3.5 ล้านคน เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 24 ปี เกือบ 2 ล้านคน โดยเฉลี่ยสูบวันละ 10.6 มวน ในจำนวนนี้เริ่มสูบก่อนอายุ 10 ปี จำนวนกว่า 30,000 คน มีผู้เสียชีวิตจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ ได้แก่ โรคมะเร็งปอด โรคถุงลมโป่งพอง และโรคหัวใจ ปีละ 52,000 คน เสียค่าใช้จ่ายในการรักษามากกว่าปีละ 40,000 ล้านบาท เฉลี่ยวันละ 126 ล้านบาท ในขณะที่รายได้จากภาษีบุหรี่และกำไรของโรงงานยาสูบที่เก็บได้วันละ 112 ล้านบาทเท่านั้น

ศ.นพ.สุชัย กล่าวต่อว่า ในการเร่งสกัดกั้นปัญหาของไทย ในปี 2548 กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำโครงการสมาร์ตแคมป์เป็นครั้งแรกของประเทศ โดยรับเยาวชนอายุ 12-25 ปี ที่สูบบุหรี่หรือเป็นกลุ่มเสี่ยงจากทุกอำเภอทั่วประเทศอำเภอละ 60 คน รวมจำนวน 52,560 คน เข้ารับการอบรมหลักสูตรฟรี 3 วัน มีนักวิชาการทุกสาขาร่วมทีม ให้ทุกจังหวัดดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2548 เพื่อชี้แนะให้เยาวชนตระหนักถึงอันตรายและผลเสียของการสูบบุหรี่ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ถูกต้อง ไม่สูบบุหรี่ ผู้ที่สูบแล้วก็สามารถเลิกบุหรี่ได้ในที่สุด โดยกระทรวงสาธารณสุขจะให้เป็นแกนนำในการรณรงค์ในกลุ่มเพื่อนในชุมชนต่อไป นำร่องที่เขต 14 ประกอบด้วยอำนาจเจริญ อุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ

ศ.นพ.สุชัย กล่าวต่อไปว่า บุหรี่ทำให้ติดง่าย เลิกยาก เพราะมีฤทธิ์เสพติดสูง เหตุที่เยาวชนไทยสูบบุหรี่ส่วนใหญ่เกิดจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และบุหรี่ยังเป็นตัวนำเยาวชนติดสารเสพติดที่รุนแรง จึงต้องเร่งมาตรการสกัดกั้นคนกลุ่มนี้ทุกวิถีทาง ทั้งมาตรการทางกฎหมาย เช่น การห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ การห้ามการโฆษณา การห้ามการจำหน่ายบุหรี่แก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี การพิมพ์ภาพคำเตือนอันตรายพิษภัยจากการสูบบุหรี่ การสร้างค่านิยมคนรุ่นใหม่ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งได้ผลดีในระดับหนึ่ง ลดผู้สูบประจำซึ่งเป็นรายเก่าได้ปีละประมาณ 200,000 คน แต่ในกลุ่มเยาวชนยังมีนักสูบหน้าใหม่เพิ่มขึ้นปีละ 200,000-300,000 คน จึงต้องแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

“ ผลวิจัยพบว่า ทันทีที่หยุดสูบบุหรี่ทั้งร่างกายจิตใจจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นทันที โดยสารนิโคตินและคาร์บอนมอนอกไซด์ที่จับแน่นในเม็ดเลือดแดงจะถูกขับออกจากร่ างกายภายใน 24-48 ชั่วโมง ภายใน 72 ชั่วโมงจะไม่มีกลิ่นบุหรี่ติดตัว ตุ่มรับรสที่ลิ้นทำงานดีขึ้น กินอาหารอร่อยขึ้น และภายใน 3 เดือนปอดจะทำงานเป็นปกติ ไอน้อยลง ที่สำคัญในช่วงนี้ผู้ชายที่เคยเซ็กซ์เสื่อมจะมีการทำงานของอสุจิใกล้เคียงกั บสภาวะปกติ และเชื้ออสุจิเพิ่มขึ้นด้วย สมรรถภาพทางเพศกลับมาเป็นปกติ” ศ.นพ.สุชัยกล่าว

ทางด้าน นพ.สมยศ กล่าวว่า สมาร์ตแคมป์ที่ดำเนินการนำร่องใน 4 จังหวัด มีทั้งหมด 64 ค่าย คือ ที่อุบลราชธานี 25 ค่าย ศรีสะเกษ 22 ค่าย ยโสธร 9 ค่าย และอำนาจเจริญ 8 ค่าย มีเยาวชนเข้าร่วม 3,840 คน ดำเนินการพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 27-29 พฤษภาคม 2548 โดยครูประจำโรงเรียนจะเป็นผู้คัดเลือกเยาวชนที่สูบบุหรี่ รวมทั้งการสมัครใจของเยาวชนจากโรงเรียนมัธยมและอาชีวศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมค่ าย ซึ่งกว่าร้อยละ 90 เป็นเด็กมัธยมปลาย มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ครู และตำรวจเป็นวิทยากรประจำค่าย

“การสูบบุหรี่ในโรงเรียนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โยงใยหลายฝ่าย เด็กที่สูบบุหรี่บางคนผู้ปกครองไม่รู้ ขณะเดียวกันเด็กก็ไม่ต้องการให้พ่อแม่รู้ เพราะกลัวพ่อแม่เสียใจ หรือครูบางโรงเรียนรู้ว่าเด็กในโรงเรียนสูบบุหรี่แต่ไม่กล้าบอกสังคมเพราะกล ัวโรงเรียนเสียชื่อ ดังนั้นโครงการนี้จึงถือว่าดีมากที่จะร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยกระบวนการอบรมให้เด็กมีจิตใจที่เข้มแข็ง มีพลังในการต้านภัยบุหรี่ และปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม” นพ.สมยศกล่าว

จากการทดลองทำค่ายต้นแบบ 1 ค่ายที่จังหวัดอำนาจเจริญ เมื่อวันที่ 15-17 พฤษภาคม 2548 พบว่าเยาวชนที่เข้ารับการอบรมมีอายุระหว่าง 12-18 ปี จำนวน 60 คน โดยร้อยละ 60 ติดบุหรี่ เหตุการสูบมาจากอยากลอง เพื่อนชักชวน เพื่อต้องการให้ได้รับการยอมรับในหมู่เพื่อน และเป็นการแสดงการเป็นผู้ใหญ่ หลังผ่านกระบวนการอบรมในค่ายแล้วเยาวชนทุกคนรู้สึกพอใจในกิจกรรมของค่าย และถ้ามีโอกาสต้องการเข้าร่วมค่ายลักษณะนี้อีก ที่สำคัญเ ยาวชนทุกคนยอมรับที่จะเลิกสูบบุหรี่ และเข้ารับการบำบัดต่อเนื่องที่คลินิกอดบุหรี่จนกว่าจะเลิกได้ พร้อมให้คำปฏิญาณว่า “ไม่ซื้อ ไม่ขอ ไม่สูบ”

นอกจากนี้ ทางเขตฯ 14 ยังได้จัดทำแผนรองรับเยาวชนภายหลังเสร็จจากกิจกรรมเข้าค่าย โดยเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ประจำคลินิกอดบุหรี่โรงพยาบาลแห่งละ 2-3 คน รวมทั้งหมด 54 แห่ง เพื่อรองรับการบำบัดเยาวชนที่ยังอดบุหรี่ไม่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยจะบำบัดให้ฟรี และได้อบรมหลักสูตรการให้คำปรึกษาแก่พยาบาลในโรงพยาบาลทุกคน เพื่อค้นหา แนะนำผู้ป่วยสูบบุหรี่ที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลให้มารับคำแนะนำที่คล ินิกอดบุหรี่ การค้นหาผู้สูบบุหรี่ในชุมชนมีแผนจะอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขทุกคนให้มีความรู ้เรื่องโทษ พิษภัยบุหรี่ ออกไปให้คำแนะนำเชิญชวนประชาชนในหมู่บ้านเข้ามารับการบำบัดที่คลินิกอดบุหรี ่อีกทางหนึ่ง

วันอังคาร, พฤษภาคม 24, 2548

เศรษฐศาสตร์แหกคอก "พอล ครุกแมน"

.......................................

เปลือยคมความคิด-ตัวตน เศรษฐศาสตร์แหกคอก "พอล ครุกแมน"

ระหว่างวันที่ 17-18 พฤษภาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยมีโอกาสต้อนรับ "ศาสตราจารย์ พอล ครุกแมน" นักเศรษฐศาสตร์ชื่อก้อง และ คอลัมนิสต์ฝีปากกล้า แห่งนิวยอร์กไทมส์ ในฐานะวิทยากร ที่ได้รับเชิญมาปาฐกถาพิเศษ ให้กับงานเลี้ยงอาหารค่ำ 2 วันสองสไตล์ ซึ่งจัดโดยเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ร่วมกับหนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล เฮรัลด์ ทรีบูน

ห ลายคนบอกว่า ความน่าสนใจของพอล ครุกแมน อยู่ที่แนวคิดของเขา ที่สามารถกระตุกความคิดให้คนจำนวนหนึ่งให้คล้อยตาม ชื่นชม และเกาะติดงานของเขา โดยเฉพาะบทความในนิวยอร์กไทมส์ แต่ขณะเดียวกัน ก็เรียกเสียงวิจารณ์ค่อนขอดจากคนในแวดวงเศรษฐศาสตร์ และนักการเมือง (ฟากรีพับลิกัน) ที่เกลียดงานเขียนของครุกแมนชนิดเข้าไส้

แต่ยิ่งมีเสียงวิจารณ์มาก ครุกแมนก็ยิ่งโด่งดัง และเป็นที่สนใจใคร่รู้ของคนทั่วไป

แ หกคอก... สวนกระแสคือ คำจำกัดความกรอบความคิดของพอล ครุกแมน แต่เพื่อนพ้องที่ใกล้ชิดมักจะบอกว่า ปรัชญาแนวคิดของครุกแมน คือ Neo-Keynesian มากกว่า

ในหลายๆ ครั้งที่แนวคิดของเขาสะท้อนออกมาจากงานเขียน ดังเช่นในเรื่อง The Myth of Asia"s Miracle ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร "Foreign Affair" เมื่อปี 2537 ซึ่งนอกจากจะสร้างชื่อให้คนรู้จักพอล ครุกแมนแล้ว ยังเป็นผลงานสวนกระแสหลักที่ทำให้โลกหันมามองนักเศรษฐศาสตร์เครางามด้วยความ ทึ่ง

งานชิ้นดังกล่าวชำแหละเศรษฐกิจมหัศจรรย์ของเอเชียว่า เป็นเสมือนภาพจอมปลอม เป็นเพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบฟู่ฟ่า ซึ่งแท้จริงแล้ว เป็นการเติบโตจากแรงขับเคลื่อนของการโหมใช้แรงงานราคาถูกและทรัพยากรจำนวนมา ก จนส่งผลให้เศรษฐกิจพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว แต่การเติบโตเช่นนั้น จะไม่ยั่งยืน ซึ่งครุกแมนเชื่อว่า เมื่อเวลาผ่านไป เศรษฐกิจมหัศจรรย์ของเอเชียจะแผ่วปลายในที่สุด

เสียดายว่า ในบทวิเคราะห์ชิ้นนั้น ครุกแมนไม่ได้คิดไปไกลว่าเศรษฐกิจของเอเชียจะเผชิญวิกฤตหรือไม่

แ ต่แค่งานเขียนของเขาเผยแพร่ นักเศรษฐ ศาสตร์กระแสหลักในเอเชีย และรัฐบาล ต่างก็รุมสับมุมมองของเขาเสียยับเยิน เพราะใครจะเชื่อว่า เศรษฐกิจมหัศจรรย์ของเอเชีย ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้ไหลเข้าอย่างไม่ขาดสายจะตกม้าตาย หลังคำทำนายของครุกแมนเพียง 3 ปี เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ลอยตัวค่าเงิน และนำพาประเทศไปสู่วิกฤตอย่างรวดเร็ว เป็นวิกฤตเอเชียที่โลกไม่เคยลืมเลือน

จ นกระทั่งเมื่อเกิดวิกฤตในเอเชียเมื่อปี 2540-241 ความเป็นตัวตนของครุกแมนจึงกลับมาอีกครั้ง โดยครั้งนั้นสามารถเขย่าเครดิตของสถาบันระหว่างประเทศ อย่างธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่เข้ามารับบทพี่เลี้ยงในประเทศเอเชียที่เผชิญวิกฤต โดยในขณะที่ไอเอ็ม เอฟเลือกที่จะแจกสูตรยาขมให้ประเทศไทย อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ คุมเข้มนโยบายการเงิน และอัตราดอกเบี้ยสูง

ไอเดียของพอล ครุกแมน กลับฉีกแนวไปแบบสุดขั้ว เขาเสนอให้เอเชียนำมาตรการจำกัดกระแสเงินทุนที่ไหลเข้า-ออกประเทศ ที่เรียกว่า capital control มาใช้ ซึ่งครั้งนั้นเอเชียกำลังสับสน ไม่มีใครสนใจฟัง ยกเว้น ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียในช่วงเวลานั้น

มาเลเซียยอมรับลูกครุกแมน และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศของเอเชีย ที่สามารถประคับประคองเศรษฐกิจที่อยู่ติดกับประเทศไทยให้รอดพ้นผลกระทบลุกลา มจากวิกฤตเอเชียมาได้อย่างสวยงาม

ในประเด็นวิกฤต ครุกแมนมองสวนทางกัน ส่วนใหญ่ที่มักจะเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเป็นเรื่องที่ป้องกันได้ยาก แต่เขาคิดว่าไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป

แนวคิดสวนกระแสครั้งล่ าสุดของเขาสามารถหาอ่านได้จากหนังสือเรื่อง The Great Unraveling หนังสือรวมงานเขียนที่วิจารณ์ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช อย่างตรงๆ และเผ็ดร้อน ที่เขียนให้กับนิวยอร์กไทมส์ กับหนังสือเล่มนี้ ชำแหละตั้งแต่การตัดสินใจทำสงคราม ที่มีวาระซ่อนเร้นอยู่ที่บ่อน้ำมันอันอุดมของอิรัก จนถึงนโยบายปฏิรูประบบประกันสังคม และนโยบายลดภาษีที่ดูเหมือนจะเอื้ออาทรต่อชาวอเมริกันทั้งประเทศ แต่ชนชั้นเศรษฐีกลับได้ประโยชน์มากที่สุด ซึ่งครุกแมนเรียกแบบเหน็บๆ ว่า เป็น Bushonomics

บทความอันเผ็ดร้อนของครุกแมนที่ตั้งป้อมเป็น "ขาประจำ" ของรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ถูกใจชาวเดโมแครต จนรู้สึกว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องอ่าน ขณะที่ชนชั้นกลางจำนวนมาก โดยเฉพาะในวอชิงตัน ก็มักจะหยิบยกเอาสาระในบทความของครุกแมนมาพูดถึงกันอยู่เสมอในช่วงพักเที่ยง หรือไม่ก็รับประทานอาหารค่ำ บ้างก็ด้วยความชื่นชมศรัทธา แต่บางคนก็พูดถึงด้วยความหมั่นไส้ แต่กับพลพรรครีพับลิกันแล้ว สาปส่งงานของครุกแมนอย่างออกหน้าออกตา

ความเป็น "ขาประจำ" ของบุช ทำให้ครุกแมนได้รับการกล่าวขวัญถึงว่า เป็นคอลัมนิสต์เศรษฐศาสตร์การเมืองที่มีบทบาทสำคัญมากที่สุดในวงการสื่ออเมร ิกันในขณะนี้

ในอีกด้านหนึ่ง ถึงจะทุ่มเทเวลาให้กับงาน คอลัมนิสต์ 2 ฉบับต่อสัปดาห์ในนิวยอร์ก ไทมส์ แต่ครุกแมนยังมีหัวใจของนักเศรษฐศาสตร์อยู่เต็มเปี่ยม โดยปัจจุบันเขายังตั้งหน้าตั้งตาสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัย Princeton และเป็นคอลัมนิสต์ให้กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์

รางวัลเกียรติย ศที่เขาได้รับในช่วงต้นๆ บนเส้นทางนักคิด คือ รางวัลเหรียญทอง "จอห์น เบตส์ คลาร์ก" John Bates Clark Medal รางวัลสำคัญ ที่ให้เฉพาะกับนักเศรษฐศาสตร์ที่มีอายุไม่เกิน 40 ปี ที่ทำคุณประโยชน์ต่อความคิดและความรู้ ทางเศรษฐศาสตร์

สำหรับผลงานที ่น่าสนใจในช่วงที่ผ่านมาของครุกแมน นอกจาก "The Myth of Asia"s Miracle" และ "The Great Unraveling" แล้ว ยังรวมถึง What is Wrong with Japan ? และ Japan"s Trap ที่ครุกแมนประมวลภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่น และปัญหาที่ดึงญี่ปุ่นไปอยู่ภาวะกับดักสภาพคล่อง ตลอดจนแนวทางกอบกู้ให้ญี่ปุ่นหลุดพ้นจากภาวะถดถอยดังกล่าว จนมีคนเรียกครุกแมนว่า สถาปนิก ที่วางโครงร่างให้กับนโยบายดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์

The Return of Depression Economics งานเขียนที่ครุกแมนประมวลวิกฤตเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1990 ปัญหาใน ละตินอเมริกา เรื่อยมาจนถึงวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียเมื่อปี 2540 - 2541



ประชาชาติธุรกิจ หน้า 16
19 May 2005

สัจจะอธิษฐาน สัจนิยม อุดมคตินิยม

..................................................


สัจจะอธิษฐาน สัจนิยม อุดมคตินิยม



ก็ผ่านไปแล้ว สำหรับสัปดาห์วันวิสาขบูชา ซึ่งทางองค์การสหประชาชาติถือว่าเป็นวันสำคัญสากลของโลกวันหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะว่า ในการประชุมพุทธศาสนิกชนสากล (International Buddhist Conference) ณ กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา ในปี 2541 ที่ประชุมได้แสดงความประสงค์ที่จะให้วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญสากลโดยให้ถือเป็นวันหยุดของสำนักงานใหญ่และที่ทำการองค์การสหป ระชาชาติ


ณ ตอนนั้น ผู้แทนประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา อาทิ บังกลาเทศ ภูฏาน กัมพูชา อินเดีย ลาว มัลดีฟส์ มองโกเลีย พม่า เนปาล ศรีลังกา และ ไทย ได้รวมกันเสนอวาระเข้าที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ เพื่อเสนอสมัชชาสหประชาชาติรับรองข้อมติที่จะประกาศให้ วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากล


หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2542 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติก็ได้รับรองให้ "วันวิสาขบูชา" เป็นวันสำคัญสากล ซึ่งสำนักงานใหญ่และที่ทำการสหประชาชาติจะจัดให้มีการรำลึกถึงตามความเหมาะส ม


โดยในปีนี้ ประเทศไทยก็ได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน วิสาขบูชาโลก โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ชาวพุทธทั้งเถรวาทและมหายานจากทั่วโลกมาร่วมกันทำ กิจกรรมเพื่อเป็นพุทธบูชา สื่อสารธรรมไปสู่ประชาคมโลก ซึ่งเป็นที่มาของการรณรงค์เรื่องการตั้ง "สัจจะอธิษฐาน :ทำดีได้ ไม่ต้องเดี๋ยว" โดยมีท่านนายกฯ ทักษิณ เป็นพรีเซ็นเตอร์ ซึ่งก็ได้มีการโหมประโคมกันทาง วิทยุ ทีวี. ส่งข้อความทางระบบเอสเอ็มเอสกันอย่างเป็นกระแส


นายกฯ ทักษิณ ตั้งสัจจะอธิษฐานว่าอย่างไร ก็คงเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว เพราะสื่อมวลชนก็ได้เอามานำเสนอกัน แต่ที่อยากรู้มากไปกว่านั้นก็คือ คณะรัฐมนตรีคนอื่นๆ ได้คิดตั้งสัจจะอธิษฐานของแต่ละคนกันว่าอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ก็เพราะว่าในทางทฤษฎีทางการเมืองแล้ว นักการเมืองส่วนใหญ่มักมีแนวโน้มที่จะนิยมชมชอบแนวทางสัจนิยม (Realism) มากกว่าการตั้งสัจจะอธิษฐาน


ที่ผ่านมา มีความเข้าใจผิดบางประการเกี่ยวกับคำว่า "สัจนิยม" หรือ "แนวทางสัจนิยม" (Realism)


จริงๆ แล้ว สัจนิยมไม่ได้หมายความถึง คน หรือ พรรคการเมือง ที่นิยมการรักษาสัจวาจา หรือ สัจคำพูด


แต่ สัจนิยม (Realism) เป็น แนวทางที่ใช้ศึกษาการเมืองในแง่ของการพิจารณาความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในโลกเ ป็นหลัก มองโลกในแง่ร้าย และไม่พยายามเสนอแนะหลักการทางปรัชญาหรือศีลธรรมเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก แต่ได้พิจารณาตามหลักความเป็นไปในโลก และเสนอแนะแนวทางในการปรับตัวตามสภาพความเป็นจริงเพื่อผลประโยชน์เป็นสำคัญ


ฮันส์ เจ มอร์เกนธอ (Hans J. Morgenthau) นักคิดคนสำคัญของแนวทางสัจนิยม ได้เสนอหลักการของสัจนิยมการเมือง (Political realism) ไว้พอสรุปได้ดังนี้


1. การเมืองขึ้นกับธรรมชาติของมนุษย์ โดยแนวทางสัจนิยมถือว่าการเมืองนั้นขึ้นกับกฎเกณฑ์ตายตัวซึ่งมาจากพื้นฐานธร รมชาติของมนุษย์ สัจนิยมเชื่อว่า เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยน ดังนั้นหากเราสามารถค้นพบข้อเท็จจริงจากธรรมชาติมนุษย์ โดยการศึกษาอย่างมีเหตุผลปราศจากอคติแล้ว เราก็จะพบกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเมืองซึ่งน่าเชื่อถือและช่วยให้เข้าใจการตัดสิ นใจของนักการเมืองได้


2. ผลประโยชน์คืออำนาจ สัจนิยมเชื่อว่า การเมืองคือเรื่องของอำนาจ ทุกคนต่างดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้อำนาจ เนื่องจากอำนาจช่วยปกป้องผลประโยชน์ที่มีอยู่และส่งเสริมผลประโยชน์เหล่านั้ น อำนาจและผลประโยชน์เป็นสิ่งคู่กัน ดังนั้น การศึกษาการเมือง ก็คือการศึกษาเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์นั่นเอง


3. อำนาจและผลประโยชน์เปลี่ยนแปลงไปได้ พวกสัจนิยมเชื่อว่า อำนาจและผลประโยชน์ในแต่ละเรื่อง แต่ละสถานการณ์ย่อมแตกต่างกัน และเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป อำนาจและผลประโยชน์เหล่านี้ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย


4. ต้องแยกการเมืองกับศีลธรรมออกจากกัน แนวทางสัจนิยมยอมรับว่าศีลธรรมมีความสำคัญต่อการดำเนินการทางการเมือง แต่เห็นว่ากฎเกณฑ์ทางศีลธรรมเป็นคนละเรื่องกัน ดังนั้น การนำหลักศีลธรรมสากลมาใช้กับการดำเนินการทางการเมืองโดยตรงย่อมไม่อาจใช้ได ้ ดังนั้นจึงต้องปรับให้เข้ากับสถานการณ์ความเป็นจริง


แต่ในทางตรงกันข้ามกับ "แนวทางสัจนิยม" ก็มีแนวทางอีกแนวทางหนึ่งที่ศึกษาการเมืองในแง่ของศีลธรรม หรือจริยธรรม ด้วยเหตุที่แนวคิดนี้อาศัยหลักจริยธรรม จึงถูกเรียกว่า "แนวทางอุดมคตินิยม" (Idealism)


นักการเมืองแนวอุดมคตินิยมนี้ เป็นกลุ่มคนที่มองโลกในแง่ดี สนใจเรื่องศีลธรรม ค่านิยม เป้าหมายปลายทางของสังคมมนุษย์ และพยายามเสนอแนะหนทางในอุดมคติที่สังคมโลกควรจะเป็น มากกว่าจะยึดข้อเท็จจริงเป็นพื้นฐานในการเสนอแนะ


โดยทั่วไปอาจจะสรุปแนวคิดของนักการเมืองแนวอุดมคติได้ดังนี้


1. ค่านิยมและศีลธรรมเป็นสิ่งที่จำเป็นในสังคม นักการเมืองแนวอุดมคติมีความเห็นว่า ค่านิยมและศีลธรรมเป็นสิ่งที่ต้องนำมาศึกษา ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้มีหลักการหรือมาตรฐานที่จะชี้แนะให้มนุษย์ได้ปฏิบัติ ตนได้ถูกต้อง เพื่อความยุติธรรม ถูกต้อง และสันติภาพ


2. เชื่อในพลังของเหตุผล นักคิดการเมืองแนวอุดมคติเชื่อมั่นในหลักเหตุผล ทั้งนี้ก็เพราะพวกเขาเชื่อว่า ถ้ามนุษย์ได้รับฟังเหตุผลแล้ว ก็จะเลือกแนวทางที่ชอบด้วยศีลธรรม พร้อมกับนำพาสังคมไปสู่ความก้าวหน้า พัฒนา


3. เชื่อมติมหาชน แนวทางอุดมคตินิยมเชื่อว่ามติมหาชนย่อมถูกต้อง เพราะโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ต้องการสิ่งที่ดีที่ถูกที่ควรและที่เป็นจริง โดยเฉพาะผู้นำของประเทศ ควรที่จะต้องเปิดเผยความจริงต่าง ๆ แก่ประชาชน ทั้งนี้เพื่อประชาชนจะได้แสดงความคิดเห็นที่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง


ถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับสมาชิกพรรคไทยรักไทย และรัฐบาล แล้วทำให้บอกได้เลยว่า ผู้นำประเทศของเราไม่ใช่นักการเมืองแนวคตินิยม เพราะไม่ได้มีท่าทีอะไรที่จะเปิดเผยความจริงต่าง ๆ ให้ประชาชนชาวไทยเราเลย ดังมีตัวอย่างให้เห็นตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่


เรื่องแรก เมื่อ ส.ส. พรรคไทยรักไทย ทำผู้หญิงท้องแล้วไม่ยอมรับ ท่าทีของพรรคไทยรักไทยก็เฉยไม่ยอมทำอะไร


เรื่องที่สอง เมื่อมีข่าวที่ ส.ส. พรรคไทยรักไทย อมเงินที่กองสลากกินแบ่งรัฐบาล แบ่งบริจาคให้วัด หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ก็บอกว่า เป็นการบกพร่องโดยการสุจริต


เรื่องที่สาม กรณี ส.ส. ไทยรักไทย เสียบบัตรแทนกัน ก็สรุปได้เพียงแค่ว่า มีการเสียบบัตรแทนกันจริง แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ


เรื่องที่สี่ กรณี สินบน "CTX 9000" แทนที่ ท่านนายกฯ จะใช้หลักคิดของนักการเมืองแนวอุดมคติ ในการเชื่อมติมหาชนที่ต้องการให้มีการแสวงหาข้อเท็จจริงภายในประเทศและเร่งใ ห้มีการสืบสวน เพื่อเปิดเผยความจริงให้กับประชาชน ท่านนายก ฯ กลับไปขอให้ทางบริษัท จีอี อินวิชั่น และกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ออกหลักฐานเอกสารแสดงความบริสุทธิ์ของรัฐบาล


เรื่องที่ห้า เมื่อ "เสี่ยเช" ยอมรับว่ามีการจ่ายเงินค่าตั๋วเครื่องบินและค่ารับรองคณะกรรมการการท่าอากาศ ยาน ในการไปดูงานที่สนามบินซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมกับเงินติดกระเป๋า ท่านนายกฯ ของเรา ก็บอกเพียงว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาของแวดวงธุรกิจ


ครับกลับมาที่เรื่อง สัจจะอธิษฐาน สัจนิยม อุดมคตินิยม อีกครั้ง


ขณะที่ นักการเมืองแนวอุดมคตินิยม จะเชื่อในเรื่องศีลธรรม จริยธรรม เชื่อในพลังของเหตุผล มติมหาชน ยึดมั่นผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติ


แต่ นักการเมืองแนวสัจนิยม ก็จะยึดหลักการที่ว่า การเมืองนั้นขึ้นกับธรรมชาติของมนุษย์ และโดยที่ธรรมชาติของมนุษย์เป็นสัตว์เศรษฐกิจ ผู้ต้องการผลประโยชน์สูงสุด ดังนั้น มนุษย์ในฐานะสัตว์เศรษฐกิจ ก็มักจะตัดสินใจกระทำการหรือละเว้นการกระทำการจากการประเมินผลประโยชน์ที่คา ดว่าจะได้รับ เทียบกับต้นทุนที่คาดว่าต้องสูญเสียไป จากการกระทำการหรือละเว้นการกระทำการนั้น


นอกจากนี้ มนุษย์ก็จะแสวงหาอำนาจเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของตน นอกจากนั้น อำนาจและผลประโยชน์ เหล่านี้ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ทั้งนี้ก็ต้องแยกหลักการทางการเมืองออกจากหลักการทางศีลธรรมด้วย


ถึงตรงนี้ บางทีก็น่าที่จะเดาได้ว่า คณะรัฐมนตรีคนอื่นๆ ในรัฐบาล มีแนวโน้มที่จะตั้ง สัจจะอธิษฐาน ไปในแนวทาง "สัจนิยม" หรือ "อุดมคตินิยม" มากกว่ากัน

ธิติ สุวรรณทัต
ภาควิชาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์,
มหาวิทยาลัยรังสิต

จากหนังสือพิมพ์แนวหน้า ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๔๘

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 22, 2548

สัมภาษณ์..ครุกแมน

..............................................

สัมภาษณ์พิเศษ"พอล ครุกแมน"กูรูเศรษฐศาสตร์เตือนภัยเอเชีย ดูวีดีโอประกอบจาก Manager Multimedia
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 20 พฤษภาคม 2548 01:45 น.
"พอล ครุกแมน" ศาสตราจารย์สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ แหงมหาวิทยาลัย Princeton สหรัฐอเมริกา เดินทางมาบรรยายเรื่อง “Warning System; Positioning of Thailand & South East Asia” จัดโดย บริษัทไทยเดย์ ดอทคอม จำกัด และบมจ.แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ระหว่างวันที่ 17-18 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเมื่อวันที่ 17 พ.ค. นักเศรษฐศาสตร์ชื่อก้องโลก ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "สโรชา พรอุดมศักดิ์" เกี่ยวกับอนาคตทิศทางเศรษฐกิจประเทศในเอเชีย "ผู้จัดการออนไลน์"มีรายละอียดมานำเสนอ


ท ่านคือคนที่เคยบอกว่ามีสัญญาณเตือนหลายอย่างก่อนจะเกิดวิกฤตการณ์ปี 2540 ท่านเป็นผู้หนึ่งที่บอกว่า โดยพื้นฐานแล้วเอเชียมีเสถียรภาพเฉพาะในด้านแรงงานเท่านั้น ไม่ใช่ผลิตภาพ

ผมว่าการเติบโตในอัตราที่บ้าคลั่งในเอเชียอาคเนย์ช่วงก่อนวิกฤตการณ์ นั้นเป็นการเติบโตที่ไม่ยั่งยืน ผมคิดว่าน่าจะมีอะไรสักอย่างตามมา ตอนนั้นผมเองก็คาดไม่ถึงว่าจะเกิดวิกฤตการณ์รุนแรงขนาดนั้น ผมคิดว่ามันน่าจะมีอาการสะดุดหรือชะลอตัวลงเท่านั้น

คนอื่น ๆ ต่างพากันมองในแง่ดี ขณะที่ผมมองในแง่ร้ายนิดหน่อย แล้วมันก็กลายเป็นว่าได้เกิดความหายนะรุนแรงขึ้น

สิ่งที่ท่านคาดการณ์ไว้กับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ถ้าเปรียบเทียบกันเป็นระดับ 1 ถึง 10 เป็นอย่างไร

ถ้าวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับ 10 ผมก็คาดการณ์ไว้ในระดับ 2 เท่านั้นครับ ตอนนั้นผมคิดว่าสถานการณ์มันน่าจะคล้าย ๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบราซิลเมื่อปี 2542 ซึ่งค่าเงินจะอ่อนตัวลงอย่างรุนแรง แต่ไม่คิดว่าผลผลิตจะตกต่ำลงถึง 13 หรือ 15 เปอร์เซ็นต์ อย่างที่เกิดกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตอนนั้น

พ ูดถึงสถานการณ์ในขณะนี้ เรามองกันว่าเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัว ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น มีภัยคุกคามจากลัทธิก่อการร้าย มีปัญหาเกี่ยวกับค่าเงินหยวนของจีน ในบรรดาปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ท่านคิดว่ามีข้อไหนที่ระบบเศรษฐกิจเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย ควรจะระมัดระวังเป็นพิเศษ

มีปัญหาพื้นฐานที่ทำให้เกิดความไม่ยั่งยืน นั่นคือปัญหาด้านดุลยภาพ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความไม่ยั่งยืน ในภาพรวม ถ้ามองให้ลึกลงไปจะเห็นได้ว่าเงินส่วนหนึ่งไปอยู่กับการสร้างที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นฟองสบู่อย่างหนึ่ง อีกด้านหนึ่งระบบเศรษฐกิจใหม่ในเอเชียมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล จีนมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลเป็นอันดับหนึ่ง ขณะที่กลุ่มประเทศในเอเชียอาคเนย์ รวมทั้งประเทศไทย ก็มีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลเหมือนกัน ทั้งหมดมีส่วนอย่างสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯประสบภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเป็นภาวะที่จะปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่พิลึกพิลั่น เพราะการไหลของเงินทุนมันผิดทิศทาง มีการไหลของเงินทุนจากประเทศยากจนไปสู่ประเทศร่ำรวย

ความจริงแล้วเงินทุนในภาคเอกชนส่วนใหญ่พยายามที่จะไหลไปในทิศทางที่ถ ูกต้อง แต่ก็ถูกขัดขวางโดยทุนสำรองจำนวนมหาศาลที่สะสมเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ ภาวะเช่นนี้เมื่อถึงจุดหนึ่งมันจะเกิดการแตกหักขึ้น สิ่งที่ผมกังวลเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจใหม่ในเอเชียคือการเติบโตที่พึ่งพาอาศั ยการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากเกินไป รวมทั้งประเทศที่ขาดดุลด้วย ทั้งสองฝ่ายอาจมีเหตุผลทั้งในทางเศรษฐกิจและเหตุผลทางการเมือง ที่จะผลักดันให้มีการเติบโตต่อไปในลักษณะนั้น แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งมันจะต้องมีการปรับตัว ปัญหาก็คือว่าการปรับตัวนั้นมันจะส่งผลออกมาอย่างไร

ที่ว่ามันเป็นไปได้ไม่นานนั้น พอจะอธิบายได้มั้ยว่าเรามีเวลาสักเท่าไหร่ กรอบเวลาในเรื่องนี้เป็นอย่างไร

เป็นเรื่องที่อธิบายยากมากครับ มีหลักการทางเศรษฐศาสตร์ที่เราพูดถึงกันบ่อย ๆ ว่า สิ่งที่ดำเนินต่อไปอย่างยั่งยืนไม่ได้มันจะต้องหยุด ปัญหาก็คือมันจะหยุดเมื่อไหร่ ทุกท่านก็พยายามจะคำนวณออกมาเป็นตัวเลขแล้วก็ประมวลว่า มันจะดำเนินต่อไปได้สัก 5 ปีหรือไม่ แต่ผมว่ามันไม่น่าจะถึง 5 ปี

อะไรจะเกิดขึ้นกับทุนสำรองของจีนที่สะสมเพิ่มมากขึ้นทุกวัน อะไรจะเกิดขึ้นกับราคาที่พักอาศัยในสหรัฐฯ อะไรจะเกิดขึ้นกับหนี้ต่างชาติของสหรัฐฯ เรื่องเหล่านี้เราไม่อาจคาดคำนวณเวลาออกมาเป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้

ผมว่าในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในทศ วรรษนี้จะต้องเกิดการปรับตัวกันครั้งใหญ่ ซึ่งคงจะไม่เป็นไปอย่างราบรื่นแน่นอน

เ มื่อพูดถึงจีนในฐานะมหาอำนาจเกิดใหม่ในเอเชีย จีนจะช่วยถ่วงดุลสหรัฐฯได้อย่างไร หรือจะทำให้โครงสร้างทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

แน่นอน จีนไม่จำเป็นต้องมีประสิทธิภาพการผลิตสูงเท่าสหรัฐฯในการที่จะผงาดขึ้นเป็นม หาอำนาจของโลก เพราะจีนมีประชากรมาก และ ณ เวลานี้ถ้าคุณดูจากการไหลของการค้า คุณจะเห็นว่าหลาย ๆ ประเทศ ทั้งที่เห็นได้ชัดเจนและเห็นไม่ค่อยชัด เริ่มจะเปลี่ยนศูนย์กลางจากสหรัฐฯไปเป็นจีนกันแล้ว คุณจะเห็นได้จากกรณีของออสเตรเลีย และบางประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกาก็เริ่มเปลี่ยนทิศทางกันบ้างแล้ว
ดังนั้น ถ้ามองกันในแง่ของอิทธิพลทางเศรษฐกิจ จีนก็เริ่มจะมีบทบาทเข้าไปถ่วงดุลสหรัฐฯบ้างแล้ว จึงเป็นเรื่องยากที่จะไม่เชื่อว่าในอีก 15-20 ปีข้างหน้า จีนจะไม่มีอัตราเติบโตมากกว่าสหรัฐฯหลายเท่าตัว

ถ ้าไม่มีอะไรผิดพลาดร้ายแรงเกิดขึ้นเสียก่อน เชื่อได้เลยว่าจีนจะมีสถานภาพใหม่ ที่อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเทียบเท่ากับสหรัฐฯอย่างแน่นอน

เรื่องนี้อาจต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกันในฐานะมหาอำนาจทางทหารด้วยแล้ว ก็คงต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร แต่ในทางการค้าซึ่งเป็นเรื่องที่ผมถนัดกว่า คุณจะเห็นได้ว่าการถ่วงดุลมันเกิดขึ้นแล้วในหลาย ๆ ด้าน หลายประเทศเริ่มให้ความสนใจกับความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนมากกว่าความสัมพั นธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯแล้ว

สหรัฐฯจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้

โดยภาพรวมแล้ว สิ่งที่สหรัฐฯจะต้องทำก็คือยอมรับความเปลี่ยนแปลงโดยดุษณี แต่ผมก็ยังไม่ค่อยจะแน่ใจนักเกี่ยวกับตรรกะในนโยบายของสหรัฐฯในปัจจุบัน
ในส่วนของรัฐบาลสหรัฐฯนั้น มีแนวโน้มค่อนข้างสูงว่า จะมีความเชื่อมั่นในพลังอำนาจของตัวเองเกินกว่าที่มีอยู่จริง มีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถใช้อิทธิพลข่มขู่ประเทศอื่น ๆ ได้ ผมไม่ได้พูดถึงกรณีสงครามอิรักกรณีเดียว แต่มันมีความเชื่อสืบต่อกันมาว่า สหรัฐฯนั้นสามารถใช้อิทธิพลข่มขู่ให้ประเทศต่าง ๆ เดินตามกรอบที่ขีดไว้ได้

แต่ถ้ามองในด้านการค้า การไหลของความช่วยเหลือ คุณจะเห็นได้ว่าสหรัฐฯไม่ได้อยู่ในสถานะที่โดดเด่นเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว

ไม่ทราบว่าท่านมีข้อมูลเกี่ยวกับข้อตกลง FTA ระหว่างไทยกับสหรัฐที่กำลังเจรจากันอยู่ในขณะนี้มากน้อยแค่ไหน

ผมไม่ได้สนใจเรื่องนี้เท่าไรนักนะครับ

ท ่านมีข้อวิตกกังวลสำหรับประเทศไทยบ้างมั้ย ดูจากประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายที่เคยทำความตกลงกับสหรัฐมาก่อนหน้านี้ เปรียบเทียบกับสถานภาพที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน มีประเด็นไหนที่น่ากังวลบ้างมั้ย คนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs กล่าวกันว่าเราจะต้องระมัดระวังกันให้มากเป็นพิเศษในการเจรจาการค้าเสรีกับส หรัฐ ท่านเห็นด้วยมั้ยคะ

คุณต้องระวังให้มากเป็นพิเศษครับ เพราะสหรัฐฯเคยใช้กลยุทธที่เอาเปรียบคู่เจรจามาแล้ว อย่างเช่นกรณีข้อตกลงกับออสเตรเลีย ซึ่งเห็นได้ชัดว่าชาวออสเตรเลียตกเป็นฝ่ายค่อนข้างเสียเปรียบ

CAFTA ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกากลาง ซึ่งยังคาราคาซังอยู่ก็ไม่ได้เป็นข้อตกลงที่ดีนักสำหรับชาวอเมริกากลาง

สหรัฐมักจะยัดเยียดเงื่อนไขเรื่ องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่คู่เจรจาโดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนที่สมน้ำสมเ นื้อกันเท่าไรนัก

พอจะยกตัวอย่างได้สักประเทศมั้ย ที่เป็นฝ่ายได้เปรียบในการทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐ

ก็เห็นจะมีแคนาดานะครับที่ทำได้ดี

เพราะเป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดกันใช่มั้ย

มันก็ไม่แน่เสมอไปนะครับ อย่างกรณีเม็กซิโกก็มีปัญหาอยู่บ้าง แต่ถึงแม้ว่าจะมีปัญหา ผมก็ไม่คิดว่าชาวเม็กซิกันจะยอมรับว่ามันเป็นความผิดพลาด

กรณีของแคนาดาเป็นกรณีตัวอย่างท ี่สามารถทำข้อตกลงกันได้อย่างใสสะอาด ไม่มีนัยแอบแฝงอะไรทั้งสิ้น

ส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่สหรัฐต้องกา รจากการเจรจาทางการค้ามักจะเป็นสิ่งที่สร้างปัญหาร้ายแรงให้แก่คู่เจรจาเสมอ

ท ่านเคยเขียนไว้ในหนังสือของท่านเองว่า ท่านถูกมองว่าเป็นนักวิจารณ์รัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ระดับแนวหน้าคนหนึ่ง ท่านบอกว่านโยบายของบุชจะนำไปสู่ความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ การแสวงกำไรของบริษัทธุรกิจ และลัทธิทุนนิยมแบบพวกพ้อง ถ้ามองกลับมาที่เอเชียบ้าง แนวโน้มอย่างเดียวกันจะเกิดขึ้นในเอเชียมั้ยคะ แน่นอนว่าเราเคยเห็นมาแล้วในอดีต แต่ว่าในปัจจุบันมันยังคงอยู่หรือไม่และจะดำรงต่อเนื่องไปในอนาคตด้วยหรือไม ่คะ

ผมคิดว่าสิ่งที่เราได้เรียนรู้มาจากประสบการณ์ในอดีตก็คือลัทธิทุนนิ ยมแบบพวกพ้องมันแพร่กระจายออกไปกว้างขวางมาก ไม่ได้มีเฉพาะในภูมิภาคเอเชียเท่านั้น มีหลายคน อย่างเช่น แลร์รี ซัมเมอร์ส (อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ) เคยพูดไว้ในช่วงเวลาหนึ่งเกี่ยวกับความเข้มแข็งของระบบบัญชีในสหรัฐ ซึ่งต่อมาเรากลับพบว่าเป็นความเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง

อีกประเด็นหนึ่งที่เราได้เรียนรู้มาจากเรื่องนี้ก็คือ แม้ว่าประเด็นลัทธิทุนนิยมแบบพวกพ้องจะเป็นปัญหาใหญ่ แต่มันก็ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ในภูมิภาคเอเชียแต่อย่างใด

IMF ธนาคารโลก และสหรัฐฯ มีทัศนคติที่ไม่ค่อยจะสร้างสรรค์เท่าไรนักในเรื่องนี้ โดยมองว่าความเชื่อมโยงในเชิงฉ้อฉลระหว่างภาครัฐกับธุรกิจเอกชน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ขึ้น ผมเองก็เคยรู้สึกผิดในเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน แต่ก็ไม่นานนัก

ท่านคิดว่ามันไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงใช่มั้ย

ไม่ใช่ครับ ... ผมคิดว่ามันเป็นเพียงแค่ปัจจัยเสริมที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงมากกว่า มูลเหตุที่แท้จริงมันเกิดจากการที่ตลาดทุนมันรักคุณมากเกินไปในช่วงเวลาเพีย ง 2-3 ปี จากนั้นมันก็บอกว่ามันไม่รักคุณอีกแล้ว มันจึงเกิดภาวะที่มีความเปราะบางอย่างรุนแรง เนื่องจากขณะนั้นมีภาระหนี้สินตระกูลดอลลาร์สะสมอยู่มาก
สถานการณ์ดังกล่าวสามารถเกิดขึ้ นได้ในทุกประเทศ ไม่ว่าในประเทศนั้นจะมีระบบพวกพ้องหรือไม่ก็ตาม

วิกฤตการณ์ในอาร์เจนตินามีรูปแบบที่คล้ายคลึงกับวิกฤตการณ์ในเอเชียม ากทีเดียว และไม่มีใครคิดว่ามันเป็นผลมาจากระบบพวกพ้อง ไม่ได้หมายความว่าที่นั่นไม่มีระบบพวกพ้อง เพราะมันไม่ใช่ประเด็น ปัญหามันอยู่ที่การไหลเข้าไหลออกของเงินทุนมากกว่า

ก ่อนที่เราจะพูดถึงการสะสมของหนี้สาธารณะในระบบเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศในเอเช ีย อยากถามถึงประเด็นระบบพวกพ้องที่ท่านบอกว่ามีอยู่ในประเทศตะวันตกอีกสักครั้ ง ย้อนหลังไปประมาณ 2 ทศวรรษก่อนหน้านี้ เราเคยมีประสบการณ์ที่กลุ่มประเทศเอเชียพยายามอย่างจริงจังในการสร้างระบบธร รมาภิบาล พยายามทำให้ทุกอย่างโปร่งใส แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าตลาดเอเชียเป็นฝ่ายมีอิทธิพลชักนำตลาดตะวันตกให้เดิ นไปในทิศทางเดียวกันเสียมากกว่า เรื่องนี้จริงหรือเปล่าคะ แล้วเหตุการณ์อย่างนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไรคะ

ผมไม่คิดว่ามันเกิดจากอิทธิพลของเอเชียนะครับ ทุกประเทศต่างก็มีแนวโน้มที่จะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว อย่างน้อยที่สุดเราก็เคยเห็นมาตลอดว่า ในสหรัฐฯนั้นระบบการถ่วงดุลมันเสื่อมลงไปบ่อยครั้งเหมือนกัน เงินที่กองอยู่ตรงหน้ามันเป็นจำนวนมหาศาลนะครับ บางครั้งบริษัทธุรกิจก็ไม่สามารถสลัดความละโมภออกไปได้ เพราะผู้ถือหุ้นบางกลุ่มบางคนมีอำนาจสูงและรู้ข้อมูลต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง
พลังของสหภาพแรงงานที่เสื่อมถอยลง การเรียกรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐบาล และกรณีอื้อฉาวในสหรัฐฯอย่างเช่นกรณีเอนรอน ซึ่งสามารถนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ชั้นเยี่ยมได้เรื่องหนึ่งทีเดียว คุณจะเห็นได้ว่าระบบป้องกันภัยที่มันควรจะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เกิดระบบพว กพ้องขึ้นนั้นมันเกิดไม่ทำงานขึ้นมาเฉย ๆ
เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ง่าย มาก เพราะจำนวนเงินที่เกี่ยวข้องมันมหาศาล มันสามารถทำให้ทุกอย่างล้มครืนลงไปได้อย่างง่ายดาย

ย ้อนกลับไปที่ประเด็นหนี้สาธารณะ การใช้จ่ายของภาครัฐเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่รัฐบาลไทยใช้ในการฟื้น ฟูเศรษฐกิจไทยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เป็นรัฐบาลสมัยที่แล้ว และจนกระทั่งถึงการเป็นรัฐบาลสมัยที่สองนี้ก็ยังใช้อยู่ ท่านเห็นด้วยกับวิธีนี้หรือเปล่า

ครับ ก็เป็นการนำเอาลัทธิเคนเซียนกลับมาปัดฝุ่นใช้ใหม่อีกครั้ง ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายอะไร คุณไม่จำเป็นจะต้องอาศัยวิธีนี้ไปตลอด คุณอาจรู้สึกว่านี่ไม่ใช่การใช้จ่ายงบประมาณที่เป็นสากลนิยม แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนเช่นในยุครัฐบาลทหารในอาร์เจนตินา

หนี้สาธารณะนั้นมีระดับชั้นที่จะต้องพิจารณา ในระบบเศรษฐกิจที่มีอัตราเติบโตดี ถึงแม้จะมีระดับหนี้สาธารณะค่อนข้างสูงก็ไม่น่าจะมีปัญหา ตราบใดที่คุณเชื่อว่ามีฉันทามติทางการเมืองที่สมเหตุสมผล เพียงพอที่จะควบคุมปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ให้อยู่ในกรอบที่กำหนดได้ และมีขีดความสามารถที่จะทำให้เกิดความสมดุลได้ในกรณีที่มีจำเป็นจะต้องทำ

ถ้ามองจากภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ สิ่งที่ผมรู้สึกไม่สบายใจไม่ใช่ตัวเลขหนี้สาธารณะ หากแต่เป็นความรู้สึกที่ว่ามันเหมาะสมกับรากฐานของตลาดหรือไม่มากกว่า ในสหรัฐฯนั้นดูเหมือนว่าจะไม่มีกลุ่มการเมืองใดลุกขึ้นมาสนับสนุนมาตรการรัด เข็มขัดเลย

ผมไม่คิดว่าตัวเลขหนี้สาธารณะของสหรัฐฯจะเลวร้ายถึงขนาดต้องวิตกกังว ล คนส่วนใหญ่อาจมองว่าหนี้สาธารณะเป็นรากเหง้าของสิ่งเลวร้ายทั้งมวล และให้ความสำคัญกับมันมากเป็นพิเศษ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็อาจเป็นปัญหาได้ แต่จะต้องเป็นตัวเลขที่สูงเอามาก ๆ ทีเดียว

บ างคนอาจรู้สึกว่าเศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัว แต่รัฐบาลของหลายประเทศก็ยังคงมีนโยบายก่อหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นไม่หยุด ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกเป็นอย่างนี้เราควรจะหยุด หรือ จำกัดการก่อหนี้สาธารณะหรือไม่คะ อย่างเช่นโครงการเมกกะโปรเจ็กต์มูล 1.5 ล้านล้านบาท

ผมคิดว่าเราต้องห่วงใยโครงการเม กกะโปรเจ็กต์ทุกโครงการนะครับ แต่กรณีของประเทศไทยผมยังไม่ได้ศึกษารายละเอียดครับ

บางครั้ง เมกกะโปรเจ็กต์ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่มีบ่อยครั้งที่เป็นความผิดพลาด มันไม่เกี่ยวกับจำนวนเงินมหาศาลที่ใช้ลงทุนในโครงการและกลายเป็นหนี้สาธารณะ ในเวลาต่อมา สิ่งที่น่าห่วงใยคือแรงเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่จะเกิดจากโครงการเหล่านั้น ผลตอบแทนมันคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่

ผมคิดว่าประเด็นมันอยู่ตรงนี้ ต้องดูกันให้รอบคอบ สำหรับประเทศไทยนั้นยังมีสถานภาพที่ห่างไกลจากภาวะของระบบเศรษฐกิจหลุดออกจา กโค้งตัว D อยู่มากทีเดียว

มีเวลาอีกสัก 5 ปีได้มั้ยคะ

ผมว่าสิ่งที่จะพูดได้ในขณะนี้ก็คือ ในการปรับตัวครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า เศรษฐกิจโลกจะต้องสลัดตัวเองออกจากการพึ่งอาศัยการขาดดุลของสหรัฐฯ ตลาดที่พักอาศัยในสหรัฐฯ และการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ เป็นแหล่งที่มาของอุปสงค์

หมายความว่าทุกประเทศทั่วโลกจะต้องสร้างอุปสงค์ภายในประเทศขึ้นมาเอง รวมทั้งประเทศไทยด้วย

ดังนั้น สิ่งที่ผมกังวลในขณะนี้ก็คือ ถ้าคุณใช้ศักยภาพของการลงทุนภาครัฐหมดไปในขณะนี้ คุณก็จะต้องเตรียมแผนรองรับการพักหนี้บางส่วนไว้ในอนาคตด้วย

หมายความว่าจะต้องจับจ่ายโดยมีแผนแก้ปัญหาหนี้ในระยะยาวเอาไว้ด้วยใช่มั้ยคะ

ถูกต้องครับ ข้อกังวลประการหนึ่งของผมสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯก็คือ เรามีข้อจำกัดในการบริหารงบประมาณมากขึ้นทุกที นโยบายการปรับลดภาษีจะทำได้ยากมากขึ้น หากมีความจำเป็นที่จะต้องพักการชำระหนี้ขึ้นมาในขณะนี้ ผมไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือเปล่า

เ มื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่านกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยกล่าวในที่ประชุม UNESCAP ว่า ท่านสนับสนุนการจัดตั้งธนาคารกลางเอเชียขึ้น ลักษณะเดียวกันกับธนาคารกลางของอียู. ท่านคิดว่าข้อเสนอนี้เป็นอย่างไรคะ


ผมคิดว่าเป็นแนวคิดที่ควรจะผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วครับ ในช่วงวิกฤตการณ์ปี 2540 เราก็เคยพูดถึงการตั้งธนาคารกลางเอเชียมาแล้ว แต่ก็ถูกสหรัฐขัดขวางเอาไว้

ภูมิภาคเอเชียมีศักยภาพที่จะบูรณาการเข้าด้วยกันได้ในเชิงเศรษฐกิจ หลายประเทศมีประสบการณ์เพียงพอที่จะทำให้ธนาคารกลางแห่งเอเชียเกิดประสิทธิภ าพได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ มีเหตุผลเพียงพอที่จะมีการจัดตั้งองค์กรอย่างเช่น IMF ของเอเชียขึ้นมา มีเหตุผลเพียงพอที่จะสร้างขีดความสามารถภายในกลุ่มประเทศเอเชียขึ้นมาเป็นกั นชนในการเจรจากับเจ้าหนี้ต่างประเทศ แต่การสร้างสกุลเงินที่ใช้ร่วมกันดูจะยังไม่มีเหตุผลเพียงพอครับ

ทุกวันนี้แม้กระทั่งสหภาพยุโรปเองก็ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าเหมาะสมหร ือไม่ที่จะใช้เงินตราสกุลเดียวกัน ขณะที่ระบบเศรษฐกิจเอเชียยังมีความแตกต่างกันอยู่มากเกินกว่าที่จะหาจุดร่วม ที่เป็นรูปธรรมได้

หมายความว่าท่านเห็นด้วยกับการจัดตั้งธนาคารกลางเอเชีย แต่ไม่เห็นด้วยกับการใช้เงินตราสกุลเดียวกัน

อเมริกาเหนือก็ยังไม่พร้อมที่จะใช้เงินตราสกุลเดียว ชาวเม็กซิกันคงไม่ยอมใช้เงินดอลลาร์แน่นอน ช่องว่างระหว่างอินโดนีเซียกับญี่ปุ่นนั้นห่างกันมากกว่าช่องว่างระหว่างเม็ กซิโกกับสหรัฐนะครับ ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และในด้านของผลผลิตต่อหัวของประชากร ระบบเงินตราสกุลเดียวกันคงใช้ไม่ได้แน่นอนในขณะนี้ ถ้าอีกสัก 40 ปีข้างหน้าอาจเป็นไปได้

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำยากมากจริง ๆ โครงการเงินตราสกุลเดียวเป็นสิ่งที่เย้ายวนมาก เป็นความใฝ่ฝันของทุกคน แต่ก็มีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจสูงมาก

ถ้ามองเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ท่านคิดว่ามีข้อดีอะไรบ้างคะ

ผมไม่อยากให้ความเห็นเรื่องนี้เ ลย เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเทศนี้

แ ต่ท่านก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชีย อาจไม่ใช่สำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ แต่น่าจะครอบคลุมเอเชียอาคเนย์ทั้งภูมิภาคได้

มันมีปัญหาอยู่ว่า เมื่อพูดถึงเศรษฐกิจเอเชียแล้ว ดูเหมือนว่าจีนจะเป็นประเทศที่ดีกว่าสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง เนื่องจากเป็นประเทศที่ใหญ่โตมาก ค่าจ้างแรงงานต่ำมาก ประสิทธิภาพการผลิตในบางเซ็กเตอร์อยู่ในระดับสูงมาก แม้ว่าโดยรวมแล้วจะไม่สู้ดีนักก็ตาม ผมจัดการสัมมนาในหัวข้อนโยบายทางการค้าขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยให้นักศึกษาไปทำการศึกษารายละเอียดในหลาย ๆ เรื่อง ผลปรากฏว่า ปัญหาประการหนึ่งที่เราพบก็คือ การค้นหาว่าส่วนไหนของจีนที่ไม่มีข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจบ้าง เป็นงานที่ยากลำบากมากที่สุด

ประเด็นก็คือการศึกษาเปรียบเทียบภาวะเศรษฐกิจของจีน ถ้าเราสามารถแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจในขณะนี้ได้ จีนจะสามารถดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเข้าไปมากมายอย่างที่เป็นอยู ่หรือไม่ คำถามที่ตามมา และผมเองก็ตอบไม่ได้ นั่นคือ ประเทศอื่นอย่างเช่นประเทศไทย ซึ่งมีรายได้ต่อหัวของประชากรสูงกว่า แต่ก็ไม่ได้แตกต่างจากจีนมากนัก จะหาจุดยืนของตัวเองได้อย่างไร เป็นปัญหาเดียวกับที่เม็กซิโกกำลังเผชิญอยู่ เป็นปัญหาเดียวกันกับที่ประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ค่อนข้างสูงทุกประเทศกำ ลังเผชิญอยู่ครับ

เราควรจะเดินตามรอยจีนในทางใดทางหนึ่งหรือไม่คะ

ส่วนหนึ่งของคำตอบก็คือเราต้องทำ ซึ่งสิ่งที่เราได้เห็นกันอยู่แล้วในเวลานี้ก็คือพัฒนาการรูปแบบหนึ่งของการบ ูรณาการระบบการผลิตในเอเชีย ผมคิดว่าทุกประเทศในภูมิภาคนี้ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการนั้น

นอกเหนือจากนั้นก็เป็นเรื่องของเวลา เพราะเห็นได้ชัดเจนว่าจีนจะต้องเผชิญกับการถูกจำกัดการส่งออกสินค้าต่อไปอีก ระยะหนึ่งแน่นอน

หมายความว่าจีนก็ยังต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสมอยู่ ใช่มั้ยคะ

จีนเป็นประเทศที่ใหญ่โตมากและมีศักยภาพการแข่งขันสูงเสียจนกลายเป็นจ ุดอ่อนของตัวเอง เพราะไม่ว่าจีนจะหันไปพัฒนาอุตสาหกรรมไหน ทุกคนก็จะพากันเรียกร้องให้หยุด ซึ่งจะทำให้ประเทศอื่นมีเวลาเพิ่มขึ้นอีกช่วงระยะหนึ่ง

เพราะความใหญ่โตของจีน จะมีจุดหนึ่งที่ประเทศอื่น ๆ ในเอเชียกลายเป็นตัวประกอบกันหมดใช่มั้ยคะ

ไม่หรอกครับ ผมคิดว่าในที่สุดแล้วเมื่อถึงจุดหนึ่ง ค่าจ้างแรงงานในจีนก็จะไม่ต่ำมากอย่างเช่นปัจจุบัน ตลาดภายในของจีนเองก็จะมีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มจะมีความสำคัญมากขึ้นอยู่แล้ว หลักการสำคัญประการหนึ่งที่เรารู้เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศก็คือ ทุกประเทศต่างก็มีจุดเด่นของตัวเอง ซึ่งไม่มีวันที่จะเสื่อมสลายไปได้

ผมอยากยกตัวอย่างแบบนี้นะครับ ... ในทศวรรษ 90 ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะมารวมศูนย์อยู่ในเอเชียอาคเนย์ เพราะภาวะเศรษฐกิจดี แรงงานก็ยังหาง่าย เราสามารถส่งออกได้มาก แต่พอจีนเติบโตขึ้นมา ตลาดเหล่านั้นก็ถูกแย่งชิงไป เราก็ต้องหาตลาดใหม่ ต้องทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม

อย่างเช่นการสร้างแบรนด์ของตัวเองใช่มั้ยคะ

ครับ ผมก็ว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น

มีความเป็นไปได้จริง ๆ หรือคะ มีอะไรที่เป็นจุดขายมั้ยคะ

ผมเองก็ไม่แน่ใจนะครับในส่วนของรายละเอียด แต่แน่ใจว่าจะมีบางอุตสาหกรรมที่ทำได้ดี มันเป็นเรื่องยากที่จะกำหนดอะไรล่วงหน้าได้ แต่ก็ไม่ควรที่จะแตกตื่นตกใจจนเกินไป

อนาคตข้างหน้าจะแตกต่างแน่นอน กลุ่มประเทศในเอเชียอาคเนย์จะกลายเป็นระบบเศรษฐกิจขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในระบ บเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีจีนเป็นผู้นำ

ท่านมองวิกฤตการณ์ค่าเงินของจีนอย่างไรคะ เรื่องนี้จะจบลงอย่างไรคะ

ผมว่าคงจะต้องประเมินกันด้วยเหตุผลที่หลากหลาย โดยเฉพาะเหตุผลในเชิงนโยบายทางการค้า จีนคงจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อลดแรงกดดันที่เกิดขึ้น
ดุลยภาพทางเศรษฐกิจของจีนนั้นมันผิดธรรมชาติอยู่มากเหลือเกิน เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไหลเข้ามาก ได้เปรียบดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมาก ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศก็สูงมากจนกลายเป็นความพิลึกพิลั่น จีนจึงจำเป็นต้องปรับค่าเงินใหม่โดยเร็ว

ผมทราบว่าจีนลังเลมากในการปรับค่าเงิน คงจะปล่อยให้ลอยตัวโดยไม่เปิดตลาดทุนไม่ได้แน่นอน เพราะจะทำให้เกิดความผันผวนสูงมาก อาจต้องปรับให้แข็งขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นกว่าเดิม

ความลังเลของจีนเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะระบบที่เป็นอยู่มันใช้ได้ผลดี ไม่มีใครอยากจะเปลี่ยนแปลงมัน แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะคงสภาพอย่างนี้ต่อไปได้นานเท่าไรนัก

จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจเอเชียในทางบวกหรือลบคะ

เรื่องนี้ค่อนข้างจะซับซ้อนนะครับ จีนเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจเอเชียที่บูรณาการเข้าด้วยกันแล้วระดับหนึ่ ง การเปลี่ยนแปลงในจีนย่อมเกิดผลกระทบไม่มากก็น้อยแน่นอน ถ้าเปลี่ยนแล้วศักยภาพการแข่งขันของจีนลดลง การส่งออกของกลุ่มประเทศเอเชียที่ผ่านทางจีนก็จะได้รับผลกระทบในทางลบ

ในทางตรงกันข้าม แรงกดดันจากศักยภาพการแข่งขันของจีนก็จะลดลง เรื่องนี้จะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงต้องระมัดระวังอย่าส่งสัญญาณที่ผิดเด็ดขาด

ประมาณได้มั้ยคะว่าจะใช้เวลาเท่าไร

ณ เวลานี้เรากำลังพยายามเดาใจของผู้นำจีนกันอยู่ ผมเองก็ไม่กล้าชี้ขาดว่าพวกเขาจะตัดสินใจอย่างไร

ท่านพอจะพยากรณ์ภาวะเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศในเอเชียในกรอบเวลา 3 ปี 5 ปีถึง 10 ปีข้างหน้าได้มั้ยคะ

ผมคิดว่าในกรอบเวลา 10 ปีข้างหน้าหนทางดูดีพอสมควรนะครับ ปัจจัยที่เป็นข้อวิตกกังวลหลายอย่างมีแนวโน้มจะดีขึ้น ทั้งด้านประสิทธิภาพการผลิต ปัญหาภาระหนี้ต่างประเทศ และปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นปัญหาในปี 1997-98 ดูเหมือนจะไม่ปรากฏให้เห็นในขณะนี้

อุปสรรคที่จะทำให้เกิดการสะดุดชะงักบ้าง ส่วนใหญ่จะเกิดจากภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวมมากกว่า อย่างเช่นผลกระทบที่จะเกิดจากการปรับตัวของภาวะความไม่สมดุลที่เป็นอยู่ในปั จจุบัน เป็นต้น

ผมค่อนข้างจะกังวลเกี่ยวกับภาวะความผันผวนที่ค่อนข้างรุนแรงที่อาจเก ิดขึ้นในสหรัฐฯในระยะ 1 หรือ 2 ปีข้างหน้ามากกว่าในภูมิภาคเอเชียในกรณีที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงมาก ๆ เงินทุนที่ไหลเข้าตลาดสหรัฐฯลดลง ฟองสบู่ในตลาดที่พักอาศัยแตก เศรษฐกิจสหรัฐฯจะปั่นป่วนอย่างรุนแรงแน่นอน

ในภาวะวิกฤตในลักษณะดังกล่าว ถ้าผู้นำประเทศไม่มีขีดความสามารถเพียงพอ สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายมากขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่น่าวิตกมากครับสำหรับสหรัฐฯ

ท ่านบอกว่าวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในเอเชียเมื่อปี 2540 อยู่ที่ระดับ 10 แล้วอาการสะดุดในอีก 2-3 ปีข้างหน้าที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้อยู่ในระดับเท่าไรคะ

ผมว่าน่าจะอยู่ที่ระดับ 4 นะครับ อาจจะระดับ 5 สำหรับสหรัฐฯ และเป็นระดับ 3 สำหรับเอเชีย เฉลี่ยแล้วทั่วโลกก็น่าจะอยู่ที่ระดับ 4

แต่ก็ไม่แน่เสมอไปนะครับ ผมไม่เห็นว่ามีกลไกอะไรที่จะก่อให้เกิดวิกฤตการณ์รุนแรงเหมือนเช่นในอินโดนี เซียหรืออาร์เจนตินา ในภูมิภาคเอเชียในอนาคตอันใกล้นี้ บางทีสหรัฐฯเองก็อาจไม่มีปัญหาอะไรก็ได้ แม้ว่าจะมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้พวกเราพากันวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจาก วิกฤตการณ์ที่จะเกิดขึ้นที่นั่นก็ตาม

ผมว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่มรสุมรุนแรงอย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นในเ อเชียอาคเนย์เมื่อปี 2540 แน่นอน แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดวิกฤตการณ์ใกล้เคียงกับคราวที่แล้วซ้ำขึ้นอีก