เรื่องน่าสนใจ

วันศุกร์, เมษายน 29, 2548

ระเบิดที่หนองงูเห่า

...............................


ระเบิดที่หนองงูเห่า รัฐมนตรี นายหน้า กับนายประกัน



ไม่รู้ว่าสนามบินหนองงูเห่าจะกลายเป็นหลุมฝังศพของนักกินเมืองรายใดหรือไม่?


ในประเทศไทย... เมื่อต้นปี 2547 บริษัทท่าอากาศยานสากลกรุงเทพฯ แห่งใหม่ (สนามบินหนองงูเห่า) ได้เซ็นสัญญาว่าจ้างบริษัทเอกชนให้ติดตั้งเครื่องมือตรวจวัตถุระเบิดในระบบส ายพานลำเลียงกระเป๋าของสนามบินหนองงูเห่า มูลค่าโครงการ 4,300 ล้านบาท ซึ่งต่อมา บริษัทเอกชนที่ได้รับว่าจ้าง ได้ตั้งงบในการจัดซื้อจัดหาระบบเครื่องตรวจวัตถุระเบิดในวงเงินทั้งสิ้นเพีย ง 2,600 ล้านบาท ตัวเลขนี้สำคัญ โปรดจำให้ดี!


ในสหรัฐอเมริกา... เมื่อต้นปี 2548 คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ ได้ตรวจสอบพบว่า บริษัทอินวิชั่นเทคโนโลยี ผู้ผลิตเครื่องตรวจวัตถุระเบิด สัญชาติอเมริกัน ได้กล่าวยอมรับผิดในข้อกล่าวหาที่ว่า มีการจ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่รัฐในการขายเครื่องตรวจวัตถุระเบิดเพื่อติด ตั้งในสนามบินหนองงูเห่า ประเทศไทย


รายงานของคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยว่า บริษัทอินวิชั่นได้ว่าจ้างบริษัทนายหน้าในประเทศไทยให้ดำเนินการล็อบบี้บริษ ัทที่กำกับดูแลสนามบินและคนในรัฐบาลไทย โดยบริษัทนายหน้าได้เสนอให้ของขวัญหรือจ่ายเงินให้แก่เจ้าหน้าที่หลายคนที่ม ีอำนาจอยู่ในบริษัทที่กำกับดูแลสนามบิน โดยมีเงื่อนไขตกลงว่าจะซื้อระบบตรวจจับวัตถุระเบิดจากบริษัทอินวิชั่น ในราคาประมาณ 1,430 ล้านบาท!


ดูให้ดี รัฐบาลไทยเหมาจ่ายเงินในโครงการนี้ไปทั้งหมด มูลค่า 4,300 ล้านบาท ส่วนบริษัทเอกชนผู้รับเหมาใช้จ่ายเงินจัดซื้อจัดหาเครื่องมือเพียง 2,600 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทอินวิชั่น ผู้ผลิตเครื่องมือตรวจวัตถุระเบิดตัวจริง ขายให้บริษัทนายหน้าไปในราคาแค่ 1,430 ล้านบาท!


แสดงว่า บริษัทนายหน้ามีกำไรพิเศษ ที่สามารถจัดสรรไปจ่ายเงินพิเศษ จ่ายสินบน จ่ายเช็คของขวัญ จ่ายใต้โต๊ะ ให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองที่ดูแลโครงการสนามบินหนองงูเห่า มากกว่า 1,000 ล้านบาท!


หรือถ้าคิดส่วนต่างจากมูลค่าโครงการ ก็จะพบว่า ค่าโครงการสูงกว่าราคาอุปกรณ์ที่ซื้อจากบริษัทผู้ขาย เกือบ 3,000 ล้านบาท!


กำไรพิเศษเหล่านี้ กระจัดกระจายไปอยู่ในกระเป๋าสตางค์ของใคร? ล็อบบี้ยิสต์คนไหน? นายหน้ารายใด? แล้วจะมีการ kick back เขี่ยกลับมาเข้ากระเป๋าเจ้าหน้าที่ของรัฐรายไหนบ้าง?


น่าอาย... สนามบินหนองงูเห่าอยู่ใกล้แค่นี้ แต่คนไทยต้องไปรับรู้ความจริงจากการสอบสวนของหน่วยงานต่างชาติ


น่าช้ำใจ... สหรัฐอเมริกาเขาเอาจริงกับการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ยอมให้บริษัทของเขาไปโกงกินต่างบ้านต่างเมือง แต่รัฐบาลของไทยเรากลับปล่อยให้มีการกินสินบาทคาดสินบนกันบานตะไท บนแผ่นดินสุวรรณภูมิของเราเอง


น่าแปลกใจ... เมื่อสื่อมวลชนนำเสนอข่าว ชี้เบาะแสให้แก่รัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กลับรีบถลาออกมายืนยัน การันตี รับประกันความบริสุทธิ์ของเจ้าหน้าที่รัฐไทย โดยที่ยังไม่ทันได้สอบสวนข้อเท็จจริงจากผู้เกี่ยวข้องโดยตรง


นายสุริยะ ได้แสดงพิรุธ เพราะในข้อเท็จจริงแล้ว ไม่มีใครสามารถไปรับประกันความถูกต้องของคนอื่นได้ การสอบสวนหาข้อเท็จจริงโดยหน่วยงานที่ได้ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ทุกฝ่ายยอมรับต่างหาก ถึงจะพิสูจน์ได้ว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวมีมูลความจริงมากน้อยเพียงใด


เรื่องนี้ คนเป็นนายหน้า คงร้อนรน หรือคนเป็นนายประกัน ก็คงอยู่เฉยไม่ได้


ไม่รู้ว่า เหตุใดนายสุริยะ ถึงต้องดิ้นรน นำเอาหนังสือที่ปรึกษาของตัวเองทำไปถึงนายไมเคิล เจ.เดลานีย์ บรรยายอ้างถึงการพูดคุยกันกับเขา เขียนเอาเองว่าไม่พบเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยรับผลประโยชน์ที่มิชอบ


นี่คงเป็นการอ้างพยานหลักฐานที่พิลึกที่สุด เพราะเอาหนังสือที่ปรึกษาของตัวเองเขียนมาอ้างเอง!


แล้วต่อให้นายไมเคิล เจ.เดลานีย์ ยอมมาเป็นพยานให้ปากคำ ก็ไม่แน่ว่าจะถือเป็นพยานที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือเพียงใด เพราะนายฝรั่งคนนี้ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่สอบสวนเรื่องนี้โดยตรง แล้วก็ไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือมีส่วนรู้เห็นข้อเท็จจริงในกระบวนการครั้งนี้


แต่นายสุริยะ กลับพร้อมที่จะเชื่อหนังสือของที่ปรึกษาตนเอง มากกว่าจะเชิญให้หน่วยงานที่น่าเชื่อถือตั้งคณะกรรมการสอบสวน เชิญพยานบุคคล เอกสาร หลักฐาน ที่เกี่ยวข้องโดยตรงมาสืบสวนสอบสวนให้แน่ชัด


ยิ่งน่าแปลกใจ เมื่อรู้ว่า นายสุริยะ คือรัฐมนตรีที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบกำกับดูแลโครงการสนามบินหนองงูเห่าโด ยตรง เรื่องการประมูลโครงการ การจัดซื้อจัดจ้างในโครงการนี้ก็น่าจะรู้ช่องทางดีกว่าใคร น่าจะรู้ว่าใครเป็นใคร มาจากสายไหน


เมื่ออุตส่าห์ออกมาทำตัวเป็นเสมือน "นายประกัน" รับประกันความถูกต้องของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ก็สงสัยว่า "ผู้เกี่ยวข้อง" ในเรื่องนี้เป็นใครกันบ้าง


รัฐบาลจะทำนิ่งเฉยไม่ได้ เพราะหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็น ปปง. หรืออัยการ ต่างก็มีศักยภาพที่จะเรียกขอข้อมูลจากทางการสหรัฐ ตามข้อตกลงที่มีสัญญาต่อกัน สามารถตรวจสอบข้อมูลในระดับนานาชาติได้อยู่แล้ว หากรัฐบาลนิ่งเฉย ก็เท่ากับว่า "สมรู้ร่วมคิด" ในการปกปิดข้อเท็จจริง


เรื่องนี้เป็นทั้งความเสื่อมเสียของประเทศชาติ และจะเป็นทั้งความเสียหายของประชาชนไปในคราวเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา สมควรจะต้องรีบทำหน้าที่ตัวแทนของประชาชน ในการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง นำมาเปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้โดยด่วน


สภาผู้แทนราษฎรอย่าเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล สังกัดพรรคไทยรักไทย ที่มีเลขาธิการพรรคนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีคมนาคมอยู่ ไม่ใช่เห็นว่าเป็นงานในกำกับของนายทุนพรรคตนก็เลยไม่ทำหน้าที่


ถ้าคนเป็นถึงรัฐมนตรี แต่ทำตัวเยี่ยงนายหน้า หรือนายประกัน ของคนที่ล้วงกระเป๋าประชาชนเป็นพันล้านบาท

ทนกันไหวหรือ

สารส้ม

แนวหน้ารายวัน ฉบับออนไลน์
๒๘ เมษายน ๒๕๔๘

วันพุธ, เมษายน 27, 2548

โคตรประชาธิปไตย




.............. "ผมนั้นโคตรประชาธิปไตยเลย เพราะใจคิดอย่างเดียวว่า ประเทศไทยต้องมีประชา ธิปไตยที่เข้มแข็ง..ผมอายุ 55 ปียังมีเวลาสร้างไทยรักไทยเป็นสถาบันการเมืองอย่างที่ตั้งใจ"


.........................................................พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
............................................................................(24 เมษายน)

วาทะเด็ด หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับออนไลน์ วันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๘

วันพฤหัสบดี, เมษายน 21, 2548

คำแถลงจากสมณะโพธิรักษ์

............................................

คำแถลงจากสมณะโพธิรักษ์


แม้จะนานมาจนกาลป่านนี้แล้ว อาตมา (สมณะโพธิรักษ์) แ ละสันติอโศกก็ยังถูกทั้งพระทั้งฆราวาส องค์เล็ก องค์ใหญ่ทั้งหลาย กล่าวหามาตลอด ตั้งแต่ต้น จนถึงทุกวันนี้ ว่าเป็น "ผู้ผิด" อยู่ไม่สร่างซา ทั้งๆที่ท่านทั้งหลาย ต่างก็ล้วนได้เรียนได้รู้ธรรมวินัย มาอย่างดี กันทั้งนั้นๆ

อาตมายอมรับว่า อาตมาและสันติอโศก เป็น "ผู้แพ้" แต่ขออภัยเถิดที่เราต้องขอยืนยันว่า เราไม่ใช่ "ผู้ผิด"

อาตมาขออนุญาตพูดบ้างเถิด อย่าหาว่าแก้ตัวเลย... เนื่องจากเกิดกรณีย่ำยี "สันติอโศก" ซ้ำซากขึ้นอีกแล้ว ซัดเราหนักไม่ยั้งมือ จากผู้ยังยึดมั่น ถือมั่นว่า "อโศกเป็นผู้ผิด อโศกไม่มีความรู้ ในธรรมวินัย อโศกไม่ปฏิบัติตามธรรมวินัย ที่มีในพระไตรปิฎก"

โดยได้รื้อฟื้นเรื่องเก่าขึ้นมากล่าวหาซ้ำซากว่า สมณะโพธิรักษ์และสันติอโศกเป็น "ผู้ผิด" เฉพาะอย่างยิ่ง คำกล่าวหา ที่นำมาอ้าง กับสังคม อยู่ในขณะที่ กำลังมีเรื่องขัดแย้งกัน ช่วงเวลานี้ ก็คือ ประเด็นที่ว่า "บัพพาชนียกรรม" เราแล้ว ซึ่งทางมหาเถรสมาคม ยืนยันว่า ได้กระทำ หรือได้ทำการขับไล่ "สันติอโศก" ออกจาก "มหาเถรสมาคม" แล้ว เป็นที่ถูกต้อง ตามธรรมวินัย ตามมารยาทที่ดี

แต่เราขอยืนยันอีกว่า ทางมหาเถรสมาคมกระทำ "บัพพาชนียกรรม" เราคราครั้งนั้น (เมื่อพ.ศ.๒๕๓๒) ผ ิดธรรมวินัย สังฆกรรมนั้น จึงไม่มีผลบังคับ ใช้ไม่ได้ เป็นโมฆะ แม้จะมีคณะสงฆ์ของ มหาเถรสมาคม กระทำ สังฆกรรม "บัพพาชนียกรรม" อย่างมีพฤติกรรม จริงก็ตาม แต่ทำผิดธรรมวินัย หลายแง่ การกระทำของ มหาเถรสมาคมจึง "โมฆะ" ไม่เป็นอันทำ หรือไม่มีผลบังคับ หรือใช้ไม่ได้

ชัดๆก็คือ ทำไปเสียเปล่า ไม่มีผลบังคับ นั่นเอง แต่ท่านก็ใช้บังคับเรา "ผู้แพ้" ที่ไร้อำนาจ ไร้ปากเสียง จนได้ ดังที่เห็นๆกันอยู่

อธิบายความกันให้ชัดและละเอียดขึ้นอีกหน่อย ก็คือ ทางหมู่มหาเถรสมาคมนั้น เป็นหมู่ใหญ่ ท่านได้ ทำพิธี กระทำการ "ขับอาตมา และคณะ สันติอโศก ออกจากหมู่ใหญ่ หรือออกจากหมู่สงฆ์ ที่ชื่อว่า มหาเถรสมาคม" เรียกการกระทำนี้ว่า "บัพพาชนียกรรม" ซึ่งแปลว่า "การขับออกจากหมู่" ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่ง ของธรรมวินัย

ท่านได้ทำจริงๆ แต่ทำหลังจากที่..อ าตมากับคณะได้กระทำการประกาศตนต่อคณะสงฆ์มหาเถรสมาคม สำเร็จเป็น "นานาสังวาส" ก่อนที่ทาง มหาเถรสมาคมจะทำ "บัพพาชนียกรรม" กับเราเสียอีก ตั้งแต่วันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ [มหาเถรสมาคม "บัพพาชนียกรรม" อาตมากับสันติอโศก ในพ.ศ. ๒๕๓๒]

เ มื่ออาตมากับคณะสงฆ์ชาวอโศก เป็น "นานาสังวาส" กับมหาเถรสมาคม สำเร็จโดยสังฆกรรม ไปเรียบร้อยแล้ว ถูกต้องตามธรรมวินัย มหาเถรสมาคม ก็ไม่สามารถจะมาทำ "บัพพาชนียกรรม" เราได้ แม้จะ ขืนทำกันจนได้ ก็ "โมฆะ" ทำไปเสียเปล่า ไม่มีผลบังคับ หรือใช้ไม่ได้ แน่นอน

เพราะตามธรรมวินัยเมื่อภิกษุเป็น "นานาสังวาส" กันแล้ว สงฆ์ต่างคณะย่อมไม่สามารถเป็นผู้คัดค้าน เป็นผู้ประท้วง (ปฏิกโกสนา) ในท่ามกลางสงฆ์ได้ พระไตรปิฎก เล่ม ๕ ข้อ ๑๙๓ บ่งชี้ไว้ชัดเจน

แต่มหาเถรสมาคมก็ยังขืนทำ "บัพพาชนียกรรม" อาตมากับคณะอยู่นั่นแหละ และยืนยันว่า อาตมากับคณะ เป็น "นานาสังวาส" ไม่ได้

มหาเถรสมาคมไม่พยายามพูดภาษาที่เป็น "ธรรมวินัย" กับเรา ทั้งๆที่การกระทำของเรา คือ "การทำตนเป็น นานาสังวาสด้วยตนเอง" ตามธรรมวินัย ที่ว่าด้วย "ภูมิของนานาสังวาส ๒ ประการ" (พระไตรปิฎก เล่ม ๕ ข้อ ๒๔๐) เราก็ประกาศต่อสงฆ์แล้วจริง พ ร้อมทั้ง มีลายลักษณ์อักษรยืนยัน มอบให้แก่เจ้าคณะอำเภอ แล้วท่านก็ นำส่งขึ้นไปถึงระดับสูง จนเป็นที่รับทราบกันถ้วนทั่วอีกด้วยซ้ำ ซึ่งตามธรรมวินัยนั้น เพียงแต่ ประกาศขอแยก เป็นนานาสังวาสด้วยวาจาแค่นั้น ไม่ต้องถึงกับแถลงการณ์ เป็นลายลักษณ์อักษร ก็แยกตนเป็น "นานาสังวาส" สำเร็จแล้ว

ทั้งๆที่ทางมหาเถรสมาคมท่านก็ยอมรับเป็นอันดีในช่วงที่ท่านได้รับหนังสือประ กาศขอแยกตนเป็น "นานาสังวาส" นั้นว่า อาตมากับคณะ ได้ประกาศแยกตัว ไม่ขึ้นต่อการปกครอง คณะสงฆ์ไทย (หรือมหาเถรสมาคมนั่นเอง) อย่างเปิดเผย ท่ามกลางสงฆ์ เกือบ ๒๐๐ รูป กลางศาลา วัดหนองกระทุ่ม เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๑๘ ต่อหน้า พระสังฆาธิการ หลายรูป ในหนังสือปกาสนียกรรม ก็พิมพ์รายละเอียด เอกสาร พวกนี้ ไว้ครบทั้งหมด เพียงแต่ท่าน ทำทีเบี่ยงเบนไปเป็นว่า นั่น.. "ไม่ใช่ การประกาศตนเป็นนานาสังวาส" ซึ่งเป็นการ "เล่นแง่" กัน เท่านั้นเอง

คณะสงฆ์สันติอโศกได้ปฏิบัติตามธรรมวินัยแล้วอย่างถูกต้อง นั่นคือ ได้ประกาศตนเองเป็น "นานาสังวาส" ก ับคณะสงฆ์ มหาเถรสมาคม อย่างเป็นกิจจะลักษณะ ต่อหน้าที่ประชุมสงฆ์ถึง ๑๘๐ รูป อันมีเจ้าคณะอำเภอ เป็นประธานสงฆ์อยู่พร้อม ในวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๑๘ ซึ่งเจ้าคณะอำเภอ ก็ได้รายงาน การประกาศตนเองเป็น "นานาสังวาส" ของคณะสงฆ์สันติอโศก น ี้ต่อคณะสงฆ์ มหาเถรสมาคม รับทราบ ตามระเบียบ ซึ่งมีหลักฐาน เป็นลายลักษณ์อักษรของ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นายคล้าย จิตพิทักษ์) ถึงอธิบดี กรมการศาสนา ยืนยัน ความจริงนี้ (หนังสือ ที่ นฐ. 23/13430 วันที่ 10 กันยายน 2518) และคณะสงฆ์มหาเถรสมาคม ก็ได้รับ ซับทราบ ยอมรับความจริง ในความเป็น "นานาสังวาส" นี้แล้วด้วย ตามที่ได้แสดงออก ในหนังสือจาก กรมการศาสนา ที่มีไปถึง ผู้อำนวยการ ฝ่ายการเดินรถ กรมการรถไฟ เมื่อ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๒๕ ซึ่งมีลายลักษณ์อักษร ยืนยันว่า "...กรมการศาสนา ได้นำเรื่องเสนอ มหาเถรสมาคมพิจารณาแล้ว ที่ประชุมลงมติ เห็นชอบด้วย ตามเหตุผลที่ กรมการศาสนาเสนอว่า เนื่องจาก ในปัจจุบันนี้ พระภิกษุสามเณรในสำนัก สันติอโศก มิได้ขึ้นอยู่ในปกครองของ คณะสงฆ์ไทย ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๕๐๕ และไม่ได้ อยู่ในความอุปการะของทางราชการ....." (หนังสือจาก กรมการศาสนา ที่ ศธ. ๐๔๐๗/๘๕๓๗)

ตามธรรมวินัย เมื่อสงฆ์เป็นนานาสังวาสกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างก็ปฏิบัติกันไป ตามความเห็นและยึดถือ ที่แตกต่างกัน และที่สำคัญ ก็คือ สงฆ์ฝ่ายหนึ่ง ไปฟ้องร้องชำระความผิด หรืออธิกรณ์อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ หากฝ่ายใด ไปอธิกรณ์อีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายนั้นต้องอาบัติ และอธิกรณ์นั้นเป็น โมฆะ การตัดสินความนั้น ไม่เป็นอันทำ ใช้ไม่ได้ ไม่มีผลบังคับ

แต่ทางคณะสงฆ์มหาเถรสมาคม ก็ได้ "กระทำ" กับคณะสงฆ์สันติอโศก ถึงขั้น "อนุวาทาธิกรณ์" หมายความว่า คณะสงฆ์ มหาเถรสมาคม ได้โจทหรือฟ้องร้อง กล่าวหาสันติอโศก แล้วก็ตั้งคณะ พิจารณาตัดสินความกัน นี่ก็เป็นการกระทำของ คณะสงฆ์มหาเถรสมาคม ซึ่งที่จริง ตามธรรมวินัย "กระทำไม่ได้"

และอีกอย่าง การทำสังฆกรรมตัดสินความคดีของสันติอโศก มหาเถรสมาคมก็เอาสงฆ์ทั้งฝ่ายธรรมยุต ทั้งสงฆ์ ฝ่ายมหานิกาย ซึ่งเป็นสงฆ์ ๒ ฝ่ายหรือ ๒ นิกาย มาร่วมกัน พิจารณา คดีของสันติอโศก ซึ่งผิดธรรมวินัย ทำไม่ได้ แม้ทำก็ ไม่เป็นอันทำ ไม่มีผลบังคับ โมฆะ ใช้ไม่ได้ (วินัยวิบัติ ในประเด็น "คณปูรกะ")

แถมที่คณะการกสงฆ์ทำการวินิจฉัยตัดสินความอาตมา ก็ไม่เป็น "สัมมุขาวินัย" คือ พิจารณาความ ลับหลัง จำเลย เพราะไม่ได้ แจ้งจำเลย ไม่ได้เรียก จำเลย คือ อาตมากับ สงฆ์สันติอโศกเข้าไปนั่งอยู่ ในที่พิจารณาความ ร่วมรับรู้ รับฟังร่วมให้การแต่อย่างใดเลย สงฆ์มหาเถรสมาคม "กระทำ" เอาตามอำเภอใจ ดังกล่าวนี้ จริงทั้งสิ้น

กระนั้นก็ตาม คณะสันติอโศกก็อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ได้ดื้อดึงดัน ยอมในสิ่งที่ยอมเสียสละได้ ซึ่งก็พยายาม ที่จะไม่ให้เสียธรรม แม้ที่สุด ยอมขึ้นศาล ยอมเปลี่ยนสภาพหลายอย่าง แต่ที่ไม่ยอมก็คือ ไม่ยอมสละ สมณเพศ ยังขอยืนยันความเป็นสมณะ ตามธรรมวินัย อยู่ตลอดเวลา

และการต้องแพ้คดีความในศาลยุติธรรมทางโลกนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องธรรมวินัยเลย เป็นเรื่องของกฎหมาย ข้อกฎหมาย ที่ไม่ใช่บัญญัติ ของพระพุทธเจ้า ศาลมิได้พิจารณาความผิด ทางธรรมวินัยใดๆ พิจารณา แต่เฉพาะ ในแง่กฎหมาย ที่บัญญัติขึ้นมาใหม่ มิใช่ข้อบัญญัติของพระพุทธเจ้า

เ พราะเหตุฉะนี้ ผู้ที่ไม่เข้าใจในความลึกซึ้งของธรรมวินัย จึงหลงเข้าใจผิดไปได้อย่างผิวเผินว่า คณะสงฆ์ สันติอโศกแพ้คดี ในศาลของฆราวาส ทางโลก ไม่ใช่ทางธรรมนั้น คือ คณะสงฆ์สันติอโศก ไม่เป็น "สงฆ์" ไม่เป็น "สมณะ" แล้ว ทั้งๆที่ประเด็นของ ข้อกฎหมาย ที่สมณะโพธิรักษ์ ถูกฟ้องร้องนั้นคือ ทางเถรสมาคมมีมติ สั่งให้สมณะโพธิรักษ์ สละสมณเพศ ถ้าไม่สละสมณเพศ ก็ผิดกฎหมาย สมณะโพธิรักษ์ ไม่ยอมสละสมณเพศ ยืนยันครองความเป็นสมณเพศตลอดมา ไม่ยอม "สึก" นั่นเอง นั่นก็หมายความว่า ยังคงเป็นสงฆ์ ครองสมณเพศอยู่ และก็เพราะยังคง ครองความเป็นสมณเพศ อยู่นี่เอง จึงได้ผิดกฎหมาย ข้อที่ฟ้องนี้

แต ่ผู้ไม่เข้าใจถ่องแท้ ก็เข้าใจผิดว่า สงฆ์สันติอโศก ไม่ได้เป็นพระเป็นสงฆ์แล้ว เพราะแพ้คดี นี่คือ ความไม่ถูกฝา ถูกตัว ของผู้ยัง ไม่ลึกซึ้ง ในธรรมวินัย ยิ่งกว่านั้น มีการกล่าวหาว่า คณะสงฆ์สันติอโศก เป็น "นิกาย" ซ้ำเสียอีก ทั้งๆที่คณะสงฆ์สันติอโศกยืนยัน และปฏิบัติตนแค่ "นานาสังวาส" ตามธรรมวินัย ตลอดมา อยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ ผู้ที่ "กระทำ" ให้เกิดแตกแยกกัน จนเกินเรื่อง เกินสัจธรรมไปนั้น จึงมิใช่ "การกระทำ" ของคณะสงฆ์ สันติอโศก

สันติอโศก ไม่ได้เป็น "นิกาย" เป็นแค่ "นานาสังวาส" เท่านั้นจริงๆ แต่สันติอโศกถูกคณะสงฆ์ มหาเถรสมาคม หรือ พุทธกระแสหลัก "กระทำ" จนประชาชนที่ไม่รู้ลึกซึ้ง ในหลักธรรมวินัย เข้าใจผิดไปว่า สันติอโศก "เป็นผู้กระทำตนเอง" แยกเป็น "นิกาย" ท ั้งๆที่ ตามความจริง คณะสงฆ์ สันติอโศกเพียง "ทำตนเอง" เป็น นานาสังวาส เท่านั้น และการทำตนเองเป็น "นานาสังวาส" นี้ ก็ไม่ผิด ธรรมวินัยด้วย เพราะพระพุทธเจ้า ทรงอนุญาต ให้ทำได้ เมื่อเกิดกรณีขัดแย้งกันจนถึงขีดถึงขั้นตามที่เป็นจริง วินัยข้อนี้ เป็นทางออก ประเด็นหนึ่ง ของสังคมมนุษย์ อันเป็นสุดยอด แห่งพระปัญญาธิคุณ ของพระพุทธองค์ โดยแท้

"นานาสังวาส" หมายความว่า เป็นพุทธร่วมกัน แต่มีความแตกต่างกัน ซึ่งมิใช่แตกแยกกันเป็นนิกาย เช่น มี "กรรม" ต่างกัน มี "อุเทศ" ต่างกัน "มี ศีล" ไม่เสมอสมานกัน เป็นต้น

มีกรรมต่างกัน ก็คือ มีการกระทำแตกต่างกันไปแล้ว เช่น พฤติกรรมต่างกัน พิธีกรรมต่างกัน กิจกรรมต่างกัน

มีอุเทศต่างกัน คือ คำสอนคำอธิบายธรรมะไม่ไปทางเดียวกัน ยกหัวข้อธรรมขึ้นแสดงความหมาย ต่างกันไป

มีศีลไม่เสมอสมานกัน คือ ศีลข้อเดียวกัน แต่ปฏิบัติไม่เหมือนกันแล้ว เช่น ศีลข้อที่ว่า ไม่รับเงินทอง ไม่มีเงินทอง ไม่สะสมเงินทอง เป็นของตน ฝ่ายหนึ่งรับอยู่ สะสมอยู่ ใช้อยู่ โดยมีข้ออ้างไปต่างๆ แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ไม่สะสม ไม่ใช้ หรือศีลข้อที่ว่า ให้เว้นขาด การรดน้ำมนต์ ฝ่ายหนึ่งถือว่า รดน้ำมนต์ไม่ผิด ก็รดน้ำมนต์อยู่ แต่อีกฝ่ายถือว่าผิด ไม่รดน้ำมนต์ หรือศีลข้อที่ว่า ให้เว้นขาด การบูชาด้วยไฟ โดยใช้สิ่งที่จุดเป็นเปลว หรือ เป็นควัน ทุกวันนี้ใช้ธูป และเทียน ฝ่ายหนึ่งถือว่าไม่ผิด ก็บูชาด้วยไฟ โดยใช้ธูป ใช้เทียน จุดไฟอยู่ แต่อีกฝ่าย ถือว่าผิด จึงไม่บูชาด้วยไฟเลย ไม่ว่าจะใช้อะไร เป็นเชื้อไฟ เป็นต้น หรือฝ่ายหนึ่งไม่นับว่า จุลศีล-มัชฌิมศีล-มหาศีล เป็นศีลที่ภิกษุจะต้อง ยึดถือ ปฏิบัติสำคัญกันแล้ว แต่อีกฝ่ายหนึ่ง ยังนับว่า จุลศีล-มัชฌิมศีล-มหาศีล เป็นศีลที่ภิกษุ จะต้องยึดถือ ปฏิบัติ สำคัญยิ่งด้วยซ้ำ ก็ยึดถือปฏิบัติกันเคร่งครัดอยู่

ดังนั้น เมื่อขัดแย้งกันถึงขีดถึงขั้น เหตุการณ์ก็ย่อมเป็นไป สุดท้ายก็ต้องจบด้วยหลักธรรมวินัย ของพระพุทธเจ้า คือ นานาสังวาส นี่เอง เป็นข้อยุติ เหตุการณ์จริงนั้นๆ

แต่ผู้ไม่เข้าใจในธรรมวินัยดีพอ ก็จะนับเอาความต่าง (นานา) ที่ต่างกันจริงๆ นี้ เป็นการแยกถึงขั้น "นิกาย" ยิ่งผู้รู้ หลักธรรมวินัยดี ก็ไม่ช่วยกัน ทำความเข้าใจ ให้ผู้ยังไม่รู้ เข้าใจถูกต้องด้วย แถมกลับกระทำ และ พูดบอกว่า สันติอโศก เป็น "นิกาย" ให้ผู้ไม่รู้ เชื่อผิดซ้ำ เข้าไปอีก ก็แน่นอน ผู้ไม่รู้ก็ต้องเชื่อ ตามปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ชวนให้ เข้าใจผิดนั้นๆ แน่นอน

ขอยืนยันว่า "สันติอโศก" ไม่ใช่ "นิกาย" ตามธรรมวินัยโดยแท้ "สันติอโศก" เป็นแค่ "นานาสังวาส"เท่านั้น.

ที่มา http://www.asoke.info/talang_ptr.html

แก้ปม"วันวิสาขบูชา"

...................................

"ศูนย์คุณธรรม"ควรถอนตัว-แก้ปม"วันวิสาขบูชา"วุ่น!

โดย เซี่ยงเส้าหลง 20 เมษายน 2548 01:24 น.

...................................

•• ถ้าเริ่มต้นตั้งหลักมองว่า สำนักสันติอโศกไม่ใช่พุทธ – และบิดเบือนคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา ดังเช่น พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตญาโณ) หรือที่รู้จักกันมานานในนาม มหาระแบบ องค์ประธานของ ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนา และ กระแสโดยทั่วไป เสียแล้วการกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็สมควร ถูกตำหนิ เพราะการมอบหมายให้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เข้าไปเป็น ประธานศูนย์คุณธรรม ที่มี งบประมาณรัฐสนับสนุนจำนวนไม่น้อย นั้นเสมือนเป็น การสนับสนุนสำนักนอกพระธรรมวินัย เพราะท่านเป็น ศิษย์คนสำคัญของสำนักสันติอโศก แต่การจะพิจารณาว่า ขัด, แย้ง กับรัฐธรรมนูญ มาตรา 73 ที่ระบุไว้ว่า “... รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมทั้งสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาค ุณภาพชีวิต.” นั้น “เซี่ยงเส้าหลง” ยังคง ไม่เห็นด้วย ก็เพราะในมาตรานี้มีคำว่า “...และศาสนาอื่น ส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา.” ซึ่งย่อมจะพิจารณาได้ อีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อนำ มาตรา 38 วรรคแรก ที่บัญญัติไว้ว่า “... บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่ อถือของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร ้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน.” ปัญหาจึงไม่จำเป็นต้องหาคำตอบว่า สำนักสันติอโศกเป็นพุทธแท้หรือพุทธเทียม ตราบใดที่หมู่คณะนี้ยังคงปฏิบัติอยู่ในกรอบของประโยคที่ว่า “...ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน.” ตราบนั้นยังคงอยู่ในกรอบที่ รัฐต้องอุปถัมภ์และคุ้มครอง ทั้งในภารกิจที่เป็น “...ศาสนาอื่น.” และ/หรือ “...ส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา.” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศูนย์คุณธรรม ไม่ได้มีภารกิจจำกัดอยู่เฉพาะในส่วนของ พุทธศาสนา และ/หรือ พุทธศาสนานิกายใดนิกายหนึ่งในบังคับขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง ยกเว้นเสียจะ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามที่พระสงฆ์และพุทธบริษัทกลุ่มเดียวกันนี้เคยเรียกร้องต่อสู้ในช่วง ปี 2539 เสียก่อน

•• ทางออกที่ ดีที่สุด ก็คือ สำนักสันติอโศก เพื่อการอนุวรรตให้เป็นไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญที่จะต้อง “...ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน.” ณ นาทีนี้ก็ควร ประกาศถอนตัว ออกจากการเข้าไปร่วม งานวันวิสาขบูชาที่จะจัดขึ้นที่พุทธมณฑล เสียแต่เนิ่น ๆ เช่นกันกับที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ควรวางมือจากงานนี้ปล่อยให้ นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ในฐานะ ประธานจัดงาน ดำเนินการไปโดยเอกเทศ ศูนย์คุณธรรม เพียงแต่ จัดสรรงบประมาณส่งให้ เท่านั้น

•• ส่วนจะให้ พล.ต.จำลอง ศรีเมืองยืนหยัดอยู่ใน ศูนย์คุณธรรม ต่อไปหรือไม่นั้น “เซี่ยงเส้าหลง” ว่าจะต้องเป็น การตัดสินใจในทางนโยบาย ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่จะต้อง ชั่งน้ำหนัก เพราะทุกประการย่อมมี ได้ มี เสีย ทั้งนั้น

•• งบประมาณของ ศูนย์คุณธรรม หรือ Moral Center หรือชื่อเต็ม ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม หรือ Center for the Promotion of National Strength on Moral Ethics and Values ซึ่งมีฐานภาพเป็น องค์การมหาชน ภายใต้การบริหารของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง โดยการมอบหมายให้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีอยู่ไม่มากไม่น้อย 226 ล้านบาท เฉพาะในปีงบประมาณ 2548 โดยเป็นหน่วยงานที่เป็น 1 ใน 8 ของโครงการที่มีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า โครงการกระตุกต่อมคิดในความรับผิดชอบของ สบร. – สำนักงานและบริหารพัฒนาองค์ความรู้ หรือ OKMD - Office of Knowledge Management and Development นั่นเอง

•• เมื่อรวมทั้ง 8 โครงการแล้วจะได้รับงบประมาณรวมกันตลอดปี 2548 เท่ากับ 4,135 ล้านบาท มาร่วมกันทบทวนงานใหม่ ๆ ในส่วนนี้ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็น ประธานกรรมการ และ พันศักดิ์ วิญญรัตน์ เป็น รักษาการผู้อำนวยการ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการโดยผลของพระราชกฤษฎีกา วันที่ 18 มิถุนายน 2547 ดูซิว่า อีก 7 โครงการที่เหลือ นอกเหนือไปจาก ศูนย์คุณธรรม ที่ได้รับจัดสรรไปน้อยที่สุดเป็นลำดับที่ 2 แล้วมีอะไรบ้าง

•• หนึ่ง – ก็คือตัว สบร. – สำนักงานและบริหารพัฒนาองค์ความรู้ หรือ OKMD - Office of Knowledge Management and Development ได้งบประมาณไปสำหรับ บริหารและจัดทำระบบฐานข้อมูลสารสนเทศด้านการพัฒนาองค์ความรู้ เป็นจำนวนรวม 150 ล้าน เฉพาะของปีงบประมาณนี้

•• สอง – ก็คือ สวร. - สถาบันวิทยาการการเรียนรู้ หรือ NBL - National Institute for brain-based Learning ที่จะเป็นผู้ให้ ถุงของขวัญแรกเกิด แก่ เด็กไทยทุกคน ที่เกิดตั้งแต่ วันที่ 28 กรกฎาคม 2548 โดยจะมี หนังสือคู่มือการเลี้ยงดูบุตร เป็น ธงนำ ต้นแบบน่าจะเสร็จออกมาภายใน วันที่ 5 พฤษภาคม 2548 สถาบันนี้รับผิดชอบโดย พ.ญ.จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ ที่มีตำแหน่งเป็น ผู้อำนวยการ ได้งบประมาณไปพอสมควร 343 ล้านบาท เฉพาะของปีงบประมาณนี้เช่นกัน

•• สาม – ก็คือ สมพช. – ศูนย์ส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษแห่งชาติ หรือ NGT - National Center for the Gifted and Talented ซึ่งจะรับช่วงดูแลและพัฒนา เด็กที่มีความสามารถพิเศษ หรือ Gifted ที่พูดกันมานานมาแล้วเพิ่งจะปรากฏเป็นรูปธรรม 326 ล้านบาท คืองบประมาณที่ได้แบ่งสรรไปดำเนินงานในปีนี้

•• สี่ – ก็คือ ศลชท. – ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทย หรือ TECLS - Thailand Center of Excellence for Life Science เน้นทางด้าน วิทยาศาสตร์ ได้รับการจัดสรรงบประมาณไปมากโขอยู่ 814 ล้านบาท เฉพาะการทำงานในปีนี้

•• ห้า – ก็คือ สคบ. – ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC - Thailand Creative & Design Center ส่วนนี้ พันศักดิ์ วิญญรัตน์ รับเป็น ประธาน เข้าไปเกี่ยวข้องกับ โครงการกรุงเทพเมืองแฟชั่น และเริ่มก่อตั้งสถานบันศึกษาแล้วโดยมีผู้รับหน้าที่ดูแลในการปฏิบัติงานประจำคือ ดร.สุรพล วิรุฬรักษ์ ได้รับการจัดสรรงบประมาณไปมากพอสมควรเช่นกัน 771 ล้านบาท เฉพาะปีแรกปีนี้เช่นกัน

•• หก – ก็คือ สอร. – สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ หรือ TK Park - Thai Knowledge Park รับผิดชอบดูแลโดย สิริกร มณีรินทร์ จัดทำ ห้องสมุดที่มีชีวิต ขึ้นเป็นต้นแบบเปิดบริการที่ เซ็นทรัลเวิลด์พลาซ่า – ชั้น 6 ได้รับจัดสรรงบประมาณไปมากที่สุดในบรรดา 8 องค์กร 866 ล้านบาท สำหรับการเริ่มต้นในปีแรก

•• เจ็ด – ก็คือ สพร. - สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ หรือ NDMI - National Discovery Museum Institute เพื่ออธิบายที่ไปที่มาของตนเองสังคมไทยและเอเชียในรูปแบบของ พิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ งานส่วนนี้มี จาตุรนต์ ฉายแสง เป็น ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ในส่วนปฏิบัติการนั้น ชัยอนันต์ สมุทวณิช เป็น ประธานกรรมการ และ ศรีศักร วัลลิโภดม เป็น ประธานอนุกรรมการวิชาการ รวมทั้ง พัชรี ชินธรรมมิตร เป็น รักษาการผู้อำนวยการ เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานโดยได้รับการจัดสรรงบประมาณ สูงเป็นอันดับที่ 3 ด้วยตัวเลข 633 ล้านบาท เฉพาะปีแรก 2548 นี้เท่านั้น

•• เมื่อพิจารณาโดยมอง ภาพรวม เช่นนี้แล้ว “เซี่ยงเส้าหลง” จึงกล่าวได้ว่าเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เริ่มต้นด้วย ความคิดสร้างสรรค์, เจตนาบริสุทธิ์ แต่บังเอิญไป ชนตอ เจอปมประเด็นปัญหาที่ดำเนินมาต่อเนื่องยาวนานและเป็นเรื่องของ ศรัทธา, ความเชื่อ เรื่องจะง่ายกว่านี้มากถ้าไม่ต้อง คิดใหม่, ทำใหม่ มอบหมายทุกภารกิจให้แก่ มหาเถรสมาคม, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เหมือนที่เคยทำกันมา


ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

วันพุธ, เมษายน 13, 2548

วิวาทะ ว่าด้วย..งานวิสาขบูชา

มหาเถรงัด'จำลอง' ดึง'สันติอโศก'ร่วมงานวันวิสาขบูชา

12 เมษายน 2548 กองบรรณาธิการ

ไอเดีย 'แม้ว' ปลุกกระแสธรรมะกลายเป็นปลุกความขัดแย้ง เมื่อให้ 'มหาจำลอง' เป็นแม่งานวิสาขบูชา มหาเถรสมาคมประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมเหตุเพราะดึงสันติอโศกเข้ามายุ่ง ชี้ไม่เหมาะสม

พระเทพวิสุทธิกวีระบุทำเหมือนตบหน้า มส. จัดงานศาสนาสัมพันธ์สมานฉันท์แห่งชาติก็แค่สร้างภาพ
ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 09.30 น. วันที่ 11 เมษายน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประธานศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อพลังแผ่นดิน พร้อมด้วยแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต แห่งเสถียรธรรมสถาน น.พ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ และพระสงฆ์กว่า 10 รูป เข้าพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หารือถึงการจัดงานวันวิสาขบูชา 22 พฤษภาคม
ภายหลังการเข้าพบ พ.ต.ท.ทักษิณเปิดเผยว่า พล.ต.จำลองมาพบเรื่องศูนย์คุณธรรมที่จะจัดงานวันวิสาขบูชาเพื่อให้ชาวพุทธศา สนิกชนทั้งหลายรวมใจกัน และจะมีการเชิญพระจากทุกนิกายมาร่วมกันปฏิบัติธรรม เป็นการสร้างกระแสให้เ กิดการปฏิบัติธรรมและชำระจิตใจอย่างทั่วไปในพุทธศาสนิกชน อย่างน้อยๆ จะได้เป็นการตั้งจิตตั้งสัจจะที่จะลด ละ เลิกอะไรสักอย่าง รัฐจะใช้เวลา 3 ปีเพื่อทำให้หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้อยู่ในใจของคนไทยที่นับถือศ าสนาพุทธ
ผู้สื่อข่าวถามว่า งานศาสนาสัมพันธ์สมานฉันท์แห่งชาติ ที่จัดไปเมื่อวันที่ 10 เม.ย. จะช่วยเหลือได้อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า จริงๆ แล้วทุกศาสนามีจุดหมายปลายทางคือความสันติสุขเหมือนกันหมด ถ้าสังคมไทยยังเป็นสังคมที่ขัดแย้งกันอยู่ก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ดี เพราะทุก คนต้องการสันติสุข ถ้าทุกศาสนามาร่วมกันประกอบพิธีตามแนวความคิดความเชื่อหรือตามหลักของศาสนาเ พื่อแสดงพลังสักครั้งก็จะเป็นเรื่องดี
"เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ในประเทศจะเป็นสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ จะเรียกว่าเป็นการทำบุญประเทศไปด้วยก็น่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะสม เพราะจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา มีหลายเรื่องราว ฉะนั้นจึงได้เชิญทุกศาสนามาร่วมกันปฏิบัติธรรมซึ่งไม่เคยมีอย่างนี้มาก่อน" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว
เมื่อถามว่าจะทำเป็นประเพณีทุกปีหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า คงไม่ได้กำหนดไว้ แต่งานที่ผ่านมาถือว่าเป็นที่น่าพอใจ เป็นสิ่งที่ดี ส่วนที่มีประชาชนมาร่วมงานค่อนข้างน้อยนั้น เป็นเพราะเราไม่ได้สร้างพลังเพื่อให้มากันมากๆ เราใช้ระบบการถ่ายทอดสด เพื่อให้ประชาชนได้เห็น
นายกฯ กล่าวว่า การจัดงานศาสนาสัมพันธ์สมานฉันท์แห่งชาติไม่ได้มุ่งเรียกขวัญกำลังใจให้ประช าชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น แต่เป็นเรื่องการสร้างพลังใจให้คนไทยทั้งหมดได้มีจิตใจเข้มแข็ง ที่จะทำงานเพื่อส่วนรวมและรักเพื่อนมนุษย์
ด้าน พล.ต.จำลองกล่าวว่า ศูนย์คุณธรรมได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้ประสานจัดงานวันวิสาขบูชาให้ยิ่งใหญ่และเป็นไปตามแนวทางของท่านพุทธทาสภิ กขุ โดย น.พ.จักรธรรมจะเป็นประธานคณะกรรมการจัดงาน แม่ชีศันสนีย์เป็นประธานอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ และคณะสงฆ์จากทุกวัดทุกสาขาเป็นกรรมการ จึงมาแจ้งความคืบหน้าในการเตรียมงานในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาว่าได้ทำอะไรบ้าง
ขณะที่แม่ชีศันสนีย์กล่าวว่า เรามียุทธศาสตร์ที่จะใช้วันวิสาขบูชาปีนี้เป็นการเปิดแคมเปญใหญ่ที่จะสร้างก ระแสให้มนุษย์สามารถมีชีวิตและพึ่งพาตนเองเพื่อพ้นทุกข์ร่วมกันได้ โดยเราจะชวนพุทธศาสนิกชนตั้งสัจจะอธิษฐานที่จะหยุด ลด ละ เลิก สิ่งที่ไม่ดี เร่งทำสิ่งที่ดีให้เกิดขึ้น และจะมีคำอวยพรในวันวิสาขบูชา โดยเริ่มสร้างกระแสในวันนี้ไปจนอีก 3 ปีข้างหน้า จะทำให้ประชาชนชาวไทยมีชีวิตที่ผาสุกและร่มเย็น เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
"เป็นหน้าที่ที่ชาวพุทธทุกคนต้องช่วยกันบอกว่าการปฏิบัติบูชาถือว่าเป็นเรื่ องที่สำคัญที่สุด เพราะหน้าที่ของชาวพุทธคือการขัดเกลาจิตใจของเราเพื่อให้เกิดกระแสที่ดีงาม และนายกรัฐมนตรีเองก็ให้การอนุเคราะห์ในทุกเรื่อง จึงทำให้เกิดกระแสนี้" แม่ชีศันสนีย์กล่าว
น.พ.จักรธรรมกล่าวว่า นายกฯ ได้ให้นโยบายว่าจะทำให้คนไทยมีพระธรรมในจิตใจและปฏิบัติธรรม สิ่งที่นายกฯ เน้นในวันนี้เป็นเรื่องที่เน้นต่อจากงานเมื่อวันที่ 10 เม.ย. โดยนายกฯ บอกว่ารัฐบาลทำงานศาสนาสัมพันธ์สมานฉันท์แห่งชาติ และอยากเห็นศาสนิกสัมพันธ์ในทุกกลุ่มทุกหมู่ของพระพุทธศาสนาเรา นายกฯ อยากเห็นการสมานฉันท์ในศาสนิกชน ซึ่งเป็นนโยบายที่ชัดเจน โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. ไปจนถึงวันที่ 30 พ.ค. 48
บ่ายวันเดียวกัน ที่พุทธมณฑล ได้มีการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) น.พ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุม มส.ได้มีการพิจารณาเรื่องการจัดงานวันวิสาขาบูชาในวันที่ 22-30 พ.ค. 48 ซึ่งศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อพลังแผ่นดินที่มี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นประธาน จะเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนงบประมาณ ซึ่งในการประชุมเมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ประชุม มส.ได้แสดงความกังวลศูนย์ดังกล่าวเนื่องจากบางภาคีของกลุ่มคณะสงฆ์ได้เคยมีป ระกาศนียกรรมไว้แล้ว
ถ้อยแถลงของ น.พ.จักรธรรมเรื่องคำประกาศนียกรรม ก็คือการประกาศบัพพาชนียกรรม หรือการขับสงฆ์ออกจากหมู่ ที่ น.พ.จักรธรรมหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำนี้
น.พ.จักรธรรมกล่าวว่า ที่ประชุมมหาเถรสมาคมจึงมอบหมายให้พระเถระ 4 รูป ประกอบด้วย พระพรหมวชิรญาณ วัดยานนาวา พระธรรมวรเมธี วัดสัมพันธวงศ์ พระเทพโสภณ อธิการคณบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ พระราชเมธาภรณ์ รองคณบดีมหามกุฏราชวิทยาลัย ร่วมกับ ผอ.พศ.ไปหารือเพื่อประชุมหาทางออกมาให้การทำงานเป็นไปอย่างสันติและสอดคล้อง กับมติของ มส.ในอดีต
น.พ.จักรธรรมกล่าวว่า ซึ่งในการประชุมวันนี้ (11 เม.ย.) ตนได้นำเรียนผลการหารือของคณะผู้แทน มส.ที่เสนอไว้หลายทางทั้งให้จัดงานร่วมกันโดยขอให้ศูนย์คุณธรรมฯ ไม่นำภาคีบางกลุ่มมาร่วมงานหรือเปลี่ยนสถานที่จัดงาน อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมพระเถระใน มส.ทุกรูป ได้แสดงความเห็นว่า ในปี 2532 คณะสงฆ์ได้เคยมีประกาศนียกรรมไม่ให้พระสงฆ์ไปร่วมคบค้าสมาคมกับกลุ่มคนดังกล ่าว และประกาศดังกล่าวก็ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่จนปัจจุบัน ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ ฉะนั้นที่ประชุม มส.จึงมีมติว่าในการจัดงานวิสาขบูชาครั้งนี้ให้ทางสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาต ิจัดงานแต่เพียงฝ่ายเดียวไปก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคณะสงฆ์ที่ มส.กระทำบัพพาชนียกรรมไม่ให้พระสงฆ์ไปร่วมคบค้าสมาคมด้วย คือกลุ่ม "สันติอโศก" ของสมณโพธิรักษ์ ที่มีความสนิทแนบแน่นกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
"วันนี้คณะสงฆ์ท่านค่อนข้างชัดเจนและหนักแน่นว่า อาจจะมีความไม่เหมาะสมบางประการในการจัดงานร่วมกับบางภาคีของศูนย์คุณธรรมฯ เนื่องจากในปี 32 คณะสงฆ์เคยมีประกาศนียกรรมห้ามพระสงฆ์ไปร่วมคบค้าสมาคมกับกลุ่มบุคคลดังกล่า ว ซึ่งประกาศยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ ซึ่งทั้งหมดต้องเข้าใจว่าคณะสงฆ์ไม่ได้รังเกียจที่จะทำงานร่วมกับศุนย์คุณธร รมฯ ของ พล.ต.จำลอง แต่เฉพาะกับบางภาคีของท่านจำลองเท่านั้น เนื่องจากศูนย์มีเครือข่ายกว่า 40 องค์กร การไปร่วมงานด้วยจะทำให้เกิดความไม่สบายใจต่อชาวพุทธได้ เพราะฉะนั้น มส.จึงเห็นว่า สำนักพุทธฯ น่าจะจัดงานเพียงส่วนเดียวไปก่อน ส่วนศูนย์คุณธรรมฯ จะมาช่วยสนองงานของรัฐบาลอย่างไรก็ค่อยว่ากันปีต่อไป" ผอ.พศ.กล่าว และว่า มส.ได้เน้นย้ำให้ไปทำความเข้าใจกับรัฐบาล โดยได้เน้นย้ำให้นำประกาศนียกรรมดังกล่าวไปเรียนต่อนายกฯ ด้วย
ผอ.พศ.กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่พระผู้ใหญ่เกือบทุกรูปได้แสดงความเห็น ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ สมเด็จวัดชนะสงคราม และรูปอื่น ซึ่งแม้ท่านจะไม่มีการลงมติแต่ก็เป็นเอกฉันท์ ตนยังได้กราบเรียนต่อที่ประชุมว่านอกจากตนจะเป็น ผอ.พศ.แล้ว ยังเป็นหนึ่งในกรรมการของศูนย์คุณธรรมฯ ด้วย หากทำให้ท่านไม่สบายใจก็พร้อมจะลาออกจากศูนย์ดังกล่าว ซึ่งที่ประชุมท่านก็ไม่ติดใจอะไร โดยขอให้ยังคงเป็นกรรมการต่อไป เพื่อจะได้เป็นตัวแทนสื่อสารความเข้าใจกับระหว่าง มส.กับศูนย์คุณธรรมฯ
พระเทพวิสุทธิกวีจากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) กล่าวถึงการจัดงานศาสนาสัมพันธ์สมานฉันท์แห่งชาติ ว่าการทำในเรื่องอันเป็นมงคลถือว่าดี แต่ก็ชวนให้สงสัยว่านี่คือการสร้างภาพใช่หรือไม่ ซึ่งการใช้ชื่องานว่าศาสนาสัมพันธ์สมานฉันท์แห่งชาติ ถือว่าไม่เหมาะสม อาจทำให้ชาวโลกเข้าใจได้ว่าประเทศไทยมีความข้ดแย้งกันในทางศาสนา ทั้งที่ความจริงศาสนาทุกศาสนาไม่ได้สร้างปัญหาให้แก่กัน แต่ต่างมีวิถีที่จะทำให้คนเป็นคนดี และตั้งอยู่ในที่ในทางของแต่ละศาสนา ไม่ได้ก้าวล่วงกันและกัน จึงไม่มีความขัดแย้งให้ต้องสมานฉันท์ ส่วนคนที่เข่นฆ่าคนอื่น คือพวกประพฤตินอกศาสนา ซึ่งคนเหล่านี้ต่อให้จัดงานอีกกี่ครั้งก็ยังฆ่ากัน โปรยนกอีกกี่ล้านตัวก็ไม่เป็นผล
"อาตมาดูงานที่จัดแล้ว เห็นว่าหลายอย่างไม่ถูกต้อง ไม่สอดคล้องกับจารีต ตัวอย่างเช่น การมอบของที่ระลึกให้ประมุขของแต่ละศาสนา แทนที่นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้เดินไปมอบให้ กลับกลายเป็นว่าทำในสิ่งที่ขัดกับธรรมเนียมไทย ประมุขฝ่ายศาสนาต้องเดินไปหานายกฯ แต่เรื่องนี้คงโทษท่านไม่ได้ ต้องโทษคนที่จัดฉาก" พระเทพวิสุทธิกวีกล่าว
พระเทพวิสุทธิกวียังได้ฝากไปถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถึงเรื่องที่จะให้ พล.ต.จำลอง ร่วมกับสันติอโศกจัดงานวันวิสาขบูชา ว่าการทำเช่นนี้ถูกหรือผิด เพราะมหาเถรสมาคมได้ตัดสินแล้วว่าหลักคำสอนของสันติอโศกไม่ถูกต้องเป็นการปร ะพฤตินอกธรรมวินัย ขณะที่สำนักงานพระพุทธศาสนามีหน้าที่ทำงานเพื่อสนองกิจการของสงฆ์
"หากตัดสินใจให้สันติอโศกมาจัดงานวันวิสาขบูชา ก็เท่ากับไม่ยี่หระและเอื้อเฟื้อต่อคณะสงฆ์ ทำอย่างนี้เท่ากับตบหน้ามหาเถรสมาคม ในเมื่อตัดสินแล้วว่าไม่ยอมรับผู้ประพฤติผิดอย่างสันติอโศกแล้วจะมาทำงานร่ว มกันได้อย่างไร คงไม่มีใครที่ถุยน้ำลายแล้วจะเก็บกลับมากลืนได้ใหม่" พระเทพวิสุทธิกวีกล่าว.


มหายันอุ้มสันติอโศก โต้'มหาเถร'พุทธมณฑลเป็นของพุทธบริษัท

13 เมษายน 2548 กองบรรณาธิการ

'จำลอง' ลั่น มส.ไม่มีสิทธิห้ามสันติอโศกร่วมงานวิสาขบูชา เพราะพุทธมณฑลเป็นของพุทธบริษัท ไม่ใช่เฉพาะของสงฆ์ ยันเดินหน้าตามบัญชานายกฯ

เผย "ทักษิณ" ฝันไทยยิ่งใหญ่เหมือนเมกกะ "ทองขาว" เตือนสำนักพุทธรู้อะไรควรไม่ควร ถ้าไม่ฟัง มส.ก็มองหน้ากันไม่ได้ เตรียมระดมชาวพุทธเคลื่อนไหวใหญ่ รอมติมหาเถรสมาคม 20 เม.ย.


พ ล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประธานศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อพลังแผ่นดิน หรือศูนย์คุณธรรม ชี้แจงเมื่อวันที่ 12 เมษายน ถึงการจัดงานวันวิสาขบูชา ระหว่างวันที่ 22-30 พฤษภาคม 2548 ว่าเมื่อวันที่ 10 เมษายน ตนได้ชวน น.พ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) บุตรชายนายสัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ไปกราบนมัสการรักษาการสมเด็จพระสังฆราช เพื่อกราบทูลถึงการเตรียมงานวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นไปตามดำริของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้ศูนย์คุณธรรมเป็นผู้ดำเนินการจัดงานครั้งนี้ เพื่อให้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ของชาวพุทธ ตามแนวทางของท่านพุทธทาส ให้ถึงขนาดว่ามีชาวพุทธที่เป็นคนต่างชาติเข้ามาร่วมด้วย โดยให้ผู้อำนวยการ พศ.เป็นแม่งาน และนิมนต์พระผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ ร่วมกับฆราวาส ขณะที่ตนเองเป็นที่ปรึกษา
พล.ต.จำลองกล่าวว่า ได้ทำหนังสือเรียนเชิญหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วม โดยที่ต้องทำเป็นหนังสือ ก็เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบราชการในการเบิกงบประมาณใช้ในการจัดงาน ซึ่งรักษาการสมเด็จพระสังฆราชมีรับสั่งให้ผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ ไปดำเนินการ
ต่อมาวันที่ 11 เมษายน ตนและคณะผู้จัดงาน ได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อแจ้งให้ทราบถึงความคืบหน้าในการจัดงาน
กรณีมหาเถรสมาคม (มส.) มีมติให้สำนักพุทธศาสนาจัดงานเพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากไม่พอใจที่ศูนย์คุณธรรมดึงสำนักสันติอโศกเข้าร่วมงานด้วยนั้น พล.ต.จำลองกล่าวว่า คงเป็นเพราะมีพระจากสันติอโศกร่วมเป็นกรรมการในการจัดงานด้วย คือท่านจันทร์ ตนจึงได้ทำหนังสือแจ้งเอาชื่อท่านจันทร์ออกแล้วเมื่อวันที่ 10 เมษายนนี้ โดยท่านจันทร์เองก็ไม่มีปัญหาใดๆ เข้าใจว่าทาง มส.คงยังไม่ทราบเรื่องจึงมีมติออกมาดังกล่าว และเท่าที่ทราบ มตินี้ก็ยังไม่เป็นที่สิ้นสุด เพราะมีการพิจารณาเรื่องเพิ่มเติมขึ้นมาอีก แต่ไม่ทราบว่าเรื่องอะไร อย่างไรก็ตาม น.พ.จักรธรรมได้บอกว่าจะนำเรียนพระผู้ใหญ่ใน มส. ซึ่งคาดว่าจะมีการทบทวนมติใหม่
"การห้ามสันติอโศกมาร่วมงานที่พุทธมณฑล คงไม่ได้ เพราะพุทธมณฑลเป็นของพุทธบริษัท ไม่ใช่เป็นของสงฆ์เท่านั้น และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่นายกฯ อยากเห็นชาวพุทธทั้งหมดรวมตัวกันจัดงานวันสำคัญอันยิ่งใหญ่ โดยมีศูนย์คุณธรรมเป็นผู้จัดให้ชาวพุทธได้มารวมตัวกัน หากไม่ให้ศูนย์คุณธรรมจัดที่พุทธมณฑล ก็ไม่ทราบท่านนายกฯ จะว่าอย่างไร เพราะเป็นความตั้งใจของท่านนายกฯ การจะให้ไปจัดที่อื่น ก็ไม่มีที่ไหนที่เหมาะเท่ากับที่พุทธมณฑลสำหรับงานวันสำคัญเช่นวิสาขบูชา" พล.ต.จำลองกล่าว
สาเหตุความไม่พอใจของมหาเถรสมาคมในการจัดงานวิสาขบูชา สืบเนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พล.ต.จำลองในฐานะประธานศูนย์คุณธรรม จัดงานดังกล่าว และ พล.ต.จำลองได้ดึงสันติอโศกเข้ามาร่วมงานด้วย มส.จึงได้ประชุมกันเมื่อวันที่ 11 เม.ย.มีมติให้สำนักพุทธศาสนาเป็นแม่งานเพียงฝ่ายเดียว โดยมิให้นำภาคีบางกลุ่มซึ่งหมายถึงคณะสงฆ์ฝ่ายสันติอโศกเข้ามาร่วมงาน เนื่องจาก มส.ได้กระทำบัพพาชนียกรรม หรือการขับไล่ออกจากหมู่ไปแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งานศาสนสัมพันธ์สมานฉันท์แห่งชาติที่เพิ่งผ่านพ้นไป ทำให้เห็นถึงการร่วมแรงร่วมใจของทุกศาสนา ประสบความสำเร็จด้วยดี ซึ่งงานดีๆ อย่างนี้สมควรที่จะต้องทำต่อไป สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยไม่มีปัญหาทางด้านศาสนา วันวิสาขบูชาก็ถือเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง ในฐานะที่ไทยเป็นเมืองพุทธ จึงอยากให้มีการจัดกิจกรรมทางศาสนาเพิ่ม
แหล่งข่าวในที่ประชุม ครม.เปิดเผยว่า นายกฯ ยังได้ยกตัวอย่างการจัดงานที่มหานครเมกกะ ก็มีคนทุกชาติมาร่วมเป็นล้านๆ คน ดังนั้นในส่วนของการจัดงานวันวิสาขบูชาของประเทศไทย ก็ควรจะมีประเทศเพื่อนบ้านที่นับถือศาสนาพุทธมาร่วมด้วยก็ยิ่งดี โดยให้ทุกฝ่ายไปหารือเรื่องสถานที่จัดงานที่พุทธมณฑล แต่อาจปรับเปลี่ยนเพราะอยู่ในช่วงหน้าฝน ทั้งนี้ได้มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ไปปรึกษากับนายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี กระทรวงวัฒนธรรม และสำนักพุทธศาสนา
"เมื่อวานนี้ (11 เม.ย.) ทางท่านจำลองก็มาพบ มีวัดชลประทาน สันติอโศก วัดธรรมกาย แม่ชีศันสนีย์ ก็มาพบ พูดคุยถึงการร่วมกันจัดงานวันวิสาขะ ซึ่งผมเห็นว่างานอย่างนี้ทุกฝ่ายต้องร่วมกันจัด เพราะฉะนั้นขอให้เชิญทางมหาเถรสมาคม สำนักพุทธศาสนา กระทรวงศึกษาฯ มาร่วมจัดด้วย" แหล่งข่าวอ้างถึงคำพูดนายกฯ
ขณะที่แหล่งข่าวอีกผู้หนึ่งซึ่งร่วมเข้าพบนายกฯ เมื่อวันที่ 11 เม.ย.กล่าวว่า หากการจัดงานครั้งนี้ แยกเอาสันติอโศกออกไปจัดที่อื่นจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะนายกฯ คงไม่ยอม ทั้งนี้นายกฯ มีความตั้งใจที่อยากจะเห็นชาวพุทธรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่แตกแยกกัน เพราะขณะนี้ชาวพุทธแตกแยกกันมากที่สุดและอ่อนแอมาก
น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการจัดงานศาสนสัมพันธ์สมานฉันท์แห่งชาติว่า ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการส่งเสริมพุทธศาสนา เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ และเห็นควรที่จะให้จัดงานวิสาขบูชาที่พุทธมณฑล โดยมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม และนายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเพื่อให้พุทธศาสนิกชนเข้าใจในหลักการของศาสนาที่ถูกต้อง นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังมอบหมายให้นายจาตุรนต์และกระทรวงศึกษาธิการ เร่งสร้างและพัฒนาพระกับครูให้สามารถสอนหลักธรรมของพระพุทธเจ้าได้อยางถูกต้ อง
ด้าน พล.ต.ทองขาว พ่วงรอดพันธ์ เลขาธิการสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวว่า มหาเถรสมาคมได้ประชุมและมีมติชัดเจนว่าไม่ขอข้องเกี่ยวกับสันติอโศก หน่วยงานที่จะเป็นผู้จัดงานวันวิสาขบูชาที่พุทธมณฑล ซึ่งเป็นสถานที่ภายใต้การดูแลของมหาเถรสมาคม จึงมีเพียงหน่วยงานเดียวเท่านั้นคือสำนักงานพระพุทธศาสนา โดยต้องไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานใดทั้งสิ้น รวมถึงศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อพลังแผ่นดิน ที่มี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นประธานด้วย แต่หาก พล.ต.จำลองจะไปจัดงานยังสถานที่อื่นที่ไม่ใช่พุทธมณฑล ก็เป็นสิทธิของท่าน
"สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติต้องฟังและปฏิบัติตามมติของมหาเถรสมาคม ต้องรู้ว่าอะไรควร ไม่ควร ถ้าไม่เช่นนั้นก็คงมองหน้ากันไม่ได้" พล.ต.ทองขาวระบุ
พล.ต.ทองขาวกล่าวว่า สมาคมศิษย์เก่ามหาจุฬาลงกรณฯ ได้หารือร่วมกันแล้วว่า หากสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติไม่เคารพมติของมหาเถรสมาคม ก็จะยื่นหนังสือถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ทบทวนเรื่องดังกล่าว และจะมีการเคลื่อนไหวของชาวพุทธซึ่งไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน
สมณโพธิรักษ์ เจ้าสำนักสันติอโศก กล่าวว่า สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ติดต่อผ่านมาทาง พล.ต.จำลอง ขอให้สันติอโศกไปช่วยจัดงานวันวิสาขบูชา เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์มากที่สุด ตนเองก็ยินดี และส่งตัวแทนไปร่วมประชุมด้วย แต่เมื่อถูกประท้วงคัดค้าน ด้วยการอ้างเหตุผลต่างๆ นานา เหมือนดังที่สันติอโศกถูกกล่าวหามาตลอดจากมหาเถรสมาคม เราก็ไม่อยากดึงดัน
"เราอยู่ในที่ของเรา ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย แต่มหาเถรสมาคมก็ยังยึดถืออยู่ในหลักคิดแบบเดิม ทั้งนี้เท่าที่ทราบมหาเถรสมาคมไม่ได้เป็นผู้สร้างพุทธมณฑล" สมณโพธิรักษ์กล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา คณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วม วุฒิสภา ที่มีนายกำพล ภู่มณี เป็นประธาน ได้เชิญ พล.ต.จำลองในฐานะประธานศูนย์คุณธรรม และ น.พ.จักรธรรมผู้อำนวยการสำนักงานพุทธศาสนาฯ เข้าชี้แจงถึงการจัดงานวิสาขบูชา โดยมีตัวแทนจากศูนย์พิทักษ์พุทธศาสนาคือ พ.อ.ทองขาว พ่วงรอดพันธ์ ร่วมซักถาม แต่ พล.ต.จำลองมิได้ไปตามคำเชิญ แจ้งว่าไม่ว่าง โดยให้นางสาวนราธิป พุ่มทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ไปแทน
นางสาวนราธิปเปิดเผยว่า การเชิญไปชี้แจงครั้งนี้ กลายเป็นว่าปล่อยให้คนของศูนย์พิทักษ์พุทธศาสนา คือ พ.อ.ทองขาวและคณะ ซักฟอก เหมือนศูนย์คุณธรรมทำความผิด ที่จัดงานครั้งนี้ เอาสันติอโศกมาร่วม เป็นการมาครอบงำพระ มีการด่า พล.ต.จำลอง และด่าไปถึงนายกรัฐมนตรีด้วยว่า ทำลายพุทธศาสนา ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ก้าวร้าวมาก ตนจึงออกมาไม่สามารถอยู่ชี้แจงตลอด
นายกำพล ภู่มณี ประธานคณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วม วุฒิสภา กล่าวว่า ที่เชิญทั้ง ผอ.สำนักพุทธศาสนาฯ และ ผอ.ศูนย์คุณธรรมมาชี้แจง เพราะมีชาวพุทธบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการจัดงานวันวิสาขบูชา ที่เอาชาวสันติอโศกมาร่วมจัดงานที่พุทธมณฑล ซึ่งถือเป็นสถานที่บริหารจัดการพุทธศาสนา ทั้งนี้พระสันติอโศกได้ถูกขับพ้นจากความเป็นพระไปแล้ว ไม่ควรจะมาร่วมจัดงาน ณ ที่แห่งนี้ นอกจากนี้การจัดงานก็ไม่ได้ปรึกษากับมหาเถรสมาคมเลย
"เมื่อได้ฟังคำชี้แจงแล้ว ก็ไม่ว่าอะไรแล้ว ถือว่าศูนย์คุณธรรมได้ทำความผิดพลาดไปแล้ว แต่ประเด็นตอนนี้อยู่ที่ผู้อำนวยการสำนักพุทธ คือ น.พ.จักรธรรม ที่ผมเห็นว่ามีคุณสมบัติไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักพุทธ เพราะไม่มีพื้นฐานงานการบริหารงานด้านพุทธศาสนามาก่อน เป็นข้าราชการระดับ 10 โอนมาจากกระทรวงสาธารณสุข" นายกำพลกล่าว
ด้าน น.พ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ผอ.สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่มหาเถรสมาคมได้ประชุมและมีมติให้สำนักงานพุทธศาสนาฯ จัดงานวิสาขบูชาแต่ฝ่ายเดียว โดยไม่ต้องให้ศูนย์คุณธรรมของ พล.ต.จำลองเข้ามายุ่งเกี่ยว เพราะศูนย์นี้มีบางภาคีที่คณะสงฆ์เคยออกประกาศนียกรรม (บัพพาชนียกรรม) ไม่ให้คณะสงฆ์ร่วมคบค้าสมาคมด้วยนั้น ปรากฏว่าภายหลังที่ พล.ต.จำลองได้รับทราบเหตุไม่สบายใจดังกล่าว ท่านได้มีหนังสือแต่งตั้งคณะกรรมการทำงานชุดใหม่ขึ้นมา โดยไม่มีภาคีที่ มส.ติดใจมาร่วมด้วย ซึ่งตนจะได้นำหนังสือดังกล่าวเสนอและหารือต่อที่ประชุมคณะทำงานที่มีพระผู้แ ทน มส.ทั้ง 4 รูปคือ พระพรหมวชิรญาณ พระธรรมวรเมธี พระเทพโสภณ พระราชเมธาภรณ์ ว่าจะมีความเห็นอย่างไร ก่อนที่จะนำเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ มส.ในวันที่ 20 เมษายน ทั้งนี้จะเร่งหารือเพื่อให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว เนื่องจากงานเริ่มกระชั้นเข้ามาแล้ว
น.พ.จักรธรรมเปิดเผยว่า พล.ต.จำลองได้มีคำสั่งคณะกรรมการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดิน ที่ 3/2548 ลงวันที่ 11 เมษายน 2548 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานโครงการรมณียสถานอุทยานธรรมวิสาขบูชา สนุกได้ทุกวัยในการเรียนรู้ที่พุทธมณฑล โดยการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมกรรมการทำงานดังกล่าว ประกอบไปด้วยคณะกรรมการที่ปรึกษาที่มาจากพระผู้แทน มส. 5 รูป แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต แม่ชี ดร.สุภาพรรณ ณ บางช้าง นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส และ ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม เป็นต้น กรรมการประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ เป็นกรรมการและเลขานุการ
แหล่งข่าวจากสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยว่า การจัดงานวันวิสาขบูชาประจำปี 2548 พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ในฐานประธานศูนย์ส่งเสริมคุณธรรม ได้มีหนังสือลงวันที่ 15 มีนาคม 2548 ส่งถึง น.พ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ผอ.พศ. ขอร่วมประชุม พร้อมกับแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานโครงการรมณียสถานอุทยานธรรมวิสาขบูชา สนุกได้ทุกวัยในการเรียนรู้ที่พุทธมณฑล โดยอ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้กำหนดแนวทางในการจัดงานวันวิสาขบูชาให้เน้นเรื่องการปฏิบัติ บูชา
ทั้งนี้ พล.ต.จำลองได้แต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาประกอบด้วย พระพรหมวชิรญาณ วัดยานนาวา พระธรรมเมธี วัดราชบพิธ เป็นที่ปรึกษาฝ่ายเถรสมาคม ในขณะที่คณะที่ปรึกษาฝ่ายอื่นๆ มาจากหลากหลาย อาทิ สมณเพาะพุทธ จันทเสฏโฐ นอกจากนี้ในส่วนของคณะกรรมการดำเนินงานยังมีตัวแทนจากสันติอโศกร่วมด้วย คือ นายสุนัย เศรษฐบุญสร้าง และ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ และยังมีตัวแทนจากวัดพระธรรมกายร่วมด้วย คือ นายมานิต รัตนสุวรรณ คณะกรรมการชุดดังกล่าวมีหน้าที่จัดงานปฏิบัติบูชาวิสาขมาส ณ พุทธมณฑลระหว่างวันที่ 22-30 พฤษภาคมนี้
แหล่งข่าวระบุว่า หลังจากนั้น น.พ.จักรธรรมได้มีหนังสือลงวันที่ 30 มีนาคม แต่งตั้ง พล.ต.จำลองเป็นประธานจัดงานปฏิบัติบูชาวิสาขมาสฯ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีการแต่งตั้งบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ตัวแทนจากคณะสง ฆ์มาเป็นประธานดำเนินการ เรื่องดังกล่าวสร้างความกังขาให้มหาเถรสมาคมอย่างมาก โดยเฉพาะตัวแทนจากมหาเถรสมาคมทั้ง 2 รูปที่ไม่เคยรับทราบเรื่องนี้มาก่อนว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะทำงานร่วม กับ พล.ต.จำลอง
"ในการประชุมมหาเถรสมาคมเมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา น.พ.จักรธรรมไม่ได้แจ้งเรื่องการแต่งตั้ง พล.ต.จำลองเป็นประธานการจัดงานวิสาขบูชาให้มหาเถรสมาคมได้รับทราบเลย จนกระทั่งการประชุมล่าสุดเมื่อ 11 เมษายน น.พ.จักรธรรมจึงเพิ่งแจ้งให้ทราบอย่างเป็นทางการ และสาเหตุที่แจ้งให้ทราบ เป็นเพราะก่อนหน้านี้ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาได้ยื่นหนังสือคัดค้านการแต่ง ตั้ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และสันติอโศก เข้ามาจัดงานครั้งนี้" แหล่งข่าวเปิดเผย.

จาก ไทยโพสต์

วันอังคาร, เมษายน 12, 2548

ปลุกกระแสวิสาขบูชา

.............................................................


จำลองพบนายกฯปลุกกระแสวิสาขบูชา

โดย ผู้จัดการรายวัน 12 เมษายน 2548 05:01 น.
"จำลอ ง" นำคณะสงฆ์-แม่ชีศันศนีย์ พบ "ทักษิณ" หารือจัดงานวันวิสาขบูชา สร้างกระแสให้เกิดการปฎิบัติธรรมในพุทธศาสนิกชน ตั้งจิต สัจจะ ลด ละ เลิก ชำระจิต นายกฯประกาศใช้เวลา 3 ปี เพื่อทำให้หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้อยู่ในใจคนไทยที่นับถือศาสนาพ ุทธ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 9.30 น. วานนี้ (11 เม.ย.) พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประธานศูนย์คุณธรรมพร้อมด้วย แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุข เสถียรธรรมสถาน นายจักรธรรม ธรรมศักดิ์ ผอ.สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ และพระสงฆ์ กว่า 10 รูป เข้าพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยใช้เวลาในการเข้าพบประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อหารือแนวทางการรณรงค์การทำบุญและการปฏิบัติธรรมในวันวิสาขบูชาวันที่ 22 พฤษภาคม และในโอกาสนี้ ไทยยังจะเป็นเจ้าภาพในการจัดงานวันวิสาขบูชาโลกด้วย

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า พล.ต.จำลอง มาพบเกี่ยวกับเรื่องศูนย์คุณธรรม ซึ่งกำลังจะจัดงานวันวิสาขบูชา เพื่อให้ชาวพุทธศาสนิกชนทั้งหลายรวมใจกันและจะมีการเชิญ พระจากทุกนิกายมาร่วมกันปฏิบัติธรรม เป็นการสร้างกระแสให้เกิดการปฏิบัติธรรม และชำระจิตใจอย่างทั่วไปในพุทธศาสนิกชน อย่างน้อยๆ จะได้เป็นการตั้งจิตตั้งสัจจะที่จะลด ละ เลิก อะไรสักอย่าง รัฐจะใช้เวลา 3 ปี เพื่อทำให้หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ได้อยู่ในใจของคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ทุกศาสนามีจุดหมายปลายทาง คือ ความสันติสุข เหมือนกันหมด ถ้าสังคมไทยยังเป็นสังคมที่ขัดแย้งกันอยู่ก็ไม่ใช่เป็นสิ่งดี ทุกคนต้องการสันติสุข ถ้าทุกศาสนามาร่วมกันประกอบพิธีตามแนวความคิดความเชื่อ หรือตามหลักของศาสนา เพื่อแสดงพลังสักครั้งเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ในประเทศจะเป็นสิ่งที่ดีและ เป็นประโยชน์ จะเรียกว่า เป็นการทำบุญประเทศไปด้วยก็น่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะสม เนื่องจากที่ผ่านมามีเหตุการณ์หลาย ๆ เรื่อง จึงได้เชิญทุกศาสนามาร่วมกันปฏิบัติธรรมซึ่งไม่เคยมีอย่างนี้มาก่อน

ส่วนจะทำเป็นประเพณีทุกปีหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า"คงไม่ได้กำหนดไว้ แต่งานที่ผ่านมาถือว่าเป็นที่น่าพอใจ เป็นสิ่งที่ดีส่วนที่มีประชาชนมาร่วมงานน้อยเพราะเราไม่ได้สร้างพลัง เพื่อให้มากันมากๆ เราใช้ระบบการถ่ายทอดสด เพื่อให้ประชาชนได้เห็น"

พล.ต.จำลอง ศรีเมืองกล่าวว่า ศูนย์คุณธรรมได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ประสานงานจัดงานวันวิสาขบูชาให ้ยิ่งใหญ่และเป็นไปตามแนวทางของท่านพุทธทาสภิกขุ โดย นพ.จักรธรรม จะเป็นประธานคณะกรรมการจัดงาน และแม่ชีศันสนีย์ เป็นประธานอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ และคณะสงฆ์จากทุกวัดทุกสาขาเป็นกรรมการ จึงมาแจ้งความคืบหน้าในการเตรียมงานช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ว่าได้ทำอะไรบ้าง

แม่ชีศันสนีย์ กล่าวว่า เราได้วางยุทธศาสตร์ เพื่อใช้วันวิสาขบูชาปีนี้ เป็นการสร้างกระแสให้มนุษย์สมารถที่จะมีชีวิตและพึ่งพาตนเองที่จะพ้นทุกข์ร่ วมกันได้โดยเราจะชวนพุทธศาสนิกชนตั้งสัจจะอธิฐาน ที่จะหยุดลดละเลิกสิ่งที่ไม่ดี และเร่งทำสิ่งที่ดีให้เกิดขึ้น และจะมีการให้คำอวยพรในวันวิสาขบูชา ซึ่งการสร้างกระแสในวันนี้ไปจนอีก 3 ปีข้างหน้า จะเป็นการทำให้ประชาชนชาวไทยมีชีวิตที่ผาสุกและร่มเย็นเพื่อถวายแด่พระบาทสม เด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และเป็นหน้าที่ที่ชาวพุทธทุกคนต้องช่วยกัน บอกว่าการปฏิบัติบูชาถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะหน้าที่ของชาวพุทธคือการขัดเกลาจิตใจของเราเพื่อให้เกิดกระแสที่ดีงามแ ละนายกรัฐนตรีเองก็ให้การอนุเคราะห์ในทุกเรื่องจึงทำให้เกิดกระแสนี้

ขณะที่ผอ.สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายที่จะทำให้คนไทย มีพระธรรมในจิตใจและปฏิบัติธรรม และสิ่งที่นายกรัฐมนตรีเน้นเป็นเรื่องที่เน้นต่อจากงานศาสนาสัมพันธ์ สมานฉันท์แห่งชาติ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. โดยนายกรัฐมนตรี บอกว่า รัฐบาลทำงานศาสนาสัมพันธ์ สมานฉันท์แห่งชาติ และอยากเห็นศาสนิกสัมพันธ์ในทุกกลุ่มทุกหมู่ของพระพุทธศาสนา

จาก ผู้จัดการออนไลน์

วันอาทิตย์, เมษายน 10, 2548

14 วิธีขับถ่ายปัสสาวะ

14 วิธีขับถ่ายปัสสาวะ เพื่อสุขภาพที่ดี

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 8 เมษายน 2548 11:21 น.
ไ ม่น่าเชื่อว่า แม้คนเราจะขับถ่ายปัสสาวะกันมาก ตั้งแต่แรกเกิด แต่หลายคนไม่ทราบวิธีที่ดีที่ทำให้ระบบขับถ่ายปัสสาวะเป็นปกติวันนี้จะขอเสน อ 14 อุปนิสัยที่ดีในการขับถ่ายปัสสาวะ

1. อย่ากลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดต้องไปปัสสาวะ

2. เวลาปัสสาวะไม่ควรรีบร้อนเบ่งมาก เพราะอาจทำให้หูรูดปัสสาวะชำรุดได้

3. ควรถ่ายปัสสาวะให้เหลือน้อยที่สุดในหนึ่งครั้ง นั่นคือเมื่อรู้สึกถ่ายหมดแล้วให้เบ่งต่ออีกนิดหน่อย ปัสสาวะที่เหลือจะไหลออกมา

4. ไม่ควรบังคับให้ตนเองถ่ายปัสสาวะบ่อย เพราะจะติดเป็นนิสัย เวลาที่เหมาะสมคือ 2-4 ชั่วโมงควรถ่ายปัสสาวะหนึ่งครั้ง

5. ให้สังเกตการถ่ายปัสสาวะ และน้ำปัสสาวะของตนเองทุกครั้งว่า ต้องเบ่งมากผิดปกติหรือไม่น้ำปัสสาวะลำพุ่งดีหรือไม่ ลำน้ำปัสสาวะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมหรือไม่ น้ำปัสสาวะมีสีเหลืองใสหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการผิดปกติที่สามารถบอกโรคได้

6. อาจจะล้างทำความสะอาดหลังปัสสาวะ แต่อย่าให้บริเวณนั้นเปียกชื้น เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ทางที่ดีหลังปัสสาวะทุกครั้ง ควรซับให้แห้ง

7. เมื่อปัสสาวะไม่ออก ต้องหาสาเหตุโดยการไปพบแพทย์ อย่าซื้อยาขับปัสสาวะรับประทานเพราะจะเกิดอันตรายได้

8. เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน การบริหารอุ้งเชิงกรานโดยการขมิบ (ฝ่ายหญิงขมิบช่องคลอด ฝ่ายชายขมิบทวารหนัก) วันละ 100 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะเล็ด

9. ดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 10 แก้ว หรือหนึ่งลิตร จะช่วยให้น้ำปัสสาวะใส มีจำนวนพอดีและป้องกันภาวะปัสสาวะอักเสบ

10. ก่อนมีเพศสัมพันธ์ และหลังมีเพศสัมพันธ์ คุณผู้หญิงควรถ่ายปัสสาวะทิ้ง จะช่วยป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

11. น้ำปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำเท่านั้น ถ้ามีมูก หนอง น้ำเหลือง เลือดปนออกมา ถือว่าผิดปกติต้องไปพบแพทย์

12. การขับถ่ายปัสสาวะ ต้องขับถ่ายคล่องไม่มีอาการเจ็บปวด ถ้าปัสสาวะแสบขัดลำบากนับว่าเป็นอาการผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์อีกเช่นกัน

13. คนเราทุกคนต้องปัสสาวะทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะเลย 1 วัน ถือว่าตกอยู่ในภาวะอันตราย ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน

14. ก่อนเดินทางไกล ก่อนยกของหนัก ควรปัสสาวะทิ้งก่อนทุกครั้ง

.......................................
ข้อมูลจาก..ผู้จัดการออนไลน์

วันจันทร์, เมษายน 04, 2548

จอห์น ปอลที่ 2

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอลที่ 2 ดูวีดีโอประกอบจาก Manager Multimedia
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 3 เมษายน 2548 14:36 น.
สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอลที่ 2
  • สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว ขณะมีพระชนมายุ 84 พรรษา เมื่อเวลา 21.37 น.ตามเวลาท้องถิ่น หรือเวลา 02.37 น.ของวันอาทิตย์(3) ตามเวลาในประเทศไทย
  • ส มเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 ทรงปกครองศาสนจักรรวมระยะเวลาทั้งสิ้น 26 ปี 15 วัน ซึ่งยาวนานที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ตามประวัติศาสตร์ของคริสตศาสนจักรนิกายโรมันคาทอลิก อันมีความเป็นมายาวนานนับ 2,000 ปี

  • ใน ยุคกลางของยุโรปนั้น มีสมเด็จพระสันตะปาปาจำนวนมากที่ทรงอยู่ตำแหน่งเพียงหนึ่งเดือน หรือน้อยกว่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ในปี ค.ศ. 757 สตีเฟนที่ 2 ได้รับเลือกให้ขึ้นครองตำแหน่งสมเด็จพระสันตะปาปา แต่หลังจากนั้นอีกเพียง 4 วัน พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ โดยท่านได้สิ้นพระชนม์ก่อนที่จะได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ส่วนในยุคปัจจุบันนั้น สมเด็จพระสันตะปาปาที่อยู่ในตำแหน่ง เป็นระยะเวลาสั้นที่สุดก็คือ สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 1 (ผู้ดำรงตำแหน่งก่อนสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอลที่ 2) โดยพระองค์ทรงอยู่ในตำแหน่งเพียง 33 วันเท่านั้น

  • สมัยปกครองที่ยาวนาน 10 อันดับ
    1. นักบุญเปโตร พระสันตะปาปาพระองค์แรก ในศตวรรษที่ 1 (34-37 ปี)
    2. นักบุญปีอุสที่ 9 (31 ปี 7 เดือน 21 วัน)
    3. สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 (26 ปี)
    4. สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 13 (25 ปี 5 เดือน)
    5. สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 6 (24 ปี 6 เดือน)
    6. สมเด็จพระสันตะปาปาอาเดรียนที่ 1 (23 ปี 10 เดือน 24 วัน)
    7. สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 7 (23 ปี 5 เดือน 6 วัน)
    8. สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 3 (21 ปี 11 เดือน 23 วัน)
    9. สมเด็จพระสันตะปาปานักบุญซิลเวสต์เตอร์ที่ 1 (21 ปี 11 เดือน)
    10. สมเด็จพระสันตะปาปานักบุญเลโอที่ 1 (21 ปี 1 เดือน 12 วัน)

    พระราชกรณียกิจระหว่างดำรงตำแหน่งของสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอลที่ 2

  • เสด็จไปยังสถานที่ต่างๆ เป็นระยะทางรวมกันกว่า 1,247,613 กิโลเมตร หรือมากกว่าระยะทางจากโลกไปยังดวงจันทร์ 3.24 เท่า
  • เสด็จไปยังสถานที่ต่างๆ นอกอิตาลี 104 ครั้ง
  • เสด็จไปเยือนประเทศและอาณานิคมดินแดนต่างๆ 129 ครั้ง
  • เสด็จเยี่ยมสังฆมณฑลต่างๆ ในโรม และกัสแตล กันดอลโฟ 748 ครั้ง (ในจำนวนนี้รวมถึงโบสถ์ต่างๆในโรม 301 แห่ง จาก 333 แห่ง)
  • ทรงใช้เวลา 822 วัน หรือกว่า 2 ปี 3 เดือน ในการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ นอกกรุงโรม
  • ทรงกล่าวสุนทรพจน์กว่า 20,000 ครั้ง หรือกว่า 100,000 หน้า
  • ท รงสถาปนาบุญราศี 1,338 องค์ (147 ครั้ง) ทรงประกาศแต่งตั้งนักบุญ 482 องค์(51 ครั้ง) ซึ่งมากกว่าที่พระสันตะปาปาก่อนหน้าพระองค์ในรอบ 400 ปี ทั้งหมดรวมกัน ได้เคยปฏิบัติ
  • ทรงเรียกประชุมคณะพระสัง ฆราช เพื่อแต่งตั้งพระคาร์ดินัล 9 ครั้ง และสถาปนาพระคาร์ดินัล 231 องค์ กับอีก 1 องค์ที่ทรงสงวนชื่อเป็นความลับ
  • ทรงเป็นพระสั นตะปาปาที่มีผู้แสวงบุญมาเฝ้ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีผู้แสวงบุญมาเฝ้า ณ ลานพระมหาวิหารนักบุญเปโตร(เซนต์ปีเตอร์) ในทุกวันพุธ เป็นจำนวนมากกว่า 17.8 ล้านคน โดยนับเป็นจำนวนครั้งได้ 1,161 ครั้ง
  • ทรงเข้าประชุมร่วมกับผู้นำทางการเมืองกว่า 1,600 ครั้ง รวมไปถึงการเข้าพบกับประมุขของรัฐ 776 คน และนายกรัฐมนตรีอีก 246 คน

    สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอลที่ 2 ทรงอดอาหารเพื่อสันติภาพ

    1. วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 1986 ที่อัสซีซี โอกาสวันภาวนาเพื่อสันติภาพ
    2. วันเสาร์ที่ 9 มกราคม 1993 ที่อัสซีซี ภาวนาเพื่อสันติภาพในยุโรป โดยเฉพาะคาบสมุทรบอลข่าน
    3.วันศุกร์ที่ 21 มกราคม 1994 เพื่อสันติภาพในบอสเนีย
    4. วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม 2001 เพื่อสันติภาพถาวร บนพื้นฐานของความยุติธรรม
    5. วันพุธที่ 5 มีนาคม 2003 เพื่อสันติภาพโดยเฉพาะในตะวันออกกลาง

    ที่มา : รอยเตอร์ และสื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย