เรื่องน่าสนใจ

วันพุธ, มีนาคม 30, 2548

ฝ่ายค้านในรัฐบาล

...................................................


ป๋าเหนาะเดินเครื่องป่วนทักษิณ เล่นบทฝ่ายค้านในรัฐบาล




แล้ว ส.ส.ตัวแทน 3 มุ้งในพรรคไทยรักไทย ประกอบด้วยกลุ่มวังน้ำเย็นของนายเสนาะ เทียนทอง หรือ "ป๋าเหนาะ" ประธานที่ปรึกษาพรรคไทยรักไทย กลุ่มวังน้ำยมของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว. การท่องเที่ยวและกีฬา รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และกลุ่มมดดำของตี๋กร่าง สุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ก็มาตามนัดในการประชุมวอร์รูมนัดแรกที่บ้านพักเมืองทอง ธานีของ "ป๋าเหนาะ" หลังจากเกิดศึกงัดข้อกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรค ไทยรักไทย

การแสดงพลังของ 3 ก๊วนไทยรักไทยครั้งนี้ มีส.ส.ตบเท้าเข้าร่วมประมาณ 60 คน ซึ่งแม้ จำนวนจะยังไม่มากอย่างที่คิด แต่นี่เป็นแค่หนังตัวอย่าง เพราะหากระดมทัพเต็มอัตราศึก ส.ส.ทั้ง 3 ก๊วนรวมแล้วน่าจะกว่า 150 ซึ่งนับว่าสั่นสะท้านหัวใจนายกฯทักษิณเอาการ

"ป๋าเหนาะ"ในฐานะเจ้าภาพกล่าวในการเป็นประธานเปิด"วอร์รูม"ภายใต้ชื่อเก๋ไก๋ว่า "ศูนย์สร้างสรรค์การเมือง"ว่า เจตนารมณ์การตั้งศูนย์นี้เพื่อต้องการดูว่า นโยบาย 9 ข้อที่พรรค หาเสียงไว้ช่วงเลือกตั้งมีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว เพราะนโยบายเหล่านี้ไม่ใช่ของ พ.ต.ท. ทักษิณ คนเดียว แต่เป็นของส.ส.พรรคไทยรักไทยทุกคน

จากนั้น "ป๋าเหนาะ" กล่าวจี้ใจดำอีกว่า การประชุมพรรคไทยรักไทยที่ผ่านมา ส.ส.ออกความ เห็นไม่ค่อยได้ ตนจึงตั้งศูนย์นี้ขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสพูด ใครอยากมาก็มาได้ ไม่จำเป็นต้อง อยู่กลุ่มไหน ก๊วนไหน พร้อมกับย้ำว่า "สำหรับผมยังมีไฟอยู่เสมอ และยืนยันขอเคียงบ่าเคียงไหล่ กับลูกๆ หลานๆ ทุกคน ดังนั้น ไม่ต้องมาถามว่าจะเลิกเล่นการเมืองเมื่อใด เอาไว้ให้ถึงเวลาที่ผม พูดไม่ได้หรือเดินไม่ได้ นั่นหมายความว่าผมจะเลิกแน่ เพราะผมเป็นนักรบ ไม่ใช่ขันที "

จากนั้น"ป๋าเหนาะ"ได้ก็ถือโอกาสชำแหละผลงานของรัฐบาลไทยรักไทยเต็มเหนี่ยวว่า ปัญหา สำคัญของชาติขณะนี้ คือ ภัยแล้ง แต่ 4 ปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า รัฐบาลยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญ หาภัยแล้งเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่ประกาศว่าจะจัดงบประมาณ 2 แสนล้านบาท เพื่อจัดระบบน้ำทั่วประเทศ แต่คนที่ดูแลกลับไม่เห็นทำอะไร เคยบอกว่าจะทำท่อส่งน้ำทั่วประเทศ อยากถามว่าแล้วจะเอาน้ำ จากที่ไหนมาใส่ท่อเพราะน้ำไม่มี รัฐบาลมัวแต่มุ่งเรื่องเศรษฐกิจ ทั้งๆ ที่เรื่องภัยแล้งถือเป็นปัญหา ใหญ่ทางเศรษฐกิจและเป็นอนาคตของประเทศ

หลังจาก"ป๋าเหนาะ"กล่าวจบ พล.อ.กิตติ รัตนฉายา อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ได้รับเชิญ ให้มาเป็นวิทยากรชำแหละความล้มเหลวของรัฐบาลในเรื่องการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัด ชายแดนภาคใต้

จากนั้น "ป๋าเหนาะ" จึงกล่าวปิดประชุมโดยกล่าวแขวะไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ตอนหนึ่งเกี่ยว กับนโยบายทำสงครามกับความยากจนว่า เป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่มีประเทศไหนกล้าประกาศว่าจะทำ ให้คนจนหมดไปจากประเทศในเวลาเท่านั้นเท่านี้

ที่สำคัญ "ป๋าเหนาะ" ย้ำคำพูดชัดๆ อีกครั้งว่า "ผมไม่กลัวด้วยว่าจะถูกนายกฯมองว่าผมมา ตั้งกลุ่มเพื่อต่อรองทางการเมือง เพราะถ้าเป็นคนอื่นทำคงเละไปแล้ว แต่การที่ผมรวมกลุ่มครั้ง นี้ถือว่าประสบความสำเร็จเพราะมีส.ส.มาร่วมมากมาย"

ส่วนเมื่อนักข่าวถามว่างานวันเกิด 1 เมษายน นี้จะเชิญนายกฯทักษิณ มาร่วมงานหรือไม่ "ป๋าเหนาะ"ตอบเลี่ยงว่างานวันเกิดทุกปีของตัวเองคนอื่นเป็นคนจัดให้ และทุกปีก็ไม่เคยเชิญ ใครเป็นพิเศษ แต่ก็มากันเอง ส่วนนายกฯถ้าไม่ติดธุระคงมาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ใครอยากมาก็มา

มาทางด้านนายชูวิทย์ กุ่ย พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แกนนำกลุ่มวังน้ำเย็น กล่าว อย่างมีนัยทางการเมืองที่สำคัญว่า ศูนย์วอร์รูมนี้ไม่เพียงจะเป็นศูนย์เชื่อมต่อข้อมูลกับกลุ่มต่างๆ ภายในพรรคไทยรักไทยเท่านั้น แต่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลกับฝ่ายค้านด้วย ขณะเดียวกัน จะมีระบบให้ ส.ส. แต่ละจังหวัดเก็บข้อมูลการทุจริตที่เกิดขึ้นจากพื้นที่มากที่สุดโดย"ป๋าเหนาะ"จะเป็นผู้บัญชา การใหญ่ นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้ ส.ส.กลุ่มวังน้ำเย็น ซึ่งมีทั้งหมด 80 คน คอยเป็นตัวกลางนำข้อมูล จากศูนย์ออกประจานต่อประชาชนในพื้นที่ของตัวเองให้ได้รับทราบกันถ้วนหน้า

เพราะฉะนั้น ศึกงัดข้อในพรรคไทยรักไทยครั้งนี้ คงจะจบยากเสียแล้ว โดยเฉพาะจากการเปิด วอร์รูมของ"ป๋าเหนาะ"ก็เท่ากับประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านในรัฐบาลดีๆ นี่เอง ซึ่งหากเป็นอย่างนี้เห็นที นายกฯทักษิณคงต้องเหนื่อยบักโกรกแน่

ทีมข่าวการเมือง

วันอังคาร, มีนาคม 29, 2548

48 กก.สมานฉันท์

..............................................


เปิดโฉม48กก.สมานฉันท์ ร่วมแรงสานฝัน"ใต้สันติสุข"


คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี

104/2548

เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ

โ ดยที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันได้แก่ จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี และจังหวัดนราธิวาส เป็นจังหวัดที่มีความสำคัญทั้งทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมาเป็นเวลาช้านาน แต่สามจังหวัดดังกล่าวประสบปัญหาความรุนแรงมาโดยตลอด แม้ว่ารัฐบาลทั้งในอดีตและปัจจุบันจะได้พยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมุ่งหมายให้เกิดสันติสุขขึ้น แต่ปัญหาดังกล่าวก็ยังไม่หมดไป สมควรที่จะให้บุคคลจากส่วนต่างๆ ของสังคมมาร่วมแรงร่วมใจกันหาทางยุติปัญหาดังกล่าวของประเทศในระยะยาว เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ สันติสุข และความยุติธรรมขึ้นอย่างแท้จริง

อ าศัยอำนาจตามความในมาตรา 11(6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 นายกรัฐมนตรีจึงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบกันเป็นคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า กอส. และมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า The National Reconciliation Commission : NRC ขึ้น โดยมีองค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ และวิธีดำเนินงานดังต่อไปนี้

ก.องค์ประกอบ

ให้มีคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิดังนี้

1.นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานกรรมการ

2.นายประเวศ วะสี เป็นรองประธานกรรมการ

0ภาคประชาสังคม ในพื้นที่

3.พลเอกณรงค์ เด่นอุดม อดีตแม่ทัพภาคที่ 4

4.นายเนตร จันทรัศมี เจ้าของศูนย์การค้าไดอาน่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

5.นายบัญชา พงษ์พานิช เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

6.นายประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ อดีตกรรมการสมาพันธ์ครู 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

7.นายปิยะ กิจถาวร อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

8.นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา ลูกสาวนายเด่น โต๊ะมีนา ส.ว.ปัตตานี

9.นางมัรยัม สาเม๊าะ ผอ.ศูนย์เด็กกำพร้าและยากจนภาคเอกชนใน จ.ปัตตานี

10.นายมูหัมมัด อาดำ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

11.นางรัตติยา สาและ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยทักษิณ จ.สงขลา ภาคมลายู

12.นายวรวิทย์ บารู รองอธิการฯมหาวิทยาลัยสงขลา วิทยาเขตปัตตานี

13.นายแวดีอราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี

14.นายอนันต์ชัย ไทยประทาน อดีตนายกสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย

15.นายอิสมาอีล ลุตฟี่ จะปะกียา นักวิชาการศาสนาอิสลาม อธิบการบดีวิทยาลัยอิสลามยะลา

16.นายอับดุล เราะแม เจะแซ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา

17.นายอับดุลเร๊าะห์มาน อับดุลสมัด ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส

18.นายอัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง อดีตนักวิชาการศึกษา มอ.ปัตตานี

0ภาคประชาสังคม นอกพื้นที่

19.นายชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

20.นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ

21.นางสาวนารี เจริญผลพิริยะ ครูฝึกอบรมสันติวิธีประจำศูนย์ข่าวสารสันติภาพ

22.นายพิชัย รัตนพล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธี

23.นายพิภพ ธงไชย ที่ปรึกษาคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย

24.นายไพศาล พรหมยงค์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

25.พระไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ

26.นายมารค ตามไท ผอ.สถาบันเพื่อการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยพายัพ

27.นายศรีศักร วัลลิโภดม มูลนิธิเด็ก-ประไพวิริยะพันธุ์

28.นางเสาวนีย์ จิตต์หมวด อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี

29.นายอัมมาร สยามวาลา ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ทีดีอาร์ไอ

0ภาคการเมือง

30.นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทย

31.นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี

32.พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

33.นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณสิริ ส.ส.ยะลา พรรคประชาธิปัตย์

34.นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ประธานวิปรัฐบาล

35.นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์

36.นายโสภณ สุภาพงษ์ ส.ว.กทม.

0ภาคราชการ

37.นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ

38.นางจิราพร บุนนาค รองเลขาธิการ สมช.

39.นางพรนิภา ลิมปพยอม เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

40.นายวิชัย เทียนถาวร ปลัดกระทรวงสาธารณสุข

41.พล.ท.ไวพจน์ ศรีนวล ผช.เสธ.ทบ.ฝ่ายข่าว

42.นายศิระชัย โชติรัตน์ รอง ผอ.สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ

43.พล.ต.ท.สมศักดิ์ แขวงโสภา ผบ.ตชด.

44.พล.อ.สิริชัย ธัญญสิริ ผอ.กอ.สสส.จชต.

45.นายสุจริต ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมการปกครอง

0ฝ่ายเลขานุการ

46.เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ

47.นายโคทม อารียา เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม

48.นายสุริชัย หวันแก้ว เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม

0ข.อำนาจหน้าที่

1.หน้าที่

ให้คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ มีหน้าที่ดังต่อไปนี้

1.1 เสนอแนะนโยบาย มาตรการ กลไก และวิธีการสร้างสมานฉันท์และสันติสุขในสังคมไทย โดยเฉพาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการสร้างความยุติธรรมลดความไม่เข้าใจระหว่างกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลาก หลาย ขจัดเงื่อนไขและป้องกันปัญหาความรุนแรง และสร้างสามัคคีธรรมให้เกิดขึ้นในชาติ

1.2 ศึกษา วิจัย และตรวจสอบสาเหตุ และขอบเขตของความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งบริบทของการก่อปัญหา ตลอดจนบทบาทของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ทั้งในและนอกพื้นที่ดังกล่าว

1.3 พัฒนากระบวนการฟื้นคืนสมานฉันท์ในสังคม กระบวนการป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และความรุนแรง รวมทั้งเผยแพร่กระบวนการดังกล่าวให้แพร่หลายในหมู่สาธารณชน

1.4 ให้การศึกษาและเรียนรู้แก่สาธารณชน โดยให้ตระหนักถึงผลของความรุนแรง ความเกลียดชัง ตลอดจนความจำเป็นและประโยชน์ของการใช้สันติวิธีแก้ปัญหาความรุนแรง พร้อมกับส่งเสริมความยุติธรรมในสังคมอันเป็นพลังสร้างความสมานฉันท์ในชาติโด ยเคารพความหลากหลายทางสังคม วัฒนธรรม

1.5 เสนอรายงานของคณะกรรมการต่อนายกรัฐมนตรี รายงานดังกล่าวเมื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีแล้ว ให้เผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ทันที

02.อำนาจ

เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ลุล่วงไปด้วยดี ให้คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ มีอำนาจดังนี้

2.1 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือบุคคลเพื่อมอบหมายให้ดำเนินการใด ตามที่คณะกรรมการกำหนด

2.2 เชิญข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่ของรัฐ และบุคคลมาให้ข้อมูล หรือแสดงความคิดเห็นต่อคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน หรือให้ส่งข้อมูลหรือความเห็นเป็นหนังสือมาเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรม การ คณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน

2.3 เรียกให้หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ส่งเอกสารหรือวัตถุที่เป็นของหรืออยู่ในความครอบครองของหน่วยงานนั้นๆ มาเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน

2.4 จัดให้มีการศึกษา วิจัย หรือหาข้อเท็จจริงในเรื่องต่างๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ

2.5 จัดการประชุม สัมมนา เวทีสาธารณะ การสานเสวนา และการรับฟังความคิดเห็นของบุคคลทั้งในและนอกพื้นที่สามจังหวัดดังกล่าว

2.6 ขอความร่วมมือในการสื่อสารกับสังคมผ่านสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะสื่อสารมวลชนของรัฐ

2.7 ดำเนินการอื่นที่จำเป็นเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่บรรลุผล

0ค.วิธีดำเนินการ

1. เพื่อให้คณะกรรมการดำเนินการได้โดยอิสระ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทุกคนไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือไม่ก็ตาม แสดงความคิดเห็นได้โดยอิสระปราศจากอาณัติผูกพันของหน่วยงานที่สังกัดอยู่

2. ในการจัดทำรายงานและข้อเสนอแนะ ให้คณะกรรมการดำเนินการสังเคราะห์ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับปัญหาความรุนแรง และสามารถให้บุคคลต่างๆ จากทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะต่อคณะกรรมการ

3. ในการพิจารณาของคณะกรรมการ ให้นำปัญหาของทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นปัญหาของผู้ก่อความรุนแรง เหยื่อของความรุนแรง เจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ได้รับผลกระทบอื่นมาคำนึงโดยรอบด้าน

4.ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีห รือคณะรัฐมนตรีเห็นสมควรให้คณะกรรมการให้ความเห็นหรือข้อเสนอแนะอื่นนอกเหนื อจากที่ระบุในคำสั่งนี้ ให้กรรมการและเลขานุการแจ้งให้ประธานกรรมการทราบเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

5. ในกรณีที่ประธานกรรมการเห็นสมควรที่จะเสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะใดๆ ต่อนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีก่อนการเสนอรายงานตาม 1.5 ให้กรรมการและเลขานุการนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต ่อไป

6.ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศทำห น้าที่เป็นหน่วยธุรการของคณะกรรมการ และให้มีหน่วยธุรการของคณะกรรมการ และให้มีหน่วยธุรการของคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานอื่นอีกตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร

7.เบี้ยประชุมประธานกร รมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานุการ กรรมการและเลขานุการร่วม ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ.2547 โดยให้เบิกจ่ายจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

8.ให้สำนักงบประมาณจัดสรรเงินงบประมาณในลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไปให้พอเพียงกับการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2548

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

นายกรัฐมนตรี

............................................................................

มติชนออนไลน์

วันอาทิตย์, มีนาคม 27, 2548

คำอภิปรายของผู้นำฝ่ายค้าน

...........................................


คำอภิปรายของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายคำแถลงนโยบายของรัฐบาลโดยมีสาระสำคัญดังนี้

ค ำแถลงนโยบายถือเป็นสัญญาประชาคมของรัฐบาลแม้จะไม่มีการลงมติ แต่ขอให้ตระหนักว่า นอกจากเป็นขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญแล้ว ต้องเป็นประโยชน์ต่อประชาชนด้วย ทั้งนี้ นโยบายทั้ง 9 ด้านของรัฐบาลค่อนข้างครอบคลุมเรื่องต่างๆ ทั้งนี้ นโยบายไม่ได้เขียนบนความว่างเปล่า แต่ตั้งอยู่บนสมมุติฐาน 4 ปีซ่อม 4 ปีสร้าง โดยในบทนำได้มีการวาดภาพประเทศเหมือนกับว่า ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ได้รับการแก้ไขไปหมดแล้ว สภาพเศรษฐกิจและความมั่นคง มีความแข็งแกร่งร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ในข้อเท็จจริงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะ 4 ปีที่ผ่านมา มีทั้งการซ่อม สร้าง และรื้อหรือทำลาย

ร ัฐบาลเขียนนโยบายไม่อิงกับสภาพความเป็นจริง แม้ปัญหาบางอย่างไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะเป็นปัจจัยที่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาล แต่หลายเรื่องของสภาพปัญหาในขณะนี้มาจาก 4 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน หากไม่เก็บเกี่ยวบทเรียนใน 4 ปีที่ผ่านมา จะทำให้รัฐบาลบริหารนโยบายผิดพลาดซ้ำอีก การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจหรือเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ในข้อเท็จจริงรัฐบาลได้อนุมัติเงินจากสภาฯไปถึง 100,000 ล้านบาท แต่ให้เป็นอำนาจในการใช้จ่ายของนายกฯเพียงคนเดียว จึงขอให้รัฐบาลได้นึกสภาพความเป็นจริงมากกว่านี้

น โยบายในแต่ละด้านคงสร้างความพึงพอให้กับผู้ที่สนใจ แต่ต้องไม่ลืมว่า ทุกปัญหามีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งการบริหารประเทศหลายครั้ง จะต้องเลือกและตัดสินใจ แม้จะตั้งอยู่บนความเสี่ยง ซึ่งเมื่อเกิดความผิดพลาดก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา การสร้างความคาดหวังสูงเกินกว่าเป็นจริง จะนำมาสู่ความขัดแย้งในสังคม ที่ผ่านมามีการยึดเงินและความมั่งคั่ง ซึ่งหลักคิดเช่นนี้ได้นำมาสู่การเกิดปัญหาหลายปัญหาที่ต้องมาแก้ไขในภายหลัง และที่ผ่านมามีหลายอย่างแสดงให้เห็นว่า ปัจจัยผลประโยชน์ทางการเมืองได้เข้ามามีส่วนในการชี้นำการปฏิบัติ

ผ มอยากให้นายกฯ ให้ความสำคัญกับฝ่ายนิติบัญญัติ แม้รัฐธรมนูญจะแยกบุคลากรทั้งสองส่วนออกจากกัน แต่มีความจำเป็นที่ทั้งสองส่วนนี้ต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด นายกฯ และรัฐบาลได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาสมัยที่ 2 ขอให้ท่านใส่ใจในผลการเลือกตั้ง โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อดีต ส.ส.ในพื้นที่ของพรรคไทยรักไทย ไม่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาแม้แต่คนเดียว โดยทั้ง 11 เขต เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ 10 เขต ของพรรคชาติไทย 1 เขต หากจะบอกว่ารัฐบาลบริหารเดินมาถูกทางแล้ว ในภาพรวมอาจจะใช่ แต่ในส่วนของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือว่าเดินมาผิดทาง ซึ่งผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ประชาชนไม่มีความพอใจ ยังมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นรายวัน มีคนตายไปแล้วถึง 600 คน

จ ากการเดินทางไปพบประชาชนได้พบว่า ไม่ใช่แค่การหวาดกลัวในเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินหรือวิตกต่อสภา พปัญหา การค้าการลงทุน แต่สิ่งที่สะเทือนใจที่สุด คือ ความน้อยใจของคนใน 3 จังหวัดที่ถูกมองจากคนภายนอก และสิ่งที่ได้รับการปฏิบัติ ซึ่งหลายคำพูดมาจากนายกฯ คนนี้ ใน 4 ปีที่ผ่านมา ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ลุกลามขึ้น มาจากการประเมินสถานการณ์ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง แม้แต่รัฐมนตรีในรัฐบาล ยังออกหนังสือ "สงครามและสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้" ซึ่งเป็นการมองปัญหากว้างกว่ามิติใดมิติหนึ่ง ซึ่งสาเหตุของปัญหาส่วนสำคัญมากจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการยุบศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ความขัดแย้งระหว่างทหารกับตำรวจ ยังไม่รวมถึงการคอรัปชั่น ข่มเหงประชาชน การต่อสู้ของนักการเมืองในพื้นที่ และการแย่งชิงผลประโยชน์ของผู้มีอิทธิพล แม้แต่คนในรัฐบาลยังมองว่ารัฐบาลดำเนินการผิดพลาด ดังนั้นรัฐบาลต้องมองให้ครบด้านและต้องยอมรับว่าปัญหานี้ยากที่จะหมดไป

ส ำหรับปัญหาที่เกิดจากภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิ ทุกวันนี้ยังคงมีปัญหาที่ยังไม่ได้แก้ และยังแก้ไม่แล้วเสร็จ ตลอดจนผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย ประชาชนที่มีเคยมีบ้านเรือนอยู่อาศัยในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์เป็นของตน เองจำนวนร่วมพันครัวเรือน ไม่ได้รับการพิจารณาสร้างบ้านเรือนให้ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นผู้อยู่ในที่ดินเช่า ผู้อยู่ในที่ดินสาธารณะ ผู้อยู่ในที่ดินที่มีกรณีพิพาท นอกจากนี้ ยังปัญหาการฟื้นฟูอาชีพราษฎรผู้ประสบภัย ยังไม่มีโครงการฟื้นฟูอาชีพที่ชัดเจนขึ้นมารองรับ อีกทั้งยังมีปัญหาทางสังคมอันเกิดจากผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิ ไม่ว่าจะเป็นปัญหา ครอบครัว เยาวชน และคนชรา รวมถึงความต่อเนื่องด้านการศึกษา จึงอยากให้รัฐบาลเร่งให้ความช่วยเหลือโดยตั้งศูนย์บริการที่ครบวงจร เร่งสร้างระบบเตือนภัยให้เกิดขึ้นโดยเร็วและมีประสิทธิภาพจริง รวมถึงสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในพื้นที่

ส ำหรับเรื่องวิกฤตการณ์น้ำมันที่มีราคาสูงขึ้นและไม่มีแนวโน้มจะลดลงในช่วงระ ยะเวลา 1-2 ปีข้างหน้าอย่างชัดเจน อยากเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศกรอบเวลาที่ชัดเจน ในการยกเลิกมาตรการตรึงราคาเพื่อสร้างความแน่นอนและให้กลไกการค้าน้ำมันกลับ ไปสู่ภาวะปกติ รัฐบาลควรลดภาระของประชาชนด้วยการประกาศลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยกำหนดให้อัตรายืดหยุ่นตามราคาน้ำมันและถือเป็นการใช้มาตรการเฉพาะในช่วงร าคาน้ำมันสูงและอาจกำหนดเงื่อนเวลา รวมทั้งประกาศมาตรการเฉพาะช่วยเหลือกลุ่มอาชีพที่ต้องพึ่งพาน้ำมันมากเป็นพิ เศษ เป็นต้น

ใ นส่วนโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค แม้จะมีเป้าหมายที่ดีในการสร้างหลักประกันสุขภาพให้แก่ประชาชน แต่งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรยังไม่เพียงพอ ทำให้คุณภาพ และมาตรฐานของการบริการลดลง เกิดปัญหาสมองไหล และนับวันปัญหาจะรุนแรงขึ้น หากปล่อยให้เป็นอย่างที่ผ่านมา จะทำให้ระบบสาธารณสุขในภาครัฐเสื่อมถอย ส่งผลให้เกิดระบบ 2 มาตรฐานในการบริการขึ้น และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกปีจะส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศ จึงอยากให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ หรืออย่างน้อย 1,700 บาทต่อคนต่อปี เพิ่มภาษีเหล้าบุหรี่และสินค้าที่ทำลายสุขภาพ แยกกองทุนและสำนักงานสปสช. ออกจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อการบริหารจัดการที่ดี และการตรวจสอบประเมินผลที่โปร่งใส

เ รื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลที่ผ่านมามีความเชื่อว่า การแปรรูปโดยวิธีการจดทะเบียนรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทและขายหุ้นในตลาดหลักทรั พย์ เป็นแนวทางที่จะบรรลุเป้าหมาย ซึ่งความเชื่อดังกล่าวนอกจากก่อให้เกิดความขัดแย้งกับกลุ่มต่างๆ ในสังคมแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสับสนระหว่างผลประโยชน์ขององค์กรกับผลประโยชน์ส่วนร วม และยังก่อให้เกิดปัญหาการทุจริต ในกรณีที่การแปรรูปขาดความโปร่งใสอีกด้วย เพราะการแปรรูปอาจกลายเป็นเพียงการยกอำนาจผูกขาดให้ภาคเอกชน จึงอยากให้ยกเลิกแนวคิดการแปรรูปแบบเหมารวมควรแยกแยะองค์กร/งาน/ทรัพย์สินที ่ไม่จำเป็นต้องมีการแปรรูป และส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันในกิจการสาธารณะต่างๆ รวมทั้งใช้วิธีการระดมทุนที่หลากหลายสำหรับรัฐวิสาหกิจที่ต้องการลงทุน ไม่จำเป็นต้องขายหุ้นอย่างเดียว เป็นต้น

ใ นเรื่องการกระจายอำนาจ รัฐบาลมีพันธะตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริ มการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร้อยละ 35 แต่ 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเพิ่มสัดส่วนงบประมาณดังกล่าวเป็นเพียงร้อยละ 22-23 โดยอ้างว่ามีความไม่พร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งมีปัญหาในการถ่ายโอน คน/งาน ไปสู่ท้องถิ่น จึงมีแนวโน้มสูงว่ารัฐบาลจะแก้ไขกฎหมายโดยลดสัดส่วนงบประมาณของท้องถิ่นในกฎ หมาย หรือเลื่อนกรอบเวลาออกไป จึงอยากเสนอแนะให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดสรรงบประมาณตามสัดส่วนที่กำหนด โดยกฎหมาย มีการจัดสรรงบประมาณให้ท้องถิ่นอย่างมีเงื่อนไข โดยอาจจะอยู่ในรูปแบบของเงิน อุดหนุนเฉพาะกิจ เร่งการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เช่น เกาะสมุย เกาะช้าง และเกาะลันตาให้มีความสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วด้านใ นพื้นที่ที่เหมาะสม

เ รื่องข้อตกลงเขตการค้าเสรี รัฐบาลได้ดำเนินการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศออสเตรเลีย อินเดีย และจีน และกำลังเจรจาทำข้อตกลงกับอีกหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้มูลค่าการค้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งนโยบายดังกล่าวมีผลดีในแง่ของการขยายตลาดให้ผู้ส่งออก แต่ขณะเดียวกัน ก็ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเกษตรกร และผู้ประกอบการที่ต้องแข่งกับสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้น ขณะที่มูลค่าการค้ากับประเทศที่มีการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีได้เพิ่มขึ้น แต่แนวโน้มดุลการค้า กับประเทศเหล่านี้ คือ การขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น กรณีข้อตกลงกับจีนนั้น ยังส่งผลให้ราคาผักผลไม้ในประเทศลดลงถึงร้อยละ 25 ขณะที่กระเทียมราคาลดลงถึงร้อยละ30 หอมแดงลดลงถึงร้อยละ 45 หอมหัวใหญ่ลดลงถึงร้อยละ80 ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเกษตรกร อย่างรุนแรง

อ ยากเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดยุทธศาสตร์และจัดลำดับความสำคัญ ก่อนหลังของการเจรจาและลงนามกับประเทศคู่ค้าต่างๆ ตลอดจนกำหนดเป้าหมายว่าต้องการได้ประโยชน์ในด้านใดจากข้อตกลงกับแต่ละประเทศ เพื่อทบทวนลำดับขั้นตอนการเจรจาที่กำลังดำเนินการอยู่และที่จะมีขึ้นต่อไป ระดมความคิดเห็นจากผู้ประกอบการทุกสาขาและประชาชนทั่วไปก่อนจะมีการลงนามในข ้อตกลงทุกกรณีที่กำลังจะลงนามฉบับต่อๆ ไป จัดเตรียมกลไกและจัดตั้งกองทุนเพื่อชดเชยแก่ผู้เสียหายโดยให้ผู้ที่ได้รับปร ะโยชน์มีส่วนรับภาระดังกล่าว

ใ นปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้นายกรัฐมนตรีจะพูดว่า "ผมผิดเอง" แต่ถือเป็นเรื่องภายในของพรรคไทยรักไทย ซึ่งสิ่งสำคัญ คือ เรื่องที่ประชาชนเดือดร้อน อยากจะเห็นท่าที โดยอย่างน้อยต้องยอมรับความจริง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อ.ตากใบ จ.นราธิวาส มีการระบุว่า หากข้อเท็จจริงปรากฎจะทำให้ญาติฟ้องร้องได้ ดังนั้น ต้องมีความชัดเจนว่า จะให้รัฐอยู่กับประชาชนอย่างไร ต้องทำให้เกิดความโปร่งใส หากให้รัฐผูกขาดทุกเรื่องจะเป็นเรื่องอันตราย การปรับปรุงให้ระบบราชการมีความทันสมัย ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับมีระบบบริหารที่ดี หากรัฐยังต้องก้าวเข้าไปยุ่งทุกเรื่อง มีการเอาเงินในอนาคตมาใช้ ต้องคำนึงถึงระบบคุณธรรม

ห ลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีการไปคุกคามข้าราชกาหลายเรื่องเพราะร ู้สึกไม่สนับสนุนพรรครัฐบาล และการโยกย้าย หากไม่ใช่พรรคพวกจะไม่มีโอกาสที่ดี หรือแม้แต่การปฏิบัติต่อสื่อสารมวลชนที่ว่าจะให้เสรีภาพ จะต้องให้จริงๆ ขณะนี้รัฐบาลควบคุมเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็ควรที่จะเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนและประชาชนได้แสงความคิดเห็นบ้าง ซึ่งจะเป็นประโยชน์และเป็นส่วนช่วยรัฐบาลไม่ให้ความอึดอัด ซึ่งไม่ทราบว่า เมื่อสภาพเศรษฐกิจไม่เป็นที่พึงพอใจของประชาชนแล้วจะมีการประทุขึ้นเมื่อไร

คำแถลงนโยบาย

..............................................................


คำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา วันที่ 23 มีนาคม 2548


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2548 โดยมีสาระสำคัญดังนี้

ต ามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 9 มีนาคม พุทธศักราช 2548 และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 11 มีนาคม พุทธศักราช 2548 นั้น บัดนี้คณะรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินเรียบร้อยแล้ว โดยยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเ ป็นประมุข และครอบคลุมถึงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามบทบัญญัติในหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

เ นื่องจาก 4 ปีทีผ่านมาเป็นช่วงเวลาแห่งการซ่อมความหายนะจากวิกฤติของประเทศ แต่4 ปีจากนี้ไปเป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างชาติให้แข็งแกร่ง จึงจำเป็นที่จะต้องรายงานให้เห็นภาพในอดีตเพื่อความต่อเนื่องเชื่อมโยงไปยัง อนาคต เมื่อรัฐบาลเข้าบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 ประเทศไทยในขณะนั้น กำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวเนื่องจากระบบเศรษฐกิจไทยยังพึ่ง พาต่างประเทศสูง โดยเฉพาะในไตรมาสแรกของปี 2544 เศรษฐกิจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 1.7 เท่านั้น มูลค่าการส่งออกสินค้าลดลงร้อยละ 1.3 ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงอย่างมากอยู่ที่ประมาณ 43.2 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หนี้สาธารณะสูงถึงร้อยละ 55.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ จำนวนคนว่างงานยังคงสูงถึง 1.2 ล้านคน และจำนวนคนจนมีมากถึง 8.9 ล้านคน จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเอาใจใส่และทุ่มเทเป็นพิเศษในการบริหารให้ปร ะเทศรอดพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจ

โ ดยผลการดำเนินนโยบายของรัฐบาลใน 4 ปีที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงถึงร้อยละ 6.9 และร้อยละ 6.1 ในปี 2546 และ 2547 ตามลำดับ ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพมากขึ้นที่ระดับประมาณ 40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงถึงร้อยละ 23 ในปี 2547 เนื่องจากการเจรจาเปิดการค้าเสรีกับหลายประเทศ และการพัฒนาศักยภาพใหม่ให้แก่ภาคบริการที่มีความได้เปรียบจากภูมิปัญญาและวั ฒนธรรมไทย การลงทุนของเอกชนเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.3 ในปี 2547 หนี้สาธารณะลดลงเหลือประมาณร้อยละ 47.8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ และทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 49,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 4 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น

ท างด้านสังคม ประชาชนได้รับหลักประกันสุขภาพสูงถึงร้อยละ 95.4 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 78.2 ในปี 2543 ซึ่งมาจากนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค และประชาชนมีงานทำเพิ่มขึ้น 3.6 ล้านคนในช่วง 4 ปี จำนวนคนยากจนลดลงเหลือ 6 ล้านคน เนื่องจากการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินและแหล่งความรู้เพื่อสร้างงานแ ละสร้างอาชีพ จำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของประชากรเพิ่มขึ้นจาก 7.2 ในปี 2543 เป็น 8.1 ในปี 2547 เพราะการขยายโอกาสทางการศึกษาและผ่อนคลายกฎระเบียบของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศ ึกษา จำนวนคดียาเสพติดลดลงจาก 420.7 ในปี 2543 เหลือ 116.5 ต่อประชากรแสนคนในปี 2547 เนื่องจากรัฐบาลได้เอาจริงเอาจังกับการปราบปรามผู้มีอิทธิพลและผู้ค้ายาเสพต ิด

อ ย่างไรก็ตามโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศยังคงมีสัดส่วนไม่สมดุลระหว่างภาคอุต สาหกรรมและภาคเกษตร โดยการผลิตในภาคอุตสาหกรรมยังเป็นการรับจ้างผลิตตามคำสั่ง ขณะที่ภาคการเกษตร ยังประสบกับความผันผวนของราคาพืชผลในตลาดโลกและประสบความเสี่ยงจากภัยธรรมชา ติ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติทั้งดินและน้ำ ภาคบริการโดยเฉพาะการท่องเที่ยวยังพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ รัฐบาลจึงต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

4 ปีข้างหน้าต่อไปนี้จะเป็น 4 ปีแห่งการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ความมั่นคงยั่งยืนในทุกทาง รัฐบาลจะสร้างโอกาสเพื่ออนาคต วางรากฐานใหม่ให้แก่ประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครอง โดยเน้นการคืนความเข้มแข็งสู่ท้องถิ่น คืนความสมบูรณ์ของดินและน้ำสู่ธรรมชาติ และคืนอำนาจการตัดสินปัญหาสู่ชุมชน โดยให้ความสำคัญแก่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้มีความสมดุลมากยิ่งข ึ้น สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ระบบเศรษฐกิจ ปฏิรูปการศึกษาเพื่อนำไปสู่สังคมเศรษฐกิจบนฐานความรู้ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ เพื่อนำประเทศไปสู่โครงสร้างที่มีความสมดุล มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน โดยรัฐบาลจะดำเนินนโยบายเก้าประการ ดังต่อไปนี้

1.นโยบายขจัดความยากจน

ร ัฐบาลจะดำเนินนโยบายและมาตรการในการขจัดความยากจนของประเทศให้หมดสิ้นไป โดยปรับปรุงระบบบริหารจัดการทั้งระบบ เชื่อมโยงการแก้ไขความยากจนทุกระดับ ตั้งแต่ บุคคล ชุมชน และประเทศ ตลอดจนสร้างกลไกที่เชื่อมโยงให้คนยากจนในชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย ์และทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ใ นระดับบุคคล รัฐบาลจะเน้นการขยายโอกาส สร้างรายได้ ลดรายจ่าย เพิ่มช่องทางการเข้าถึงทุน โดยเร่งรัดการกระจายกรรมสิทธิ์ที่ดิน ขยายโอกาสการเข้าสู่ทุนผ่านระบบการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน รวมทั้งส่งเสริมระบบสหกรณ์และกระบวนการเรียนรู้ในการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยจะดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงรุก จัดตั้งหน่วยบริการเคลื่อนที่แก้ปัญหาความยากจนที่เรียกว่า "คาราวานแก้จน" เพื่อให้คำแนะนำและบริการต่างๆ ในการประกอบอาชีพและเสริมสร้างทักษะต่างๆ

ใ นระดับชุมชน รัฐบาลจะดำเนินการเสริมสร้างขบวนการชุมชนเข้มแข็งและให้คนยากจนสามารถเชื่อม โยงประโยชน์จากปัจจัยแวดล้อมระดับมหภาคไปถึงคนจนในชุมชน พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตรในระดับชุมชน เช่น โรงสีชุมชน โรงปุ๋ยเกษตรอินทรีย์ชุมชน ในทุกอำเภอ และสหกรณ์เครื่องจักรกล เกษตรขั้นพื้นฐาน การสร้างระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าเกษตร และระบบการตลาดสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ พัฒนาระบบการเงินที่สนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนหมู่บ้าน จัดสรรงบประมาณตามขนาดประชากร (Small Medium Large : SML) ให้ครบทุกหมู่บ้านและชุมชนเพื่อให้ชุมชนสามารถใช้บริหารแก้ไขปัญหาของตนเอง

ใ นระดับประเทศ รัฐบาลจะส่งเสริมให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินอย่างทั่วถึงและพอเพียง เพื่อให้สามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรในระยะยาวได้ โดยบริหารการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดควบคู่กับการปรับปรุงคุณภาพดิน รัฐบาลจะเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากรน้ำ จัดหาและจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับความเหมาะสมของพื้นที่และความต้องการในระบบ การผลิตของเกษตรกรอย่างทั่วถึง และจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (Special Purpose Vehicles : SPV) เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการด้านการผลิต การแปรรูป การตลาด และแหล่งทุน เพื่อลดความเสี่ยงให้แก่เกษตรกร จัดตั้งระบบการบริหารจัดการสินค้าเกษตรรายผลิตภัณฑ์ เพื่อเน้นการสร้างเสถียรภาพด้านราคาสินค้าเกษตรที่ให้ผลตอบแทนต่อเกษตรกรอย่ างเป็นธรรม รวมทั้งจะขยายขอบเขตการประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบและแรงงานในภาคเ กษตรอีกด้วย

2.นโยบายพัฒนาคนและสังคมที่มีคุณภาพ

เ ป้าหมายของการพัฒนาคือการทำให้คนมีความสุข สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยการพัฒนาให้มีความรู้และจริยธรรม เริ่มตั้งแต่เด็กแรกเกิด โดยให้ความสำคัญแก่การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ครอบครัวที่อบอุ่น และสถานศึกษา สร้างความเข้าใจให้แก่พ่อแม่ถึงวิธีการดูแลบุตรที่ถูกต้องตามระดับการพัฒนาข องสมองด้วยหน่วยบริการเคลื่อนที่เข้าถึงตัว ซึ่งเรียกว่า "คาราวานเสริมสร้างเด็ก" ส่งเสริมบทบาทของคณะสงฆ์ วงการศาสนา กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี โรงเรียน และครอบครัวที่ต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เร่งรัดการปฏิรูปการศึกษาและกระบวนการเรียนการสอนทุกรูปแบบสำหรับผู้ที่อยู่ ในวัยศึกษาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม เยาวชนไทยทุกคนจะได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างน้อย 12 ปี รัฐบาลจะจัดตั้งกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (Income Contingency Loans : ICL) สนับสนุนการศึกษาของเยาวชนตั้งแต่ ปวช.ถึงอุดมศึกษา โดยรัฐจะให้โอกาสในการศึกษาก่อนและผ่อนชำระเมื่อมีรายได้ และสร้างแหล่งบริการองค์ความรู้ให้กระจายไปทั่วทุกภูมิภาค รวมทั้งจะดำเนินการเชื่อมเครือข่ายความรู้ของทุกโรงเรียนเข้าสู่เครือข่ายอิ นเทอร์เน็ต

ด ้านการพัฒนาสุขภาพของประชาชน รัฐบาลจะเพิ่มคุณภาพของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาท และปฏิรูประบบบริหารจัดการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพและครบวงจร โดยปรับระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขให้ครอบคลุมทั้งการส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรค การนำมาตรการภาษีการบริโภคสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมาใช้กระตุ้นการปรั บเปลี่ยนพฤติกรรมบุคคลให้ ลด ละ และเลิก พฤติกรรมสุ่มเสี่ยงต่อสุขภาพ และนำรายได้จากภาษีดังกล่าวมาส่งเสริมกิจกรรมสุขภาพและสังคม รัฐบาลจะปฏิรูประบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขให้มีคุณภาพและมาตรฐาน และส่งเสริมการกีฬา

ใ นด้านความมั่นคงของชีวิตและสังคม รัฐบาลจะสนับสนุนให้ประชาชนมีความมั่นคงในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย และพัฒนาสภาพแวดล้อมในชุมชนให้น่าอยู่ และดำเนินการปราบปรามผู้มีอิทธิพลและยาเสพติดให้หมดไปจากสังคมไทย โดยยังคงยึดหลักการ "ผู้เสพ คือผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษา ส่วนผู้ค้า คือผู้ที่ต้องได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม" โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนควบคู่กับมาตรการปราบปรามทางกฎหมาย และตัดช่องทางการหาเงินทุจริตของผู้มีอิทธิพลในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการค้ายาเสพติด การตัดไม้ทำลายป่า การค้ามนุษย์ และการเป็นเจ้ามือการพนัน เป็นต้น

ร ัฐบาลจะสร้างหลักประกันความเสมอภาคและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ให้เด็กและ สตรี โดยจะขจัดขบวนการค้ามนุษย์ ขจัดการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิเด็กและสตรีในทุกรูปแบบและอย่างเด็ดขา ด เตรียมความพร้อมให้แก่สังคมผู้สูงอายุ โดยยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับผู้มีอายุเกิน 65 ปี และส่งเสริมการใช้ประสบการณ์ของผู้สูงอายุในกระบวนการพัฒนาประเทศโดยระบบคลั งสมอง นอกจากนี้รัฐบาลจะสร้างความสุขให้คนกรุงเทพฯ ด้วยนโยบายกรุงเทพฯ แข็งแรงและน่าอยู่ โดยเร่งปรับปรุงคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดี มีโรงเรียนใกล้บ้าน มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และเดินทางสะดวกสบาย โดยปฏิรูประบบรถโดยสารประจำทาง และพัฒนาระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนให้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และลดมลภาวะ

3.นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและแข่งขันได้

ส ิ่งที่สำคัญคือการปรับเปลี่ยนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้มีคุณภาพ สามารถขยายตัวได้อย่างยั่งยืน กระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง โดยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบโดยมุ่งไปสู่การเพิ่มมูลค่าผลผลิตบนพื้ นฐานความรู้และความเป็นไทย ในด้านการเกษตรจะสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าเกษตร ด้านภาคอุตสาหกรรมของประเทศ จะเปลี่ยนผู้ประกอบการที่ยังเป็นผู้รับจ้างผลิตและได้รับส่วนแบ่งจากผลประโย ชน์ในธุรกิจเพียงส่วนน้อย ให้เป็นผู้ประกอบการที่มีความรู้ ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยพัฒนาให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยพัฒนาระบบสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ การพัฒนาระบบวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการผลิตและการค้า โดยสนับสนุนให้มีการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทย ผลักดันให้มีการจดทะเบียนลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรของคนไทยเพื่อใช้ประโยชน์ในเ ชิงพาณิชย์ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์สำหรับภาคอุตสาหกรรม กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและความเชื่อมโยงในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร แฟชั่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และท่องเที่ยว และส่งเสริมเครือข่ายวิสาหกิจอื่นๆ เช่น พลังงาน สุขภาพ ชีวภาพ การบริการ การศึกษา การสร้างสรรค์และออกแบบ สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและยกระดับภาคการผลิตและบริการในส่วนภูมิภาค ส่งเสริมการผลิตด้วยเทคโนโลยีสะอาด ส่งเสริมพลังงานทดแทนในการผลิต

ส ่วนภาคบริการและการท่องเที่ยว รัฐบาลจะเน้นการเพิ่มมูลค่ามากกว่าการเพิ่มปริมาณ โดยจัดระบบรับรองมาตรฐานโรงแรมและสถานบริการ ฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวที่เสื่อมโทรม หรือประสบภัยพิบัติ เช่น ชายฝั่งทะเลอันดามัน ตลอดจนพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยจะเชื่อมโยงเครือข่ายการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม กับประเทศเพื่อน

ร ัฐบาลจะขยายภาคบริการเพื่อสร้างรายได้ใหม่ เช่น บริการสุขภาพ การศึกษา การจัดประชุมและสัมมนานานาชาติ การขนส่งทางอากาศ การถ่ายทำภาพยนตร์ การพัฒนาซอฟต์แวร์ การค้าส่งค้าปลีก และการเป็นศูนย์กลางธุรกิจในภูมิภาค เป็นต้น

ร ัฐบาลจะสร้างโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยผ่านกลไกต่างๆ ได้แก่ กองทุนและธนาคารหมู่บ้าน การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน และการพัฒนามาตรฐานและคุณภาพผลิตภัณฑ์ของโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ สร้างโอกาสการพัฒนาให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนจัดตั้งศูนย์แสดงสินค้าของประเทศไทย ในเมืองใหญ่ในต่างประเทศ ปรับเปลี่ยนระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าใหม่ เพื่อลดต้นทุนการกระจายสินค้า มีระบบเชื่อมโยงการขนส่งหลายรูปแบบ ทั้งทางรถ เรือ รถไฟ และทางท่อ โดยให้ความสำคัญในการเชื่อมโยงท่าเรือแหลมฉบัง และท่าอากาศยานสากลสุวรรณภูมิ ให้เป็นประตูสู่ตลาดโลก ขยายเครือข่ายและบริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้ทันสมัยและทั่วถึง ทั่วประเทศ ในราคาที่เป็นธรรม

ใ นภาวะปัจจุบัน ที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงสูง และมีความผันผวน รัฐบาลจะดำเนินนโยบายพลังงานโดยลดการนำเข้าพลังงาน และพัฒนาพลังงานทางเลือกที่ประเทศไทยสามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้น รวมทั้งพัฒนาก๊าซธรรมชาติ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมต่อเนื่อง และอุตสาหกรรมผลิตพลังงานชีวภาพ ส่งเสริมการใช้เอทานอล และไบโอดีเซล ที่เป็นผลผลิตการเกษตร เพื่อทดแทนน้ำมัน และรัฐบาลจะเพิ่มศักยภาพของรัฐวิสาหกิจ โดยการปรับปรุงการบริหารและแปรสภาพเป็นบริษัท จัดกลุ่มเพื่อการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ รัฐบาลจะกำกับดูแลการบริหารจัดการ และพัฒนารัฐวิสาหกิจ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนผู้บริโภค ในฐานะผู้รับบริการ

ใ นการขจัดความยากจน รัฐบาลจะพิจารณาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม โดยยึดหลักการให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพ และรักษาวินัยทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด โดยจัดทำงบประมาณที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ ดูแลระดับเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเหมาะสม รักษาทุนสำรองระหว่างประเทศ และดุลบัญชีเดินสะพัดให้อยู่ในระดับที่เพียงพอ และสามารถคงสถานภาพของประเทศผู้ให้กู้สิทธิได้ ซึ่งในส่วนของตลาดเงิน รัฐบาลจะสร้างความเข้มแข็งและโปร่งใส พร้อมไปกับการสนับสนุนให้องค์กรธุรกิจ และประชาชนในทุกภาคส่วนของประเทศ มีโอกาสและช่องทางที่จะเข้าถึงแหล่งทุนทางการเงินต่างๆ ได้อย่างเพียงพอ ในส่วนของตลาดทุน รัฐบาลจะพัฒนาทั้งตลาดตราสารทุน และตราสารหนี้ ให้เป็นแหล่งระดมทุนระยะยาวสำหรับองค์กรธุรกิจทุกขนาด นอกจากนี้ รัฐบาลจะส่งเสริมการออมของประเทศ เพื่อความมั่นคงของชีวิตประชาชน และเป็นแหล่งเงินที่จะช่วยลดการพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศ ในการขยายการลงทุนของประเทศ ด้านการเงินระหว่างประเทศ รัฐบาลจะพัฒนาตลาดตราสารหนี้เอเชียให้เป็นกลไกสำคัญ ในการระดมเงินทุน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของภูมิภาคและประเทศไทย

4.นโยบายบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ร ัฐบาลจะส่งเสริมและเร่งฟื้นฟูความสมบูรณ์ของดินและน้ำสู่ธรรมชาติ โดยกำหนดวิธีการบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐ และเอกชนภายใต้การมีส่วนร่วมของเอกชน และชุมชนท้องถิ่น สนับสนุนให้ชุมชนจัดทำฝายน้ำล้น และฝายชะลอความชุ่มชื้นหรือฝ่ายแม้ว ตามแนวพระราชดำริการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่ งยืน ลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำอย่างเป็นระบบ เร่งรัดการควบคุมมลพิษ เร่งรัดการสร้างระบบบำบัดน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากสังคมเมือง และการผลิตในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ส่งเสริมให้ภาคเอกชนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน และใช้หลักผู้ก่อมลพิษ เป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลดการก่อมลภาวะ และป้องกันการใช้ประเทศไทยเป็นประเทศปลายทางของส่งขยะ ของเสีย และกากพิษอุตสาหกรรม

5.นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ร ัฐบาลจะดำเนินนโยบายการต่างประเทศเชิงรุก โดยส่งเสริมความสัมพันธ์ในมิติต่างๆ กับนานาประเทศ ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ร่วมมือกับประเทศอาเซียน ในการเร่งจัดตั้งประชาคมอาเซียน ผลักดันให้กรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD)

ส ่วนความร่วมมือภายใต้กรอบพหุภาคี รัฐบาลจะยึดมั่นต่อพันธกรณีของไทย ตามกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศ กรอบความร่วมมือต่างๆ ที่ไทยเป็นภาคีสมาชิก และข้อผูกพันระหว่างประเทศของไทย ให้ความร่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้าย และการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์การดำเนินงานและการประชุมระหว่างประเทศ สนับสนุนให้คนไทยมีบทบาทสำคัญในเวทีสหประชาชาติ และองค์การระหว่างประเทศต่างๆ และสานต่อการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ และดำเนินนโยบายการตลาดเชิงรุก เพื่อส่งเสริมให้สินค้าและบริการของไทยเป็นที่รู้จัก

6.นโยบายพัฒนากฎหมายและส่งเสริมการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี

ร ัฐบาลจะพัฒนากฎหมายทั้งระบบให้ทันสมัย และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยยกเลิกกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ยกเลิกกฎหมายที่ไม่มีการบังคับใช้ สร้างภาระไม่จำเป็นแก่ประชาชน และก่อให้เกิดความยุ่งยาก ล่าช้า ซ้ำซ้อนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการ และไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนากฎหมายเศรษฐกิจ ให้สอดรับกับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจะปรับปรุงระบบอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนอย่างเสมอภาค เป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากกระบวนการยุติธรรมโดยทั่วถึง และรวดเร็ว ปรับปรุงระบบการจัดการศึกษากฎหมาย การพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรทางกฎหมายในภาครัฐ และการส่งเสริมให้ประชาชนได้รู้กฎหมายในชีวิตประจำวัน

ร ัฐบาลจะพัฒนาระบบราชการอย่างต่อเนื่องต่อไป ด้วยการปรับโครงสร้างราชการ และนำเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในการวางแผนและตัดสินใจให้มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงระบบบริการประชาชน ให้เป็นเชิงรุกมากขึ้น ดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในวงราชการ โดยการวางระบบการตรวจสอบ ลงโทษผู้ทุจริตอย่างเด็ดขาด เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนการจ่ายเงินแผ่นดินให้เกิดความโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ

7.นโยบายส่งเสริมประชาธิปไตย และกระบวนการประชาสังคม

ร ัฐบาลจะรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในรูปแบบที่เหมาะสม และหลากหลายเกี่ยวกับเรื่องสำคัญตามรัฐธรรมนูญมาตรา 59 และร่วมกับทุกฝ่ายที่จะส่งเสริมและยกระดับสิทธิมนุษยชน ให้ทัดเทียมระดับสากล รวมทั้งจัดตั้งศูนย์ติดตามคนหายและระบบพิสูจน์ศพนิรนาม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมไทย ส่งเสริมสนับสนุนการทำงานขององค์กรอิสระต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ และกระบวนการประชาสังคมในการกำหนดนโยบาย การตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ

8.นโยบายรักษาความมั่นคงของรัฐ

ร ัฐบาลจะพัฒนาระบบการป้องกันประเทศให้ได้มาตรฐาน โดยนำภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม สนับสนุนภารกิจในการรักษาสันติภาพในภูมิภาคต่างๆ ภายใต้กรอบของสหประชาชาติ ในการแก้ไขปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองและแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย รัฐบาลจะมุ่งการสกัดกั้นและป้องกันการเข้ามาใหม่และการปราบปรามการลักลอบเข้ าเมืองอย่างเฉียบขาด โดยเฉพาะขบวนการที่มีผู้มีอิทธิพลสนับสนุน จัดการกับปัญหาสถานะ และสิทธิของบุคคลที่ยังไม่มีสถานภาพที่ชัดเจน

ร ัฐบาลจะแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระดมทรัพยากร และปรับปรุงการบริหารจัดการตามหลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การสร้างความสมานฉันท์ ทั้งในระดับชาติ และในระดับพื้นที่ การอำนวยความเป็นธรรม และความยุติธรรม การขจัดอิทธิพลอำนาจมืด การประพฤติทุจริตผิดกฎหมาย ของเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างเฉียบขาด ควบคู่ไปกับการขจัดความยากจน การพัฒนาการศึกษา และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ที่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของพื้นที่ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของประชาชน ตลอดจนร่วมมือกับนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านในการพัฒนาป้องกัน และแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และการก่อความไม่สงบบริเวณชายแดน

ร ัฐบาลจะปฏิรูปงานด้านการข่าวกรองให้มีประสิทธิภาพ ทั้งระบบข้อมูลเชิงลึก รวมถึงการสร้างความพร้อมในการเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่เป็นภัยพิบัติขนาดใหญ่ ทั้งที่เกิดจากภัยธรรมชาติ และการกระทำของมนุษย์ โดยเตรียมความพร้อมเพื่อตอบสนองอย่างฉับไว

9.นโยบายตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

ร ัฐบาลจะดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐาน โดยผสมผสานนโยบายของรัฐบาลให้สอดคล้องกับสาระในแต่ละมาตรา ในหมวด 5 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ โดยจะเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรม ทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติประกอบด้วย แผนนิติบัญญัติ แผนการบริหารราชการแผ่นดิน และแผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการต่างๆ ไว้เป็นคู่มือและแนวทางการทำงานต่อไป รัฐขอให้ความเชื่อมั่นแก่รัฐสภาจะบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต มีความมุ่งมั่นที่จะบริหารประเทศ ให้มีความเจริญก้าวหน้า ทัดเทียมอารยประเทศ มีความเท่าเทียมกัน ในสังคมที่มีความสมดุลมากขึ้น และมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ทั้งนี้จะยึดประโยชน์สูงสุดของประชาชนชาวไทย ตามแนวพระราชดำรัส และรัฐธรรมนูญเป็นหลัก

วันพฤหัสบดี, มีนาคม 24, 2548

เงินออมดิ่ง-หนี้ครัวเรือนพุ่ง!

“กรณ์”จับโกหก“วราเทพ”เงินออมดิ่ง-หนี้ครัวเรือนพุ่ง!

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 24 มีนาคม 2548 21:27 น.

Image hosted by Photobucket.com

“กรณ์”ชำแหละนโยบายเศรษฐกิจโตเพราะเ ศรษฐกิจโลกขยายตัว-ทั้งดอกเบี้ยที่ต่ำมากฉุดดัชนีทุกตัวพุ่ง แนะระวังอัตราเงินเฟ้อสูงทำทุกอย่างชะงัก หัก“วราเทพ”โ กหกจับตัวเลขเงินออมภาคเอกชนมาอ้างแท้ที่จริงเงินออมประชาชนลดลงทุกปี และหนี้ครัวเรือนสูงขึ้นมากกว่ารายได้แตะ110,000บาทต่อครัวเรือน

วันนี้ (24มี.ค.) นายกรณ์ จาติกวณิช ส. ส.กรุงเทพฯรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอภิปรายนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและแข่งขันได้ ของรัฐฐาลว่า ประธานที่เคารพ วันนี้มีความรู้สึกตื่นเต้นและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้มีโอกาสแสดงความ คิดเห็นเป็นครั้งแรกในฐานะ ส.ส.คนใหม่ สมัยที่เป็นนักธุรกิจนั้นได้มีโอกาสได้ติดตามการบริหารงานทางภาคเศรษฐกิจของ รัฐบาลในชุดที่แล้วอย่างใกล้ชิด การขยับขยายของเศรษฐกิจในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เป็นไปได้ในระดับที่น่าพอใจแต่หลายๆ นโยบายของรัฐบาลที่เริ่มทำแล้วแต่ยังไม่เสร็จ และอีกหลายนโยบายที่คิดแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มทำ แต่ที่แน่นอนครับท่านประธานคือเงื่อนไขที่อำนวยการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วง 4 ปีที่แล้ว ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

“เมื่อครั้งที่รัฐบาลชุดที่แล้วได้เริ่มทำงานในปี 2544 เศรษฐกิจโลก การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกอยู่ในระดับที่ต่ำมากราวๆ 2.3 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกได้ดีขึ้นเรื่อยๆจนเมื่อปี 2547 คือปีที่เพิ่งมาผ่านนั้น เศรษฐกิจโลกขยายตัวถึง 4.7 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นหนึ่งในปีที่ดีที่สุดในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อราคาของผลิตผลสำคัญๆ ของไทยได้ปรับตัวสูงขึ้น และมีผลโดยตรงต่อการผลักดันให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยนั้นเป็นไปตามที่ได้ เห็นมา ในปีนั้นการส่งออกของประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 22 เปอร์เซ็นต์ แต่ 16 เปอร์เซ็นต์ จาก 22 นั้น เป็นการเพิ่มขึ้นเพราะราคาผลิตผลสูงขึ้น ส่วนอีกเพียง 6 เปอร์เซ็นต์ เป็นการเพิ่มขึ้นจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีต่อเศรษฐกิจไทย แต่ไม่ได้พยายามที่จะบอกว่ารัฐบาลในช่วงที่แล้วไม่มีผลต่อการช่วยพัฒนาเศรษฐ กิจ อย่างน้อยที่สุด รัฐบาลสามารถผลักดันให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นที่จะกล้ากู้ กล้าใช้ และสุดท้ายผู้ประกอบการเอกชนเริ่มที่จะมีความกล้าในการลงทุน” รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

นาย กรณ์ กล่าวอีกว่า ตามที่ได้เรียน เงื่อนไขที่ได้เอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้น เปลี่ยนไปแล้ว นอกจากเศรษฐกิจโลกที่เริ่มจะมีความชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนนั้น ระดับราคาน้ำมันของวันนี้เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันปี 2544 ก็สูงกว่ากันเกือบเท่าตัว สภาวะอัตราดอกเบี้ยก็กำลังเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ย ทั่วโลกและในประเทศไทย อยู่ในอัตราที่ต่ำมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นตัวเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศไทย ความเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขทั้งหมดนั้นส่งผลต่อดัชนีสำคัญๆทุกดัชนี ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวานนี้ได้กล่าวถึงแล้ว ว่าดัชนีการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน การส่งออก การนำเข้า ดัชนีทั้งหมดนี้อยู่ในเชิงถดถอยเมื่อเทียบกับ 2 - 3 ปีที่ผ่ามามีผลต่อดุลการค้า ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่าจะติดลบในปีนี้ และสุดท้ายแน่นอนว่ามีผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัด

“ที่แย่กว่านั้นคือ ในขณะที่เศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงชะลอตัวลงนั้น อัตราเงินเฟ้อกลับเพิ่มขึ้น โดยที่ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคสูงถึง 3 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าในปีนี้จะเขยิบสูงขึ้นไปแตะเกือบๆ 4 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอัตราเงินเฟ้อสำหรับผู้ผลิตนั้น ปัจจุบันสูงถึง 8.5 เปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งเป็นอัตราที่น่าเป็นห่วง” นายกรณ์ กล่าว

รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งดุลบัญชีเดินสะพัดคือการหักลบรายได้ที่ได้จากการส่งออกจากรายจ่ายที่มีจ ากการนำเข้า รวมกันกับผลต่างในการแลกเปลี่ยนบริการระหว่างประเทศ ซึ่งในส่วนของตรงนี้ รวมถึงอุตสาหกรรมสำคัญๆ หลายอุตสาหกรรมของไทย ยกตัวอย่างคือ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว กล่าวว่า ถ้าคนญี่ปุ่นมาเที่ยวไทย ประเทศไทยได้ แต่ถ้าคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่น ประเทศไทยเสีย ดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มที่จะแสดงสัญญาณว่าลดถดถอยลง จากการที่ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในสภาพบวกติดต่อกันมาหลายปี ในเดือนมกราคมที่ผ่านมานั้น บัญชีเดินสะพัดของเราติดลบเกือบ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการติดลบรายเดือนที่สูงที่สุดตั้งแต่ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 และดุลบัญชีเดินสะพัดที่เริ่มถดถอยลงนั้น มีผลโดยตรงต่ออัตราดอกเบี้ยซึ่งอยู่ในช่วงขาขึ้น ช่วงนี้เป็นช่วงที่น่าลำบากใจสำหรับท่านผู้ว่าฯ ธนาคารแห่งประเทศไทย ในแง่หนึ่ง เศรษฐกิจกำลังเริ่มชะลอตัว ทำให้ไม่อยากที่จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยให้สูงมากเกินไป แต่อีกแง่หนึ่ง อัตราดอกเบี้ยต่างประเทศยังอยู่ในช่วงขาขึ้น และไทยก็จำเป็นต้องขึ้นตามด้วยในระดับหนึ่ง แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือแรงกดดันที่เกิดขึ้นต่อดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งทำให้ท่านผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบริห ารระบบการเงินของประเทศไทยด้วยความระมัดระวังมากขึ้น สรุปโดยรวมว่า ภาพของเศรษฐกิจได้เปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลปกป้องไม่ให้ประชาชนมีผลกระทบ และพรรคประชาธิปัตย์มองว่ารัฐบาลควรที่จะต้องกลับไปพิจารณาในรายละเอียดด้วย ว่าภาพที่เปลี่ยนไปในเศรษฐกิจมหภาคโดยรวมควรจะมีผลกระทบต่อนโยบายสำคัญๆ ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างไร

“แต่ก่อนอื่นผมขอที่จะพูดถึงประชาชนที่เดือดร้อนที่สุด คือกลุ่มผู้ที่มีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2544 เมื่อวานนี้ท่านรัฐมนตรีช่วยวราเทพ ขออนุญาตกล่าวนาม ได้ลุกขึ้นชี้แจงให้พวกเราฟังว่า หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นนั้นเพิ่มขึ้นเพียงเพราะว่าเศรษฐกิจที่ดีขึ้น นอกจากนั้น ท่านได้ชี้แจงให้พวกเราทราบว่า การเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนไม่อันตราย เพราะว่ามีการเพิ่มขึ้นของเงินออม และเพิ่มขึ้นของทรัพย์สินด้วย ผมขอเรียนว่าเป็นการอ้างสถิติที่ไม่ถูกต้อง หนี้ครัวเรือนเมื่อช่วงที่เศรษฐกิจยังดีอยู่ ก่อนที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อ 10 ปีก่อนนั้น อยู่เพียงแค่ 31,000 บาท ต่อครัวเรือน ในขณะที่หนี้ครัวเรือนปัจจุบันยืนอยู่ที่ระดับราวๆ 110,000 บาท แสดงให้เห็นว่า ไม่ได้เป็นเพราะเศรษฐกิจดีเพียงอย่างเดียว นอกจากนั้น เงินออมที่รัฐมนตรีช่วยได้อ้างถึงนั้น เป็นเงินออมของบริษัทเอกชน ไม่ใช่เงินออมของครัวเรือน ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบความอันตรายที่มีต่อหนี้ครัวเรือนนั้น ควรที่จะดูเงินออมครัวเรือน ซึ่งมีการลดลงอย่างชัดเจนทุกปี ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา ปี 2544 เงินออมครัวเรือนสูงถึง 410,000 ล้านบาท ลดลงมาทุกปี จนเมื่อปี 2546 นั้น ลงมาเหลือเพียงแค่ 183,000 ล้านบาท ก่อนที่จะเขยิบขึ้นไปอีกเป็น 230,000 ล้านบาท ในปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงคิดว่ายังมีประเด็นปัญหาอยู่ ที่ทางรัฐบาลจะต้องเข้าไปดูแลผู้ที่มีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น นอกจากนั้น ผลสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อปลายปี 2547 ได้ชี้ให้เห็นว่า ภาระหนี้สินครัวเรือนของประชาชนนั้นเพิ่มขึ้นมากกว่ารายได้ของประชาชนทุกปี ตั้งแต่ปี 2544 และที่น่าเป็นห่วงมาก 40 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่มีหนี้ ยังรอให้รัฐบาลมาปลดหนี้ให้ และกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้แสดงความเข้าใจอัตราดอกเบี้ยโดยรวมที่กำลังปรับตัวขึ้น กับภาระการชำระหนี้ของตนเอง ที่มี”นาย กรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ผลกระทบที่มีต่อประชาชนแล้ว พรรคประชาธิปัตย์มองว่า สมมติฐานต่างๆ เบื้องหลังนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องกลับไปพิจารณาใหม่ในรายละเอียด โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงาน และขนส่งมวลชน หรือระบบรถไฟฟ้ากรุงเทพมหานคร ซึ่งต้องขอเรียนว่า พรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยอย่างยิ่งในการลงทุนใน 2 ระบบนี้ โดยเฉพาะการลงทุนในระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครนั้น เป็นสิ่งที่ชาวกรุงเทพฯ รอคอยมานานจึงมีประเด็นที่จะตินิดเดียว ก็คือเสียดายมากที่ระบบนี้ไม่วิ่งผ่านเขตยานนาวาที่ตนเองอยู่ ที่น่าเสียดาย คือเมื่อปี 2546 คือเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา สำนักงานพลังงานแห่งชาติได้มีรายงานออกมาชัดเจนแนะนำให้รัฐบาลรีบลงทุนในระบ บขนส่งมวลชน และขอให้แล้วเสร็จภายในปี 2550 โดยที่สำนักงานพลังงานแห่งชาติได้ระบุไว้ชัดเจนว่า เมื่อแล้วเสร็จโครงการนี้จะสามารถประหยัดการนำเข้าของน้ำมันเชื้อเพลิงได้ถึ ง 2,000 ล้านลิตรต่อปี หรือถ้าคิดเป็นเงินตามราคาน้ำมันวันนี้ ก็เท่ากับราวๆ 40,000 บาทต่อปี เป็นที่น่าเสียดายที่ไม่ได้มีการขับเคลื่อนนโยบายนี้ตั้งแต่ สพช.ได้มีคำแนะนำออกมา เพราะ 2 ปีที่ผ่านไปนั้น เป็นโอกาสที่เราเสียไปที่จะประหยัดราคาน้ำมันได้ถึง 80,000 ล้านบาท หรือเท่ากับกองทุนน้ำมันซึ่งขาดดุลอยู่ปัจจุบัน

“เมื่อวานนี้เช่นเดียวกัน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เรียนแล้วว่าเราต้องการให้รัฐบาลได้มีการเร่งรีบ ในการขับเคลื่อนโครงการอื่นๆ เช่น โครงการบีทีเอส ซึ่งทางบริษัทบีทีเอส และทาง กทม.ได้แจ้งไว้กับทางรัฐบาลล่วงหน้าแล้วว่า เมื่อรัฐบาลอนุมัติโครงการเมื่อใด ใช้เวลาเพียงแค่ 9 เดือน ในการเชื่อมโยงสายข้ามไปยังฝั่งธนฯ เพื่อบริการพี่น้องประชาชนชาวฝั่งธนบุรี ซึ่งเสียดายว่ารัฐบาลได้ลังเลในโครงการนี้มาหลายปีแล้ว และพรรคประชาธิปัตย์หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการขับเคลื่อนเสียที ในแนวเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์อยากให้รัฐบาลกลับไปพิจารณาความสมควรในรายละเอียดของโครงกา รที่จะต้องมีการลงทุนในอนาคต เพื่อให้การใช้งบประมาณนั้นมีความสมดุลเมื่อเปรียบเทียบกับสภาวะเศรษฐกิจที่ กำลังเปลี่ยนไป พรรคประชาธิปัตย์ได้ศึกษาว่า จาก 7 สายรถไฟฟ้าที่รัฐบาลมีเจตนาตั้งใจที่จะสร้าง ภายในครั้งเดียวนั้น 2 ใน 7 รวมแล้วราวๆ 64 กิโลเมตร จาก 247 กิโล ใช้เงินลงทุนถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ของเงินลงทุนทั้งหมดของโครงการ ขณะที่ 2 สายนี้ จะแบกรับผู้โดยสารเพียงแค่ 18 เปอร์เซ็นต์ ของโครงการทั้งหมด ด้วยเงื่อนไขของเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป พรรคประชาธิปัตย์มองว่าการที่รัฐบาลอาจจะประหยัดเงินลงทุนได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ของโครงการ หรือ 1.7 แสนล้านบาทนั้น โดยที่มีผลกระทบต่อผู้โดยสารเพียงแค่ 18 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงื่อนไขที่ควรจะไปพิจารณาศึกษาในรายละเอียด และในเรื่องที่เกี่ยวกับโครงการนี้ และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาล อาจารย์เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จะอภิปรายในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง” รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

นายกรณ์กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้น เงื่อนไขที่เปลี่ยนไปทางเศรษฐกิจก็มีผลกระทบเช่นเดียวกัน และในเรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็เสียดายอยู่ เพราะในการแถลงนโยบายเมื่อปี 2544 ของรัฐบาลนี้ โครงการเพิ่มศักยภาพรัฐวิสาหกิจ ปรากฏว่าเป็น 1 ใน 9 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และรัฐบาลได้ระบุไว้ชัดเจนเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ว่าจะมีการจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ หรือ ซูเปอร์โฮลดิ้ง ขึ้นมาดูแลจัดการรัฐวิสาหกิจ แต่เมื่อปี 2545 จาก 53 รัฐวิสาหกิจโดยรวม มีรัฐวิสาหกิจที่มีกำไร 41 แห่ง ขาดทุน 12 ต่อมา ปี 2547 จากรัฐวิสาหกิจโดยรวม 53 แห่งเดิม กลับมีรัฐวิสาหกิจที่มีกำไรเพียงแค่ 40 แห่ง ขาดทุนเพิ่ม 13 แห่ง แสดงให้เห็นว่า โครงการการเสริมศักยภาพของรัฐวิสาหกิจนั้น มิได้มีการขับเคลื่อนเลยในตลอดช่วงของการบริหารของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์มองว่า การเพิ่มศักยภาพของรัฐวิสาหกิจนั้น รัฐบาลควรจะเน้นการเสริมให้มีการแข่งขัน เราไม่อยากเห็นการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจ เพราะอย่าลืมว่า ธรรมาภิบาลที่ดีของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น คือหน้าที่ในการดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นก่อนผู้อื่น เพราะฉะนั้นอย่าหวังเลยว่ารัฐวิสาหกิจเมื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล ้วเขาจะมองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก นั่นไม่ใช่หน้าที่ของเขา หน้าที่ของเขาคือสร้างผลกำไรให้กับผู้ถือหุ้น เพราะฉะนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพิจารณารายละเอียดการปรับโครงสร้าง ให้มีการแข่งขัน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนก่อนที่จะนำรัฐวิสาหกิจเหล่านั้นเข้าจดทะเบ ียนในตลาดหลักทรัพย์ และในรายละเอียดในเรื่องที่เกี่ยวกับการแปรรูป ม.ล.อภิมงคล โสณกุล ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จะเรียนอภิปรายในรายละเอียด

“ผมคิดว่ารัฐบาลควรจะต้องคำนึงถึงความรู้สึกที่มีของประชาชนจำนวนมาก ว่าถึงแม้เศรษฐกิจดูเหมือนในระดับมหภาคดีขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา แต่ประชาชนกลับไม่รู้สึกว่ารวยขึ้น นโยบายในการลงทุนในโครงการใหญ่ๆ ของรัฐบาลนั้น มีโอกาสที่จะเสริมความกระจุกตัวในการกระจายรายได้ พรรคประชาธิปัตย์จึงมองว่ารัฐบาลควรจะยกการกระจายรายได้ให้เป็นหนึ่งในนโยบา ยที่สำคัญที่สุดในเชิงเศรษฐกิจ ใน 4 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะรัฐบาลควรที่จะพิจารณาว่า ปัจจุบันอัตราการใช้กำลังการผลิตของบริษัทเอกชน เขยิบขึ้นมาสูงกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับการใช้กำลังผลิตที่ทำให้บริษัทภาคเอกชนเริ่มที่จะต้องใช้เงินล งทุนอย่างจริงๆ จังๆ เพราะฉะนั้นในการนำเงิน 1.5 ล้านล้าน ไปลงทุนในโครงการใหญ่ของรัฐบาลนั้น รัฐบาลต้องคำนึงว่า อาจจะเป็นการแย่งชิงเงินทุนจากภาคเอกชน และจะมีผลต่อปัญหาในการกระจายรายได้ที่ตามมาอีกด้วย พรรคประชาธิปัตย์หวังอย่างยิ่งว่าอุดมการณ์ตามที่รัฐบาลต้องการที่จะบรรลุตา มที่ได้มีการชี้แจงในนโยบายของคณะรัฐมนตรีนั้น จะบรรลุตามเป้าหมาย และจะประสบความสำเร็จ แต่พรรคประชาธิปัตย์มองว่า รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้ต่อประชาชนทุกชนชั้นให้มีความเสมอ ภาค และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลจะนำคำแนะนำในเชิงบริหารเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ไปพิจารณา และหวังว่าคำแนะนำของเราจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล” นายกรณ์ กล่าว

จาก ผู้จัดการออนไลน์

เด็ก 1 อำเภอ 1 ทุน ขอกลับประเทศ

.........................................

เด็ก 1 อำเภอ 1 ทุน ขอกลับประเทศแล้ว 5 ราย หลังมีปัญหาอื้อ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 23 มีนาคม 2548 17:15 น.


เด็ก 1 อำเภอ 1 ทุน เริ่มทยอยขอกลับประเทศแล้ว 5 ราย สกอ.เตรียมมาตรการรองรับคาดอาจจะมีทยอยกลับเพิ่ม พร้อมเตรียมกำหนดระบบดูแลเด็กทุนตามโครงการดังกล่าวให้ชัดเจน ส่วนเด็กทุนที่เรียนในประเทศไทยขอให้มหาวิทยาลัยจัดอาจารย์ที่ปรึกษาดูแลพิเ ศษ และให้จ่ายเงินตรงเวลาเพื่อไม่ให้เด็กมีปัญหาค่าใช้จ่ายถกกลางที่ประชุมเป็น โครงการเพื่อการเมืองระบบคัดเลือกไม่โปร่งใสและไม่ตรงเป้าหมาย

ศ.พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์
เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เปิดเผยภายหลังการประชุมชี้แจงการดำเนินการการโครงการทุนการศึกษาต่อของนักศ ึกษาจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอในระดับอุดมศึกษา(ปริญญาตรี) ที่ศึกษาต่อในประเทศ ว่า ได้เชิญผู้แทนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ดูแลนิสิต นักศึกษา 1 อำเภอ 1 ทุนอยู่มาชี้แจงทำความเข้าใจและประสานงานในการดูแลนักเรียนกลุ่มดังกล่าว โดยมีนักเรียน 1 อำเภอ 1 ทุน ที่ศึกษาต่อในประเทศไทย จำนวน 183 คน กระจายอยู่ในมหาวิทยาลัยต่างๆ เนื่องจากทุนดังกล่าวเป็นลักษณะพิเศษโดยมีสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นแหล ่งทุนซึ่งไม่คุ้นเคยกับการให้ทุนการศึกษา ที่ผ่านมาจึงเกิดปัญหาทางปฏิบัติบ้าง เช่น จ่ายเงินไม่ตรงเวลา อย่างไรก็ตามได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติที่นักศึกษาเหล่านี้อาจจะไม่คุ้นเคย กบสภาพแวดล้อมในสถาบัน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) ได้ขอให้ทุกมหาวิทยาลัยจัดอาจารย์ที่ปรึกษาให้กับเด็กกลุ่มดังกล่าวเป็นการพ ิเศษเพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับชีวิตในสถาบันอุดมศึกษาหรือหากมีปัญหาเด็กจะ ได้ทราบว่าจะปรึกษากับใคร

ศ.พิเศษ ดร.ภาวิช กล่าวต่อไปอีกว่า ส ่วนเรื่องเงินที่ส่งให้นักศึกษานั้นได้ขอให้ส่งตรงเวลาซึ่งหากทางสำนักงานสล ากกินแบ่งโอนเงินมาให้ช้าก็ขอให้ทางมหาวิทยาลัยสำรองจ่ายให้กับนักศึกษาไปก่ อนเพราะถึงอย่างไรเงินจำนวนนี้ต้องส่งมาให้สถาบันแต่ละแห่งอย่างแน่น อนเพื่อไม่ให้เด็กเกิดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยบางแห่งเมื่อได้รับการโอนเงินค่าใช้จ่ายในแต่ละภาคการศึกษาจากสำ นักงานสลากกินแบ่งแล้วก็จะโอนให้กับนักศึกษาทั้งหมดในครั้งเดียวเลยซึ่งเด็ก ที่ได้รับทุนอยู่ในช่วงวัยรุ่น

เมื่อได้รับเงินครั้งละมากๆ อาจจะใช้จ่ายโดยไม่ได้ระมัดระวัง ทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ จึงขอให้มหาวิทยาลัยทยอยจ่ายเงินให้เด็กเป็นรายเดือนเพียงแค่ให้เด็กเปิดบัญ ชีธนาคารไว้ แล้วมหาวิทยาลัยโอนเงินเข้าไปให้เท่านั้น นอกจากนี้ได้กำชับให้ดูแลเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วย ซึ่งไม่น่ามีปัญหาเพราะเด็กส่วนใหญ่เป็นเด็กเรียนเก่ง แต่ก็ต้องติดตามดูแล

ด้าน ดร.สรรค์ วรอินทร์ ผอ.สำนักส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักศึกษา สกอ. กล่าวว่า จากการรับฟังสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานดูแลโครงการดั งกล่าวทราบว่าเด็กที่ได้รับทุนต้องการให้มีการเร่งรัดระบบการจัดสรรเงินกองทุนให้ถึงมือเด็กโดยเร็วแ ละเนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการเร่งด่วนที่ได้มอบให้ สกอ.ดำเนินการจึงมีบางเรื่องที่เป็นช่องว่างไม่ได้กำหนดเป็นแนวปฎิบัติเอาไว ้ เช่น หากเด็กเรียนได้เกรดต่ำมาก ๆ เกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานจะให้มหาวิทยาลัยทำอย่างไร เด็กเรียนไม่จบจะให้ทำอย่างไรหรือหากเด็กจะย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เรื่อยๆ โดยเริ่มต้นเรียนปี 1 ใหม่ตลอดจะทำอย่างไร ในเรื่องที่พักจะให้เด็กพักในหอพักของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ เลยหรือไม่ หรือหากให้พักหอพักนอกสถาบันจะกำหนดเพดานค่าใช้จ่ายอย่างไร เพราะขณะนี้ยังไม่มีหลักเกณฑ์กำหนดในเรื่องเหล่านี้ไว้ รวมถึงต้องมีระบบรองรับเด็กที่จะกลับมาเรียนต่อในประเทศด้วย

"ส กอ.จะสรุปสภาพปัญหา และแนวปฎิบัติต่าง ๆที่เหมาะสมเสนอให้คณะกรรมการบริหารโครงการฯได้พิจารณาต่อไป นอกจากนี้ สกอ.ได้ว่าจ้างให้มหาวิทยาลัยมหิดลทำการติดตามและประเมินโครงการนี้ด้วยหากป ระสบความสำเร็จเชื่อว่ารัฐบาลน่าจะให้ดำเนินการในรุ่นที่สองต่อแน่" ดร.สรรค์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมดังกล่าวเจ้าหน้าที่จากสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งรับผิดชอบดูแลเด็กนักเรียนที่ไปศึกษาต่อในต่างประเทศโครงการนี้ได้แจ้งใ ห้ที่ประชุมทราบว่าข ณะนี้มีแนวโน้มว่าจะมีเด็กนักเรียนที่เรียนอยู่ในต่างประเทศจะขอเดินกลับเข้ ามาเรียนในประเทศเพิ่มมากขึ้น 10-20% โดยขณะนี้มีการแจ้งความจำนงเพื่อขอกลับมาแล้ว 5 ราย ทั้งนี้เนื่องจากบางคนเรียนไม่ไหว บางคนมีปัญหาเรื่องสุขภาพ และบางคนเข้ากับสภาพแวดล้อมไม่ได้

นอกจากนี้ยังได้มีผู้แทนจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดำเนินโครงการฯ โดยหลายคนเห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการเฉพาะกิจเป็นเรื่องทางการเมือง , ระบบการคัดเลือกเด็กไม่โปร่งใสไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอย่างแท้จริง เด็กที่จนจริงอาจจะไม่ได้เข้ามาเรียนที่สำคัญยังพบว่าผู้ปกครองของเด็กบางคน มารอรับเงินทุนการศึกษาของลูกเพื่อนำไปใช้หนี้สินเป็นต้น

จาก ผู้จัดการออนไลน์

วันพุธ, มีนาคม 16, 2548

เปิด42หุ้นการเมืองเอี่ยว

.....................................................

กลุ่มนายกฯและ11รมต.ถือหุ้นใหญ่ /

ผู้บริหารตลาดฯยันไม่ใช่เรื่องแปลก /

จี ้‘สปิริต’ ไม่โหวตวาระที่ได้ประโยชน์


โพสต์ทูเดย์ — กลุ่มนายกฯ และรัฐมนตรี 11 คนในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ลงทุนในตลาดหุ้น 42 ตัว


น ักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ รวบรวมข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ถึงการถือหุ้นของคณะรัฐมนตรีและบุคคลที่มีนาม สกุลเดียวกับรัฐมนตรี ในปี 2547 พบว่า มีทั้งสิ้น 12 กลุ่ม ซึ่งถือหุ้นรวมกันจำนวน 42 หลักทรัพย์


ทั้งนี้ กลุ่มของนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีการถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์มากที่สุดถึง 10 บริษัท แม้ว่าไม่มีชื่อของนายกรัฐมนตรีถือหุ้นในบริษัท เหล่านี้ แต่เป็นการถือหุ้นในชื่อของลูกสาว ลูกชาย รวมถึงน้องๆ และหลานหลายคน


ใ นรายงานยังพบว่า หุ้นบางตัวมีบุคคลในกลุ่มนี้ถือหุ้นตรงกัน ยกตัวอย่างเช่น การถือหุ้นใน บริษัท เพาเวอร์ พี (PP) ของกลุ่มนายพินิจ จารุสมบัติ รองนายกรัฐมนตรี และกลุ่มนายสมศักดิ์ เทพ สุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา


ผู้บริห ารบริษัทหลักทรัพย์ให้ความเห็นว่า ไม่ใช่เรื่องที่แปลก รัฐมนตรีลงทุนในตลาดหุ้น เพราะในการรับตำแหน่งต้องรายงานทรัพย์สิน หนี้สินต่างๆ อยู่แล้ว และเป็นเรื่องที่ หลีกเลี่ยงลำบากกรณีที่บุคคลเหล่านี้จะล่วงรู้เรื่องสำคัญๆ ของนโยบายรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องที่มีผลได้ผลเสียต่อการลงทุน อย่างไรก็ตาม หากเป็นไปได้ ถ้ามีการพิจารณาในเรื่องสำคัญ และมีผลประโยชน์ตกกับรัฐมนตรีคนใด ควรจะแสดงสปิริตไม่โหวตออกเสียงในเรื่องดังกล่าว


ทา งด้าน นายวิจิตร สุพินิจ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ยังไม่เห็นเอกสารเรื่องการลงทุนของกลุ่มรัฐมนตรี จึงอาจจะให้ความเห็นโดยตรงไม่ได้ โดยตลาดหลักทรัพย์เป็นแหล่งที่มีไว้เพื่อการลงทุนอยู่แล้ว ซึ่งหากซื้อขายหุ้นอยู่ในกฎเกณฑ์ธรรมดาทั่วไป ก็ไม่ถือเป็นเรื่องที่แปลก แต่ตอนนี้ก็ได้มีกฎเกณฑ์การจัดสรรหุ้นห้ามให้แก่ผู้ที่มีอุปการคุณแล้ว


น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีนักการเมืองมาลงทุนในตลาดหุ้น


“ ตลาดไม่ได้เข้าไปดูแลเป็นพิเศษ ไม่มีกฎกติกาห้ามเข้ามาลงทุน และเชื่อว่านโยบายบางเรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์นั้น ก็จะยิ่งเพิ่มความระมัดระวังขึ้น” น.ส.โสภาวดี กล่าว


ที่มา โพสต์ทูเดย์

วันเสาร์, มีนาคม 12, 2548

'โภคิน-ลลิตา'เชื่อ'พระราหู'

....................................................


ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่วัดศีรษะทอง อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ว่า ในวันเดียวกันนี้ นายโภคิน พลกุล ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนางลลิตา ฤกษ์สำราญ รองประธานฯคนที่ 1 ได้มาประกอบพิธีสะเดาะเคราะห์เสริมดวงชะตา โดยมีพระครูวินัยธรมานิตย์ ติสาโร เจ้าอาวาสวัดศีรษะทอง เป็นผู้ประกอบพิธีให้ตามตำรับหลวงพ่อน้อย เมื่อเสร็จพิธีทั้ง 2 คนได้รีบเดินทางกลับ ขณะเดียวกันมีศิลปินนักร้องนักแสดงทยอยมาสะเดาะเคราะห์ ท่ามกลางชาวบ้านที่มามุงดู ทำให้บรรยากาศ คึกคักอย่างมาก และตลอดทั้งวันมีประชาชนจำนวนมาก เข้ามาทำพิธีอย่างไม่ขาดสาย และต่างถือถาดเข้าแถวรอรับเครื่องเซ่นไหว้ที่ทางวัดจัดให้ ทำให้การจราจรรอบวัด ติดขัดไปหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใช้สนามฟุตบอลของโรงเรียนวัดศีรษะทอง เนื้อที่กว่า 10 ไร่ เป็นที่จอดรถ

ที่มา ไทยรัฐ

ปีที่ 56 ฉบับที่ 17217 วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม 2548

เปิดปูมรัฐมนตรี-ครม.ทักษิณ2/1

......................................................


เปิดปูมรัฐมนตรี-ครม.ทักษิณ2/1


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

นายกรัฐมนตรี


เ กิด 26 ก.ค.2492 ปริญญาเอก มหาวิทยาลัยแซมฮุสตัน สเตท สหรัฐ เป็นนายกฯ คนที่ 23 สมัยสองด้วยการคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย 377 เสียง พร้อมสร้างประวัติศาสตร์การจัดตั้งรัฐบาลพรรคไทยรักไทยพรรคเดียวและฟอร์มครม .ได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยประกาศจะอยู่ครบวาระอีก 4 ปี ภายใต้สโลแกน 4 ปีสร้าง เพื่อทำให้คนไทยทั้งประเทศหายจน



นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

รองนายกฯ และรมว.คลัง


เ กิด 15 ก.ค. 2496 ปริญญาเอกสาขาบริหารธุรกิจ เน้นการจัดการด้านการตลาด จากมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น สหรัฐ เป็นมือเศรษฐกิจเบอร์ 1 ที่เคยนั่งควบ 2 เก้าอี้ในรัฐบาลทักษิณ 1 มาแล้ว แม้สมัยนี้อยากดูภาพรวมเศรษฐกิจในตำแหน่งรองนายกฯ อย่างเดียว แต่ทนเสียงรบเร้าของนายกฯทักษิณไม่ไหวจึงต้องกลับมาถ่างขาควบ 2 เก้าอี้อีกครั้ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในด้านเศรษฐกิจการคลังของประเทศ



พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์

รองนายกฯและรมว.มหาดไทย


เ กิด 13 ส.ค.2489 ได้รับทุนรัฐบาลเรียนจนจบปริญญาเอกการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยหลุยส์วิลล์ สหรัฐ เป็นทั้งรุ่นพี่เตรียมทหารและเพื่อนเลิฟนายกฯทักษิณ ที่เมืองนอก กลับมาเติบโตในชีวิตราชการ กระทั่งล่าสุดเป็นรองผบ.ตร. และจ่อคิวเป็นผบ.ตร.แต่ติดเรื่องอาวุโส นายกฯมอบหมายงานใหญ่ ช่วยดูแลงานตำรวจ แก้ปัญหาความยากจน และยาเสพติด



นายพินิจ จารุสมบัติ

รองนายกฯ


เ กิด 13 ต.ค. 2494 นิติศาสตร์บัณฑิต ม.รามคำแหง อดีตหัวหน้าพรรคเสรีธรรมที่ยุบรวมกับพรรคไทยรักไทย หลังการเลือกตั้งปี 2544 เป็นหัวหน้ากลุ่มวังพญานาคที่มีบทบาทพอสมควร จึงมีตำแหน่งรองรับตลอดจากรมว.วิทยาศาสตร์ฯ ขยับเป็นรมว.อุตสาหกรรม ก่อนโยกเป็นรองนายกฯ รับตำแหน่งเดิมซ้ำอีกครั้ง



นายวิษณุ เครืองาม

รองนายกฯ


เ กิด 15 ก.ย. 2494 ด๊อกเตอรกฎหมายจากสหรัฐ ฝีมือด้านกฎหมายเป็นที่ยอมรับ สร้างชื่อในฐานะเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดรัฐบาลมาหลายยุค ช่วงต้นรัฐบาลแม้ว 1 สร้างความฮือฮาจากการแถลงแก้ต่างคดี"ซุกหุ้น" เมื่อรัฐบาลต้องใช้นักกฎหมายมือดีเข้ามาดูเรื่องกฎหมายและการปฏิรูปราชการ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกฯ และยังได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาสะสางงานเก่าที่คั่งค้าง



นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย

รองนายกฯ


เ กิด 7 มิ.ย. 2501 ดอกเตอร์กฏหมายจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อดีตที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจบ้านพิษณุโลก โด่งดังครั้งนั่งเก้าอี้รมว.คลังในยุคบรรหาร ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย และติดหนึบกับเก้าอี้รมว.ต่างประเทศ เป้าหมายการชิงเก้าอี้เลขาฯยูเอ็น ทำให้ต้องขยับมานั่งรองนายกฯ เพื่อสะดวกในการหาเสียง



นายจาตุรนต์ ฉายแสง

รองนายกฯ


เ กิด1 ม.ค. 2499 ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอเมริกัน วอชิงตันดีซี สหรัฐ เป็นคนเดือนตุลาที่เข้ามาเล่นการเมืองตั้งแต่ปี 29 ปี 39 นั่งรมช.คลังในรัฐบาลความหวังใหม่ เมื่อยุบพรรคมารวมไทยรักไทย ยังได้รับความไว้วางใจจากนายกฯทักษิณ ซึ่งสนิทสนมกับบิดาคือนายอนันต์ ฉายแสง ได้เป็นรมต.ประจำสำนักนายกฯ รมว.ยุติธรรม แล้วขยับเป็นรองนายกฯจนหมดสมัย และกลับมานั่งเก้าอี้เดิมแบบมีข่าวเจียนอยู่เจียนไป



นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ

รมต.ประจำสำนักนายกฯ


เ กิด 10 พ.ค.2504 ปริญญาเอกที่ศศินทร์ จุฬาฯ รับราชการที่สภาพัฒน์ได้ 5 ปี ลาออกมาเป็นสต๊าฟช่วยพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ตั้งพรรคความหวังใหม่ ก่อนก้าวเข้าสู่ถนนการเมืองในสังกัดพรรคพลังธรรม ลงสมัครส.ส.เขต 2 กทม.ร่วมกับพ.ต.ท.ทักษิณแต่สอบตก พอพ.ต.ท.ทักษิณ แยกตัวออกมาตั้งพรรคไทยรักไทยก็เข้ามาร่วมด้วยตั้งแต่ต้น รับหน้าที่เป็นโฆษกพรรค เลื่อนชั้นเป็นรัฐมนตรีครั้งแรก



นางอุไรวรรณ เทียนทอง

รมว.วัฒนธรรม


เ กิด 9 ก.ค.2485 พาณิชยศาสตร์บัณฑิต ม.ธรรมศาสตร์ หลังเกษียณจากผู้อำนวยการสำนักบริหารการศึกษาท้องถิ่นกรมการปกครอง ได้รับการผลักดันจากสามีนายเสนาะ เทียนทอง เจ้าพ่อวังน้ำเย็น ให้เป็นตัวตายตัวแทนเข้าไปนั่งในครม.ทักษิณ 1 ในตำแหน่งรมว.วัฒนธรรม เมื่อปรับครม.ย้ายมาเป็นรมว.แรงงาน และได้มาโชว์ฝีไม้ลายมือต่อในครม.ทักษิณ 2



นายกร ทัพพะรังสี

รมว.วิทยาศาสตร์ฯ


เ กิด 14 ก.ย. 2488 ปริญญาทางบริหารอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยคลาร์ก สหรัฐ เป็นทายาทราชครูยุคสุดท้ายหลังสิ้นน้าชาติ นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคอยู่ไม่นานถูกดันขึ้นหิ้งเป็นประธานที่ปรึกษาพรรค หลีกทางให้นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภเป็นหัวหน้า เลยลาออกมาอยู่พรรคไทยรักไทย ได้เป็นรัฐมนตรีทุกครั้งที่ร่วมรัฐบาล คราวนี้ติดโผในนาทีสุดท้าย



นายอดิศัย โพธารามิก

รมว.ศึกษาธิการ


เ กิด 23 เม.ย. 2483 ปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ สหรัฐ เป็นประธานบริษัทเอกชนมาหลายแห่ง ก่อนมาเป็นรมว.พาณิชย์ในรัฐบาลทักษิณ 1 สร้างความฮือฮาในการปรับย้ายมาเป็นรมว.ศึกษาธิการ เพื่อสานการปฏิรูปการศึกษา แต่ก็ยังลุ่มๆดอนๆ และเจ้าตัวเก็บของออกจากกระทรวงเสมาฯแล้ว จึงเกิดอาการเซอร์ไพรส์เมื่อรู้ข่าวว่ายังรั้งเก้าอี้ตัวเดิมในครม.ทักษิณ21



นายรุ่ง แก้วแดง

รมช.ศึกษาธิการ


เ กิด 1 มิ.ย. 2487 ปริญญาเอกบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก สหรัฐ นั่งเก้าอี้ใหญ่ด้านการศึกษาหลายตำแหน่ง เป็นผู้นำในการร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทที่นำไปสู่การปฏิรูปการศึกษา เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการสมัยรัฐบาลทักษิณ 1 จนได้เข้ามาเป็นรมช.ศึกษาธิการ เพื่อช่วยผลักดันการปฏิรูปการศึกษาที่ยังไปไม่ถึงไหน



นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

รมว.เกษตรฯ


เ กิด 1 พ.ค. 2504 ปริญญาโท สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ จุฬาฯ ร่วมหัวจมท้ายกับกับพ.ต.ท.ทักษิณ มาตั้งแต่อยู่พรรคพลังธรรม จนมาตั้งพรรคไทยรักไทย โชว์บทบาทสูงด้านการเมืองมาตลอด มีข่าวว่าจะนั่งรมว.สาธารณสุข อีกสมัย ขณะที่ส.ส.ในกลุ่มออกมาเชียร์ให้เป็นรมว.มหาดไทย ก่อนจะเป็นตาอยู่คว้าเก้าอี้รมว.เกษตรฯ ดับฝันเพื่อนรวมพรรคที่จ้องตาเป็นมัน



นายเนวิน ชิดชอบ

รมช.เกษตรฯ


เ กิด 4 ต.ค. 2501 ปริญญาตรีส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช โด่งดังในฐานะส.ส.กลุ่ม 16 ชื่อเสียงไม่ค่อยสดใส เลือกตั้งใหญ่ ปี 44 พรรคชาติไทยโอบอุ้มลงสมัคร แต่ท้ายสมัยรัฐบาลทักษิณ 1 กลับชิ่งมาอยู่ไทยรักไทยและยกก๊วนบุรีรัมย์เข้าสภา ผลงานที่ผ่านมารับบัญชาจากนายกฯ ดำเนินการได้ทุกเรื่อง หวังนั่งรมว.เกษตรฯ แต่การได้ต่ออายุรมช.เกษตรฯถือว่าแน่แล้ว



น.พ.สุชัย เจริญรัตนกุล

รมว.สาธารณสุข


เ กิด 1 ก.พ. 2498 บัณฑิตวิทยาลัยการแพทย์ กรุงลอนดอน ไม่เคยเล่นการเมือง เป็นแพทย์ประจำตัวมารดาคุณหญิงพจมาน ชินวัตร และเชี่ยวชาญเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและโรคปอด ได้รับแต่งตั้งเป็นรมช.สาธารณสุข ช่วงที่โรคไข้หวัดนกกำลังระบาด ครั้งนี้มีชื่อติดในบัญชี 2 พรรคไทยรักไทย และเลื่อนชั้นเป็นรมว.สาธารณสุข



นายอนุทิน ชาญวีรกูล

รมช.สาธารณสุข


เ กิด 13 ก.ย. 2509 วิศวกรรม สหรัฐ เป็นนายทุนพรรคชาติพัฒนา เคยนั่งรมช.สาธารณสุขในสมัยแม้ว 1 จากนั้นก็ติดตามนายกฯ ทำงานมาอย่างใกช้ชิดจนขยับไปนั่งรมช.พาณิชย์ เพื่อผลักดันเรื่องส่งออก และยังเป็น 1 ในแกนหลักทีมหาเสียงในเขตกทม. ได้กลับมานั่งรมช.สาธารณสุข ในโควต้าผู้สนับสนุนพรรค



นายกันตธีร์ ศุภมงคล

รมว.ต่างประเทศ


เ กิด 9 เม.ย.2495 ปริญญาเอก สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ อดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าสู่วงการเมืองเป็นส.ส.กทม. พรรคพลังธรรม ก่อนย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อเมื่อปี 44 โดดไปรับหน้าที่ผู้แทนประเทศไทยในสหประชาชาติ ก่อนผงาดเป็นรมว.ต่างประเทศ



นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ

รมช.ต่างประเทศ


เ กิด 15 ม.ค.2497 นิติศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาฯ เคยเป็นส.ส.อุบลราชธานี พรรคชาติพัฒนาปี 29-43 ผ่านการเป็นรมช.อุตสาหกรรมมาแล้ว เมื่อย้ายมาอยู่พรรคไทยรักไทยเข้าเป็นแกนนำของกลุ่มวังพญานาค แต่ไม่ค่อยออกหน้าทางการเมือง เป็นว่าที่รัฐมนตรีในการปรับครม.หลายรอบ แต่แห้วทุกครั้ง เลือกตั้งที่ผ่านมาช่วยกวาดส.ส.ภาคอีสานหลายจังหวัด เลยได้เก้าอี้รมช.ต่างประเทศ



นายทนง พิทยะ

รมว.พาณิชย์


เ กิด 28 ก.ค.2490 ปริญญาเอกด้านบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น สหรัฐ รมว.คลัง สมัยพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกฯ ถือเป็นบุคคลสารพัดประโยชน์ของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะถูกส่งไปนั่งประธานบอร์ดการบินไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)เพื่อแก้ปัญหาภายใน

ล่าสุดลาออกจากทุกเก้าอี้เช่น ประธานกรรมการสำนักงานสภาพัฒน์ เพื่อรับตำแหน่งรมว.พาณิชย์



นายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน

รมช.พาณิชย์


เ กิด 18 พ.ย. 2508 ปริญญาเอกการบริหารทั่วไป ม.รามคำแหง เจ้าของแก๊สปิคนิค เคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีหลายกระทรวง ภริยาชื่อนางอรวรรณ กาญจนชูศักดิ์ เจ้าของอาคารหลักสี่พลาซ่า ที่พรรคไทยรักไทยจะไปเช่าพื้นที่ตั้งสำนักงาน จึงเป็นน้องเขยหมวยเหน่งนางอรทัย กาญจนชูศักดิ์ เลือกตั้งที่ผ่านมาเดินสายหาเสียงกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในอีสานและภาคเหนือ นำเครื่องบินส่วนตัวมาสนับสนุนการเดินทาง



นายยงยุทธ ติยะไพรัช

รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ


เ กิด 3 เม.ย.2504 รัฐศาสตรมหาบัณฑิตการเมืองการปกครอง ม.ธรรมศาสตร์ เคยสังกัดพรรคเอกภาพ ก่อนย้ายมาพรรคประชาธิปัตย์ ปี 44 มาพรรคไทยรักไทย นั่งแป้นโฆษกรัฐบาล คอยตอบโต้พรรคประชาธิปัตย์ ก้าวขึ้นเป็นเลขาธิการนายกฯ ดูแลเรื่องร้องทุกข์ผ่านบ้านพิษณุโลก ก่อนเกิดเหตุยิงตู้เย็นอันฉาวโฉ่ เป็นรัฐมนตรีครั้งแรกก็ได้นั่งว่าการนับว่าไม่ธรรมดา



นายวิเศษ จูภิบาล

รมว.พลังงาน


เ กิด 12 ส.ค. 2488 วิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต (ไฟฟ้า) จุฬาฯ เติบโตตามสายงานที่การพลังงานแห่งชาติตามลำดับ จนได้เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีความสามารถด้านการพลังงานระดับหัวแถวของประเทศ รัฐบาลทักษิณ 1 จึงแต่งตั้งผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานเมื่อ 29 ก.ค.46 ก่อนดันขึ้นเป็นรมว.พลังงาน ในยุคที่น้ำมันแพงหูฉี่



นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช

รมช.มหาดไทย


เ กิด 23 ก.ค.2489 รัฐศาสตรมหาบัณฑิต ม.ธรรมศาสตร์ ปี 37 เป็นผู้ว่าฯนครพนม แต่โผล่ที่ทำเนียบรัฐบาลทุกวันสมัยพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกฯ 3 ปีต่อมาเป็นผู้ว่าฯขอนแก่น จัดงานพิธีสืบชะตานายกฯทักษิณอย่างเอิกเกริกย้ายมาเป็นอธิบดีกรมโยธาธิการ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นสามีนางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช ส.ว.คนดัง



นายสมชาย สุนทรวัฒน์

รมช.มหาดไทย


เ กิด 22 ม.ค. 2482 ปริญญาตรีบริหารธุรกิจ สหรัฐ กลับมาตั้งโรงน้ำแข็งที่จ.สระบุรี จนเป็นที่รู้จักของคนในท้องถิ่น แล้วเข้าสู่วงการเมืองเป็นส.ส.สระบุรีหลายสมัย เป็นรมช.เกษตรฯปี 40-41 เข้ามาอยู่พรรคไทยรักไทย ทำหน้าที่ประธานส.ส.คอยประสานงานกับสมาชิกได้อย่างดี เป็นพี่เขยนายบุญคลี ปลั่งศิริ มือขวานายกฯในเครือชินวัตร



นายประชา มาลีนนท์

รมว.การพัฒนาสังคมฯ


เ กิด 20 มี.ค. 2490 ปริญญาตรี บริหารธุรกิจวิทยาลัยเอล์มเฮิร์สต์ รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐ อดีตผู้บริหารช่อง 3 คลุกกับคนในวงการเมืองมานาน เป็นส.ว.ปี 39 ก่อนเข้าการเมืองเต็มตัวในฐานะผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทย สมัยที่แล้วได้เก้าอี้รมช.คมนาคม ก่อนโยกเป็นรมช.มหาดไทย ลุยตรวจฉี่ม่วง จัดระเบียบสถานบริการจนฮือฮา งวดนี้ขยับเป็นรมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์



นายสมศักดิ์ เทพสุทิน

รมว.ท่องเที่ยวและการกีฬา


เ กิด 13 ม.ค. 2498 รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต ม.ธรรมศาสตร์ มีธุรกิจก่อสร้างและฟาร์มของตัวเอง ออกจากกิจสังคมมาอยู่ไทยรักไทยในฐานะแกนนำกลุ่มวังบัวบาน ขณะนี้เป็นหัวหน้ากลุ่มวังน้ำยม โดนเด้งจากรมว.เกษตรฯ ไปนั่งรมต.ประจำสำนักนายกฯ แต่ยังตีปี๊บโคล้านตัวไม่หยุด หวังกลับมาคุมเกษตรฯ อีกหน โดยมีนายเนวิน เป็นคู่แข่ง สุดท้ายอดทั้งคู่



นายวราเทพ รัตนากร

รมช.คลัง


เ กิด 25 ก.ค. 2507 ปริญญาโทบริหารธุรกิจ วิทยาลัยแทมป้า สหรัฐ ย้ายตามความหวังใหม่มาอยู่กับไทยรักไทย สังกัดกลุ่มวังบัวบาน นั่งยาวบนเก้าอี้รมช.คลังตลอด 4 ปีไม่เคยหลุดโผ เป็นรัฐมนตรีที่ทำงานได้ถูกใจนายกฯ ผลงานเงินหวยบนดินหนุนการศึกษา ทำให้ยังหนึบอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม



นายไชยยศ สะสมทรัพย์

รมช.คลัง


เ กิด 5 ธ.ค. 2493 บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี่ สหรัฐ เริ่มเล่นการเมืองโดยสังกัดพรรคก้าวหน้า ปี 35 เป็นรมช.พาณิชย์ นั่งหัวหน้าพรรคเอกภาพในปี 38 อีก 2 ปีถัดมาเป็นรมต.ประจำสำนักนายกฯในรัฐบาลประชาธิปัตย์ ก่อนมารวมไทยรักไทย ไม่เคยได้เก้าอี้รัฐมนตรีในครม.ทักษิณ 1 ไม่โวยวาย ยอมไปเป็นที่ปรึกษานายสมคิดจนได้เก้าอี้ใหญ่



นายสรอรรถ กลิ่นประทุม

รมว.แรงงาน


เ กิด 17 มี.ค. 2499 ปริญญาโทวิศวกรรมศาสตร์ สหรัฐ ส.ส.ราชบุรีมาหลายสมัย เข้าไทยรักไทยสังกัดวังน้ำเย็น มีเก้าอี้รัฐมนตรีรองรับมาตลอดแม้ผลงานไม่โดดเด่น ผลัดเปลี่ยนงานหลายกระทรวง ทั้งรมช.มหาดไทย รมว.เกษตรฯ และรมว.การพัฒนาสังคมฯ ในฐานะประธานส.ส.ภาคกลาง สามารถกวาดส.ส.เข้ามาได้จำนวนมาก จึงยังมีตำแหน่ง



นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

รมว.คมนาคม


เ กิด 10 ธ.ค. 2497 วิศวกรรมการผลิต จากสหรัฐ เป็นทั้งเลขาธิการพรรค และนายทุนใหญ่ของพรรค เห็นนายกฯ ที่ไหนก็จะเห็นหน้าเสี่ยสุริยะที่นั่น โดยเฉพาะในก๊วนกอล์ฟ ขยับจากรมว.อุตสาหกรรมมานั่งรมว.คมนาคม ดูจากแผนงานขยายเส้นทางรถไฟฟ้า และสนามบินสุวรรณภูมิ ก็รู้ว่าเป็นจอมโปรเจ็กต์คนหนึ่ง หนนี้เหนียวหนึบได้กลับมาสานงานเก่า



นายภูมิธรรม เวชยชัย

รมช.คมนาคม


เ กิด 5 ธ.ค. 2496 รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการปกครอง จุฬาฯ ขุนพลฝ่ายการเมือง-เลือกตั้งคนสำคัญของไทยรักไทย รัฐบาลสมัยแรกได้ตำแหน่งทางการเมืองหลายเก้าอี้ อาทิ เลขานุการรมว.มหาดไทย ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี แต่หลุดโผรัฐมนตรีมาทุกครั้ง ได้เก้าอี้สำคัญคราวนี้แบบมีเหตุผล



นายอดิศร เพียงเกษ

รมช.คมนาคม


เ กิด 6 ก.ย. 2495 นิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ว่างเว้นเก้าอี้รัฐมนตรีมานานตั้งแต่มาอยู่กับพรรคไทยรักไทย แต่บทบาทในสภาโดดเด่นในฐานะรองวิปรัฐบาล ฝีปากต่อกรกับฝ่ายค้านได้ดุดัน จนถูกจัดอยู่ในกลุ่มองครักษ์ทักษิณ ช่วงหาเสียงที่ผ่านมาทุ่มแรงกายแรงใจช่วยสมัครพรรคพวกจนยอดส.ส.เกินเป้า เลยได้นั่งเก้าอี้รมช.คมนาคม



นายวัฒนา เมืองสุข

รมว.อุตสาหกรรม


เ กิด 28 พ.ค. 2500 นิติศาสตร์บัณฑิต จุฬาฯ เนติบัณฑิตไทย ได้เข้ามานั่งเก้าอี้เสนาบดีในฐานะเขยซีพี นายทุนพรรค พูดจาขวานผ่าซาก สมัยนั่งรมช.และรมว.พาณิชย์ ถูกวิจารณ์หนัก มีข่าวจะหลุดจากเก้าอี้บ่อยๆ แต่รอดมาทุกครั้ง โผแม้ว 2 ทำท่าจะจอด แต่ยังได้เก้าอี้ใหญ่



พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา

รมว.กลาโหม


เ กิด 22 ก.ค. 2481 จบจากจปร. เป็นอีกหนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย และเป็นแกนหลักในการยึดภาคอีสานตั้งแต่เลือกตั้งปี 44 จากนั้นมีเก้าอี้นั่งมาตลอด ยอมลงจากตำแหน่งในการปรับครม.หนสุดท้าย เพื่อลุยเลือกตั้งเต็มตัว กวาดส.ส.อีสานได้เกือบทั้งภาค ได้กลับเข้ามานั่งเก้าอี้รมว.กลาโหม



นายสุวิทย์ คุณกิตติ

รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศฯ


เ กิด 17 ต.ค. 2500 ปริญญาโททางเคมี สหรัฐ ส.ส.ขอนแก่นหลายสมัย เมื่อพรรคกิจสังคมสลาย ก็มาอยู่กับพรรคไทยรักไทย ได้นั่งรองนายกฯ ดูแลกองทุนหมู่บ้าน และถูกโยกไปนั่งรมว.ศึกษาธิการ ก่อนมานั่งว่าการที่กระทรวงทรัพยากรฯ ช่วงเลือกตั้งโผล่ไปช่วยน้องเมียหาเสียงทำให้นายกฯ ขุ่นใจ มาแก้ตัวช่วงสึนามิถล่มโหมงานกู้หน้าเลยได้รั้งเก้าอี้ไอซีที



นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ

รมว.ยุติธรรม


เ กิด 9 ก.พ. 2498 วิศวกรรมศาสตร์ มหาบัณฑิตการโยธาและการขนส่ง จากสหรัฐ เจ้าของประยูรวิศว์ก่อสร้าง เข้ามาเล่นการเมืองเต็มตัวโดยการผลักดันของน้าชาติ ได้เป็นรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง เมื่อสิ้น"น้าชาติ" ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ช่วงร่วมรัฐบาลแม้ว 1 ถูกบีบให้ยุบรวมพรรคแลกเก้าอี้รองนายกฯ จัดครม.หนนี้ติดโผหลายกระทรวง แต่มาลงเอยที่รมว.ยุติธรรมแบบไม่ถูกใจเท่าไหร่

วันพฤหัสบดี, มีนาคม 10, 2548

ทัศนะประธานสภาคนใหม่

“โภคิน”โต้วิจารณ์เลอะเทอะ!โวยโหวตนายกฯ ผิดตรงไหน
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 10 มีนาคม 2548 16:51 น.


“โภคิน” โวยโหวตเลือกนายกฯ ผิดรัฐธรรมนูญมาตราไหน อ้างเป็นคนตรงไปตรงมา-ไม่เสแสร้ง ซัดพวกวิจารณ์ “เลอะเทอะ” เหน็บซ้ำเป็นประธานสภาฯ ต้องไม่เลือก “ทักษิณ” เพื่อความสง่างามในสายตาของคนบางคน

โภคิน

นายโภคิน พลกุล ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และการตั้งคำถามต่อภาพลักษณ์ความเป็นกลางของประธานสภาฯ ที่ได้ยกมือเห็นชอบให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของแต่ละคนที่จะมอง ซึ่งก็ทราบว่าในอดีตประธานรัฐสภาลงคะแนนในกรณีเช่นนี้อย่างไร เพียงแต่ต้องการแสดงให้เห็นว่าเป็นคนตรงไปตรงมา ต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ลงคะแนนเสียงให้พรรคไทยรักไทย และในที่ประชุมพรรคก็เลือก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

“ขณะนั้นผมยังไม่ได้เป็นประธานรัฐสภา แต่พอผมมาเป็นประธานสภาฯ ผมต้องโกหกตัวเองโดยการงดออกเสียงใช่หรือไม่ ผมเป็นประธานสภา ต้องไม่เลือก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี อย่างนี้ผมถามว่าจะอธิบายกับตัวเองได้อย่างไร ไม่เข้าใจ ทำแบบนี้เพื่อให้ดูสง่างามอย่างนั้นหรือ ผมว่าเป็นสง่างามในสายตาคนบางคนเท่านั้น ผมเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่เสแสร้ง ถ้าต้องวางตัวเป็นกลางงดออกเสียงนั่นคือการคัดค้าน ผมต้องแสดงความเป็นกลางด้วยการคัดค้าน พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างนั้นหรือ ผมว่าใช้ไม่ได้ หรืออยากได้ประธานที่เสแสร้ง ซึ่งเรื่องโหวตนายกฯ เมื่อวานนี้เสียความเป็นกลางตรงไหน ผมไม่เข้าใจ ต้องบอกผมว่าไม่เป็นกลางอย่างไร และการที่ห่วงว่าในอนาคตจะไม่เป็นกลางนั้น เป็นเรื่องที่วิตกกันไปเอง”นายโภคิน กล่าว

เมื่อถามถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตำหนิว่าถ้าอยากใช้สิทธิ์ในฐานะสมาชิก ก็ควรลงจากบัลลังก์ เพื่อแยกแยะให้ชัดเจนว่าทำหน้าที่ เป็น ส.ส. หากอยู่บนบัลลังก์ ก็ต้องแสดงออกถึงความเป็นกลาง สมาชิกสภาฯ จะมั่นใจ นายโภคิน กล่าวว่า มันต่างกันตรงไหน ถ้าจะออกเสียงจะอยู่ข้างบน หรืออยู่ข้างล่าง ไม่ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ก็เห็นว่าขณะนี้เป็นมิติใหม่ ตรงไปตรงมา คิดอย่างไรเป็นอย่างไร ทำอย่างไรเป็นอย่างนั้น และจะไปกลัวอะไรกับความเป็นจริง แต่ถ้าทำหน้าที่แล้วไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ หรือข้อบังคับกฎหมาย ก็ว่ามา

เมื่อถามต่อว่า นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานรัฐสภา ออกมาทวงถามมารยาททางการเมืองว่าไม่เหมาะสมที่จะลงมติเห็นชอบให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี นายโภคิน กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะเหตุผลที่อธิบายไปทั้งหมดไม่สามารถตอบได้ใช่หรือไม่ ไม่ได้พูดด้วยความรู้สึก แต่พูดด้วยความเป็นจริง ตรงไปตรงมา ไม่ใช่เสแสร้ง เราอยากได้ประธานที่เสแสร้งทำตัวว่าเป็นกลาง แต่ความจริงเป็นอีกอย่าง หรืออยากได้คนที่ตรงไปตรงมา

ส่วนมิติใหม่ของประธานสภา และรองประธานในการลงความเห็นจะเปลี่ยนแปลงไป ใครคิดอย่างไรก็ลงความเห็นอย่างนั้นใช่หรือไม่ นายโภคิน กล่าวว่า กรณีลงมติเลือก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเหตุผลอย่างที่กล่าวไว้ แต่ถ้าไปทำอย่างอื่น ก็น่าจะถูกสังคมต่อว่ามากกว่าดัดจริต เสแสร้ง เพื่อทำตัวให้ดูดี ซึ่งการดูดีที่ว่าคืออะไรก็ไม่รู้ ซึ่งข้อบังคับในการประชุม ใครจะพูดอะไรประธานก็มีอำนาจควบคุม และดูแลการประชุม เพราะอย่างไร ก็มีข้อบังคับอยู่แล้ว แน่นอนไม่มีใครทำหน้าที่แล้วจะไม่ถูกสมาชิกต่อว่า ถ้าต่อว่าอย่างมีเหตุผลก็รับฟัง แต่ถ้าไม่มีเหตุผลก็ต้องชี้แจง ก็ทำหน้าที่กันไปแบบนี้

รายงานข่าวแจ้งว่า นายโภคิน ยังกล่าวกับข้าราชการในประเด็นดังกล่าวในระหว่างพิธีอำลาข้าราชการอีกด้วยว่า กรณีที่พรรคฝ่ายค้าน และนายสมศักดิ์ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ตำหนิการประเดิมการทำงานเป็นประธานสภาวันแรกในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะเกรงว่าต่อไปจะวางตัวไม่เป็นกลางนั้น เห็นว่าการเลือก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการทำหน้าที่ตามปกติของการทำหน้าที่ประธานสภา ซึ่งก็ถูกวิจารณ์ว่าทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง ขอถามว่าไม่เป็นกลางตรงไหน หากตอบว่าที่ผ่านมาประธานสภาจะงดออกเสียง และมีบางท่านว่าเป็น ส.ส.ใหม่ ไม่รู้ประเพณี ขอเรียนว่าได้อ่านรายงานการประชุมทุกอย่าง และก็ทำงานมาหลายยุคหลายสมัย เขามีการออกเสียง และไม่ออกเสียง ซึ่งก็ได้มาทบทวนดูแล้ว

“ผมเป็น ส.ส.ในระบบปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งคนทั้ง 19 ล้านคนที่เขาเลือกพรรคไทยรักไทย เขาก็เลือกผมมาด้วย และเขาก็อยากให้ไปเลือก ดร.ทักษิณ เป็นนายกฯ และตอนที่ผมไปเลือกตั้งก็เลือกพรรคไทยรักไทย ดังนั้นการเลือกทั้งหมด เพราะต้องการให้ไปเลือก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งผมได้รับเลือกเป็นประธานผู้แทนราษฎร แล้วไปเลือก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ถามว่าต้องไปเสแสร้งหรือ แล้วผมจะอธิบายตัวตนของผมอย่างไร การที่ประธานสภาจะออกเสียงเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ มันเสียความเป็นกลางตรงไหน มีเหตุผลหรือไม่ เรามีเหตุผลเมื่ออธิบายอย่างนี้ บางท่านบอกว่า ถ้าจะเห็นชอบให้ไปโหวตข้างล่าง ถ้าจะงดออกเสียงให้อยู่ข้างบนก็ได้ ผมว่ามันเลอะเทอะ และขอยืนยันว่าจะรับผิดชอบที่เลือกทำอย่างนี้ เนื่องจากตัดสินใจจะกระทำเช่นนี้ตั้งแต่ต้น และรู้ว่าจะต้องถูกต่อว่า รู้กระทั่งว่าถ้างดออกเสียงแล้วก็จะไม่ถูกใครต่อว่า หรือถูกครหาอะไรเลย”นายโภคิน กล่าว

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ยึดแนว “พระราชดำรัส”??

...........................

“ทักษิณ” ลั่นยึดแนว “พระราชดำรัส” ในการบริหารประเทศ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 9 มีนาคม 2548 21:43 น.

“ ทักษิณ” เผยยึดพระบรมราโชวาทของ “ในหลวง-ราชินี” เป็นแนวทางในการทำงาน ลั่นจะทำให้ประเทศทันสมัยขึ้นทั้ง “การศึกษา-เศรษฐกิจ-สังคม” ระบุจะเดินหน้าปกป้อง “ผู้บริสุทธิ์” และใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาในการแก้ปัญหา “ไฟใต้” เตรียมเชิญองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนหารือเพื่อยกระดับ “สิทธิมนุษยชนไทย” พร้อมกับพัฒนาสัมพันธ์กับ “สื่อ” ให้เข้าใจกันมากยิ่งขึ้น

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์ภายหลังได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่สอง ว่า

"ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนข้าราชการ ท่านผู้มีเกียรติ พี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ ผมมีความรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างหาที่สุดมิได้ ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้กระผมเป็นนายกรัฐมนตรีอี กวาระหนึ่ง ผมต้องขอขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 377 ท่าน จากพรรคไทยรักไทย และท่านบรรรหาร ศิลปอาชา และ 2 ท่านจากพรรคมหาชน ที่ได้กรุณาให้ความไว้วางใจผมในวันนี้ แต่สิ่งที่ผมต้องขอบคุณเป็นอย่างยิ่งก็คือพี่น้องประชาชนคนไทยทั้ง 19 ล้านคน ที่ได้ลงคะแนนให้ผมและพรรคไทยรักไทย ทำให้ผมได้รับหน้าที่ ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งในวันนี้

การที่รัฐบาลมีเสียงมาก ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมาก ทำให้เกิดความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง ผมขอยืนยันต่อพี่น้องประชาชนว่า เสถียรภาพทางการเมืองจะไม่ถูกใช้ในทางที่ผิดอย่างแน่นอน เสถียรภาพทางการเมืองครั้งนี้จะถูกใช้เพื่อนำมาซึ่งความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของคนในชาติ และจะใช้ในการขจัดปัญหาและอุปสรรคที่เรื้อรังของประเทศที่มีมายาวนาน ให้ได้รับการแก้ปัญหาอย่างลุล่วงไปด้วยดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมจะใช้โอกาสนี้เพื่อสร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้ น ให้มีสังคมที่ดีขึ้น ให้มีการศึกษาที่ดีขึ้น และให้มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

พี่น้องที่เคารพครับ ป ัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัญหาที่ยังไม่ทำให้ประเทศชาติเป็นหนึ่ง เพราะฉะนั้น ผมจะเดินหน้าต่อไปในการปกป้อง คุ้มครองผู้บริสุทธิ์ จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ภายใต้รัฐธรรมนูญ จะมีการดูแลการศึกษาและเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการที่พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนได้แสดงความห่วงใยท ่านไว้แล้ว

พี่น้องครับ ผมขอยืนยันสิ่งที่ได้พูดไว้ในระหว่างการรณรงค์เลือกตั้ง ผมจะทำทุกอย่างที่พูด เพราะก่อนพูดได้คิดแล้ว ไตร่ตรองแล้วว่า ถ้าได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนมากอย่างนี้ต้องทำได้ และก็จะทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งหลายคนบอกว่าอยากและทำไม่ได้ ผมมั่นใจว่าผมและคณะจะทุ่มเทและทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ เรื่องที่น่าสนใจอันหนึ่งที่พี่น้องประชาชนห่วงใยก็คือ เรื่องการศึกษา ผมจะพัฒนาการศึกษา จะมีการปฏิรูปการศึกษาในรูปแบบต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตั้งแต่การมองเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงการเรียนรู้ตลอดชีว ิต เพื่อให้ทุกคนได้ก้าวไปสู่การเตรียมตัวเข้าสู่สังคมฐานความรู้

ท่านจะเห็นการเปลี่ยนแปลงประเทศชาติอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าวันนี้เราได้พ้นโค้งมา ที่โค้งที่มากที่สุดของการเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่ยังไม้พ้นทางโค้งทั้งหมดทีเดียว นั่นก็คือความต่อเนื่องในการเปลี่ยนแปลงยังต้องดำเนินการต่อไป และผมจะเป็นคนเดิมที่กล้าตัดสินใจบนพื้นฐานประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนต่อไป ผมจะทำให้ประเทศทันสมัยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษา เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องการดำรงชีวิต เรื่องของการยกฐานะเศรษฐกิจ เพื่อให้คนไทยทุกคนมีค่าจ้างหรือผลตอบแทนในการทำงานที่สูงขึ้น และที่สำคัญคือจะนำเทคโนโลยีมาใช้

พี่น้องที่เคารพ ในอดีตเราพูดกันมากถึงปัญหาสังคมใน 4 ปีนี้ ปัญหาสังคมจะได้รับการดูแล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของครอบครัว เยาวชน ยาเสพติด หรือเรื่องของสุราและยาสูบ ประชาธิปไตยจะได้รับการพัฒนามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนให้องค์กรอิสระมีความอิสระและเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการทำงานของเอ็นจีโอที่สร้างสรรค์ ผมจะเคารพในองค์กรเอกชนที่ไม่มีวาระซ่อนเร้น ผมจะเพิ่มอำนาจให้กับประชาชน และจะคืนอำนาจที่กฎหมายต่างๆ ที่มีอยู่เอาเข้ามามากเกินความจำเป็น เพื่อที่จะคืนอำนาจนี้กลับคืนประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เสรีแห่งชีวิตนั้นเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ผมจะผลักดันให้การมีส่วนร่วมนั้นเกิดขึ้นในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการที่ผมจะออกไปเยี่ยมและพบประชาชน รับฟังความเห็นและปัญหาของเขาโดยตรง หรือเป็นการที่เราเรียกกันว่า Public Hearing หรือการรับฟังสาธารณะ หรือแม้กระทั่ง Referendum หรือการลงประชามติ หากจำเป็นในเรื่องสำคัญๆ ก็จะทำ นอกจากนั้น พรรคไทยรักไทยซึ่งเป็นพรรครัฐบาล หรือเราจะเรียกรัฐบาลนี้ว่า "รัฐบาลไทยรักไทย" ก็ย่อมได้ จะจัดให้มีการเลือกตั้งเบื้องต้น หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Primary ในปี 2551 เพื่อให้ผู้แทนทุกคนได้รับการยอมรับจากสมาชิกก่อนที่จะลงรับสมัครเลือกตั้งจ ริง

ผมจะมีการพัฒนาสิทธิมนุษยชน ผมจะเชิญองค์กรที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนมาพูดกัน เพื่อหาทางให้ยกระดับสิทธิมนุษยชนของไทย ผมจะให้มีการตั้งศูนย์ติดตามคนหาย มีการพิสูจน์ศพนิรนามทั้งหลายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคมนี้ ผมจะพัฒนาความสัมพันธ์กับสื่อมวลชนที่เคารพศักดิ์ศรีประเทศ และปรารถนาดีต่อบ้านเมือง ผมจะพยายามเข้าใจสื่อที่ยังต้องตามการพัฒนาให้ทัน ผมจะบริหารประเทศโดยใช้หลักการบริหารการจัดการที่ดี หรือ Good governance โดยการใช้ระบบเป็นตัวนำ เพื่อให้ทุกอย่างโปร่งใสเท่าที่จะทำได้ และขอยืนยันว่า จะทำให้ระดับความน่าเชื่อถือของประเทศในด้านการทุจริตคอร์รัปชันนั้นได้รับก ารพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เท่าที่ผมพูดมา ผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรีร่วมกับผม ต้องยอมรับว่าเหนื่อยหน่อย เพราะว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่และท้าทายมาก ถึงแม้ว่าผมและคณะรัฐมนตรีจะทำงานหนัก ตั้งใจ จริงใจ อย่างไรก็ตาม ผมไม่สามารถให้คนไทยทั้ง 63 ล้านคน พอใจในการตัดสินใจทุกเรื่อง ทุกเวลา แต่การตัดสินใจของผมทุกครั้งจะเป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานแห่งผลประโยชน์ของปร ะเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ผมจะไม่ยอมเปลี่ยนความไว้วางใจจากประชาชนเป็นความไม่ไว้วางใจ ผมจะเปลี่ยนความไว้วางใจของพี่น้องประชาชนให้เป็นความไว้วางใจที่มากขึ้นเรื ่อยๆ

ผ มจะยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางในการทำงาน ผมจะยึดพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการทำงาน และถึงแม้ว่าผมจะให้ความเคารพในการนับถือศาสนาของทุกคน คนไทยทั้งประเทศ เพราะเราเป็นประเทศที่มีเสรีภาพทางศาสนา แต่ผมเป็นคนไทยพุทธ ผมจะยึดหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าในการทำงาน และทำหน้าที่ของผม

สุดท้าย ผมขอขอบคุณภรรยาและลูกของผม เพราะว่าสิ่งที่ท้าทายข้างหน้ามันหนักหนา เพราะพี่น้องประชาชนคนไทยยังลำบาก ยังยากจนอยู่ และผมได้บอกกับเขาว่า ผมจะแก้ปัญหาความยากจนให้เขาซึ่งมันเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นผมคงมีเวลาน้อยกับครอบครัว คงเบียดบังเวลาครอบครัวไปมาก แต่ผมเชื่อว่าเขาเข้าใจ ต้องขอขอบคุณที่ให้พ่อมาทำหน้าที่รับใช้พี่น้องประชาชน

และสุดท้าย ผมขอขอบคุณพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่ง และก็ขอเรียกร้องว่า วันนี้ถ้าเราอยากจะเข้มแข็ง โดยส่วนตัว หรือครอบครัว หรือโดยประเทศชาติ ที่เราเรียกกันว่า Collective afford หรือความทุ่มเท ความพยายามร่วมกันทั้งประเทศ เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ หวังว่าทุกท่านคงพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายทั้งหลาย ขอเรียนว่าท่านจะเห็นทุกอย่างที่เปลี่ยนแปลงจากนี้ไป ท่านจะเห็นรถไฟฟ้า ท่านจะเห็นการพัฒนาน้ำ พัฒนาโรงเรียน พัฒนาสาธารณสุข และพัฒนาระบบไอทีทั้งประเทศ และที่สำคัญคือระบบการบริหารการจัดการที่ทันสมัย จะเกิดขึ้นแน่นอนใน 4 ปีข้างหน้า ขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้งที่มาให้กำลังใจและมาแสดงความยินดีกับผมในวันนี้ครั บ ขอขอบคุณครับ"

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9480000034126

วันพุธ, มีนาคม 02, 2548

สี่ปีแรกของทักษิณ : รวยขึ้นมหาศาล

4ปีวงศ์วานชินวัตรรวยหุ้น4หมื่นล.
14 ธันวาคม 2547 กองบรรณาธิการ

ครอบครัวนายกฯ ทำมาค้าคล่อง หากินสุจริตจนได้รับอานิสงส์อันประเสริฐส่งผลให้ 'ชินวัตร' เป็นตระกูลที่รวยหุ้นที่สุดในประเทศ 31,543.75 ล้าน พบปีเดียวหุ้นงอกถึง 70%

"พิณทองทา" ถือหุ้นอันดับหนึ่ง 1.8 หมื่นล้าน อันดับสองไม่ใช่อื่นไกลพี่เมียนายกฯ ขณะที่ "เสี่ยโอ๊ค" ก็ใช่ย่อย รวยอันดับ 4 มีหุ้นชินฯ กว่าหมื่นล้าน ปชป.ไม่แปลกใจ แค่เห็นนโยบายเศรษฐกิจก็พอร
ู้
น.ส.พิณทองทา ชินวัตร หรือน้องเอม บุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร กลายเป็นบุคคลที่รวยหุ้นที่สุดในประเทศไทย จากการจัดอันดับ 500 เศรษฐีหุ้นไทยประจำปีนี้ ของวารสารการเงินธนาคารฉบับประจำเดือนธันวาคม 2547 ร่วมกับรองศาสตราจารย์ วีรวรรณ พูลพิพัฒน์ รองศาสตราจารย์ สุพพตา ปิยะเกศิน และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปรีชา อัศวเดชานุกร อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยปีนี้เป็นปีที่ 11 ของการจัดอันดับเศรษฐีหุ้น

ทั้งนี้ น.ส.พิณทองทา ทายาทคนที่ 2 ของนายกฯ ถือหุ้นมูลค่าทั้งสิ้น 18,032.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2546 จำนวน 7,824.76 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 76.65%

นอกจา กหุ้นของ บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น (SHIN) ที่พิณทองทาถือหุ้นเป็นอันดับ 1 ในสัดส่วน 14.91% มูลค่า 16,610 ล้านบาทแล้ว ยังถือหุ้นของ บมจ.เอสซี แอสเซท คอร์ปอเรชั่น (SC) อีก 28.97% มูลค่า 1,422.76 ล้านบาท

สำหรับ เศรษฐีหุ้นอันดับ 2 ก็เป็นเครือญาติของนายกฯ เช่นกัน คือนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ถือหุ้น SHIN สูงเป็นอันดับ 2 ในสัดส่วน 13.70% มูลค่า 15,267.24 ล้านบาท ก้าวขึ้นจากอันดับ 3 เมื่อปี 2546 โดยรวยเพิ่มขึ้น 5,884.46 ล้านบาท หรือ 62.72%

ส่วน "เสี่ยโอ๊ค" นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรคนโตของนายกฯ ยังคงรักษาตำแหน่งเศรษฐีหุ้นอันดับ 4 เช่นเดียวกับปีที่แล้ว โดยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 3 ของ SHIN ในสัดส่วน 9.96% มูลค่า 11,096.62 ล้านบาท และแม้ว่าในปีนี้พานทองแท้จะไม่ได้ถือหุ้น บมจ.ทหารไทย (TMB) แล้ว แต่ก็ยังคงรวยเพิ่มขึ้นจากปี 2546 ถึง 3,231.98 ล้านบาท หรือ 41.09%

ขณะ ที่ "อุ๊งอิ๊ง" น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ทายาทคนสุดท้องของนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือหุ้น SC ในจำนวนที่เท่ากันกับพิณทองทาพี่สาว ก้าวเข้ามาติดทำเนียบเศรษฐีหุ้นเป็นปีแรก โดยอยู่ในอันดับ 28 รวย 1,422.76 ล้านบาท

ไม่แต่เท่านี้ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยานายกรัฐมนตรี อดีตแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยหลายสมัย หลังจากที่หลุดอันดับไปตั้งแต่เมื่อปี 2543 เนื่องจากโอนหุ้นให้นายบรรณพจน์พี่ชาย และลูกๆ ก็กลับเข้ามาติดทำเนียบเศรษฐีหุ้นอีกครั้งในปีนี้ โดยอยู่ในอันดับ 321 ถือหุ้น SC 2.88% และโรงพยาบาลวิภาวดี (VIBHA) 0.63% รวมมูลค่า 150.11 ล้านบาท

นอกจากนี้น้องสาวของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ก้าวขึ้นจากเศรษฐีหุ้นในอันดับ 112 มาอยู่อันดับ 65 ในปีนี้ โดยรวยเพิ่มขึ้น 291 ล้านบาท หรือ 62.72% จากการถือหุ้น SHIN ในสัดส่วน 0.68% มูลค่า 755 ล้านบาท

จากข้อมูลดังกล่าว ส่งผลให้ตระกูลชินวัตรก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยในปีนี้ โดยเครือญาติในตระกูลชินวัตรมีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวมกันทั้งสิ้น 31,543.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 13,000.23 ล้านบาท หรือ 70.11%

ส ่วนตระกูลเศรษฐีหุ้นอันดับ 2 เป็นของแชมป์เก่า "มาลีนนท์" จากเครือญาติที่ถือหุ้นรวมมูลค่าทั้งสิ้น 20,585.83 ล้านบาท อันดับ 3 ได้แก่ ตระกูลดามาพงศ์ ถือหุ้นรวมมูลค่าทั้งสิ้น 15,267.24 ล้านบาท อันดับ 4 ตระกูลอัศวโภคิน ถือหุ้นรวมมูลค่า 14,551.99 ล้านบาท อันดับ 5 ตระกูลกรรณสูต ถือหุ้นรวมมูลค่า 8,925.95 ล้านบาท

สำหรับอดีตแชมป์เศรษฐี หุ้นไทยปี 2545 และ 2546 นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ในปีนี้ถือครองหุ้นรวมมูลค่า 12,314.84 ล้านบาท รวยลดลง 4,058.53 ล้านบาท หรือ 24.79% จึงทำให้ตกลงมาอยู่ในอันดับ 3 ส่วนเศรษฐีหุ้นอันดับ 5 ในปีนี้ก็คืออันดับเดียวกับเมื่อปีที่แล้วได้แก่นายเปรมชัย กรรณสูต กรรมการผู้จัดการ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ถือหุ้นรวมมูลค่า 7,584.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,891.72 ล้านบาท หรือ 33.23%

ขณะเดียวกันเจ ้าของตำแหน่งเศรษฐีหุ้นอันดับ 6 และ 7 ก็ยังคงเป็นบิ๊กวงการบันเทิงคู่เดิม แต่รวยลดลงจากปีที่แล้ว คืออากู๋แกรมมี่ นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม เศรษฐีหุ้นอันดับ 6 รวย 4,151.05 ล้านบาท ลดลง 1,383.68 ล้านบาท หรือ 25% และนายประวิทย์ มาลีนนท์ แห่งช่อง 3 เศรษฐีหุ้นอันดับ 7 รวย 4,111.20 ล้านบาท ลดลง 1,279.40 ล้านบาท หรือ 23.73%

นอกจากเครือญาติของนายกรัฐมน ตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว ยังมีรายชื่อของรัฐมนตรีและนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน พร้อมด้วยทายาท เข้ามาติดอยู่ในทำเนียบ 500 เศรษฐีหุ้นไทยในปีนี้ด้วย เริ่มจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล เจ้าของกลุ่ม ซิโน-ไทยฯ เป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 85 ถือหุ้นมูลค่ารวม 638.25 ล้านบาท และภรรยา นางสนองนุช ชาญวีรกูล รวยติดอันดับ 60 มูลค่า 789.56 ล้านบาท ส่วน 2 ทายาท มาศถวิน และอนิลรัตน์ ชาญวีรกูล รวยอันดับ 283 ถือหุ้นมูลค่าเท่ากันคือ 175.23 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีนางพนิดา เทพกาญจนา ภริยารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ลูกเขยตระกูลวัฒนเวคิน รวยติดอันดับ 31 ถือหุ้นมูลค่า 1,334.74 ล้านบาท

ส ำหรับแคทลีน และเทรซีแอนน์ มาลีนนท์ ทายาทรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายประชา มาลีนนท์ ที่ได้รับการโอนหุ้น BEC จากคุณพ่อประชาเมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมเมื ่อปี 2544 นั่งเป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 29 รวย 1,414.26 ล้านบาท ด้านลูกชายของนายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พิชญ์ โพธารามิก ปีนี้อยู่ในอันดับ 53 รวย 866.71 ล้านบาท
ส่วนทายาทของนางเยาว ภา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่ น้องสาวนายกรัฐมนตรี เจ้าของ บมจ.เอ็ม ลิงค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น (MLINK) ก็เข้าแถวมาติดอันดับเศรษฐีหุ้นในปีนี้ทั้ง 3 คน ได้แก่ ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ รวยอันดับ 64 ถือหุ้นมูลค่า 760.02 ล้านบาท ชยาภา วงศ์สวัสดิ์ รวยอันดับ 84 ถือหุ้นมูลค่า 645.49 ล้านบาท และยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รวยอันดับ 87 ถือหุ้นมูลค่า 636.56 ล้านบาท

ด้านนายสวัสดิ์ หอรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคชาติไทย เจ้าของสโลแกน "ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย" เป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 174 รวย 300.18 ล้านบาท ส่วนทายาทคือ เพ็ญพรรณี หอรุ่งเรือง รวยอันดับ 68 ถือหุ้นมูลค่า 736.36 ล้านบาท, สุเมธ หอรุ่งเรือง รวยอันดับ 198 ถือหุ้นมูลค่า 254.70 ล้านบาท และวิกิจ หอรุ่งเรือง รวยอันดับ 415 ถือหุ้นมูลค่า 101.05 ล้านบาท นอกจากนี้โพธิพงษ์ ล่ำซำ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 260 ถือหุ้นรวมมูลค่า 194.16 ล้านบาท

เป็นที่น่าสังเกตว่า การแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขณะเข้ารับตำแหน่งนายกฯ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 พ.ต.ท.ทักษิณแจ้งการถือหุ้นไว้ทั้งหมด 112.8 ล้านบาท คุณหญิงพจมาน 1,322 ล้านบาท ด.ญ.พิณทองทา 2,382 ล้านบาท ด.ญ.แพทองธาร 2,381 ล้านบาท รวม 6,199 ล้านบาท ส่วนนายพานทองแท้ บรรลุนิติภาวะแล้วไม่ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน

น ายสรรเสริญ สมะลาภา รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าไม่แปลกใจที่ตระกูลชินวัตรรวยหุ้นเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ เพราะยอดขายโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นสูงมาก รวมทั้งรัฐบาลออกนโยบายมากมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งให้ธนาคารรัฐปล่อยสินเชื่อให้ประชาชนในหลายโครงการ และเห็นชัดเจนว่าในช่วงที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ รายจ่ายใหญ่อยู่ในหมวดการสื่อสารและยานพาหนะ ขณะที่ในปีหน้ารัฐบาลจะมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกหลายโครงการ เช่น การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ซึ่งโครงการเหล่านี้รัฐบาลรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าประชาชนกู้เงินแล้วเอาไปใช้ท ำอะไรมาก ซึ่งมีแต่นำไปสู่การเพิ่มหนี้สินให้ประชาชน ในขณะที่ธุรกิจในครอบครัวของรัฐบาลรวยขึ้น จึงเห็นชัดว่าหลายโครงการที่รัฐบาลดำเนินการนั้นทำเพื่อประโยชน์ของใครกันแน ่

นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า ข้อมูลของวารสารการเงินธนาคาร ตอกย้ำชัดเจนว่ากลุ่มทุนใหญ่ 10 ตระกูลในรัฐบาลชุดนี้ กำลังมีอำนาจเหนือตลาดหลักทรัพย์ เพราะผลประโยชน์มากมายมหาศาลของกลุ่มทุนขาประจำ 10 ตระกูลนี้ ได้ควบคุมบริษัทต่างๆ ที่มีมูลค่าทางบัญชีมากกว่า 40% ของมูลค่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งกว่า 10% ผ่านการถือหุ้นของคนในตระกูลชินวัตร ส่วนอีก 30% ผ่านผู้ถือหุ้นของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล

"ในรัฐบาลทักษิณสมัยหน้า ผลประโยชน์มากมายมหาศาลของตระกูลชินวัตร และตระกูลคณะรัฐมนตรีที่ประกอบธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นและไต่ระดับไปควบคุมตลาดหลักทรัพย์ คือมากกว่า 50% ของมูลค่าหุ้นในตลาด ถือเป็นปัญหาสำคัญอันใหญ่หลวงที่นักธุรกิจทั่วไปต้องหันมาพิจารณาถึงผลกระทบ อย่างรุนแรงที่จะเกิดขึ้นต่อธุรกิจของตนเองและเศรษฐกิจของชาติในอนาคต ถ้าหากพวกเขาแยกหน้าที่ความเป็นรัฐบาลกับการแสดงหาผลประโยชน์เข้าตระกูลได้ไ ม่ชัดเจน" นายสุริยะใสระบุ

นายสุทิน คลังแสง รองโฆษกพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า การที่คนในครอบครัวชินวัตรร่ำรวยมาก มาจาก 2 ปัจจัย คือ 1.ทุกคนร่ำรวยอยู่แล้วจากการทำธุรกิจ ก่อนที่นายกฯ จะเข้ามาเล่นการเมือง 2.ทุกคนในครอบครัวในปัจจุบันก็ทำธุรกิจส่วนตัวกันหมด ซึ่งก็สะท้อนจากการที่ "น้องเอม" พิณทองทา ชินวัตร บุตรสาวนายกรัฐมนตรีมีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย และ "โอ๊ค" พานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายคนโตของนายกรัฐมนตรี มีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เป็นอันดับที่ 4 รวมไปถึงคนครอบครัวของนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และผู้ใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีทุกคนด้วย

"ความร่ำรวยของบุคคลเหล่านี้คงไม่ใช่มาจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณมาเล่นการเมือง หรือเป็นนายกฯ อย่างแน่นอน" นายสุทินสรุป

ร องโฆษกพรรคไทยรักไทยกล่าวว่า การที่ใครจะมีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มมากขึ้นนั้น มาจากหลายปัจจัย อาทิ ผู้ค้าในตลาดหุ้นขายหุ้นออกมามาก ใครมีเงินมากก็ซื้อไป ไม่ใช่มาจากการโกงหรือผลประโยชน์ทับซ้อน คนที่คิดว่าการที่หุ้นของคนใกล้ชิดนายกฯ มีมากขึ้นนั้นมาจากการโกงหรือผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นพวกที่คิดอย่างตัดตอนเกินไป

เขากล่าวว่า การที่คนในรัฐบาลชุดนี้รวยขึ้น เป็นเพราะทุกคนรวยอยู่แล้วและทำธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเมื่อรัฐบาลทำให้ประเทศเจริญขึ้น ค่าจีดีพีมากขึ้น เงินคงคลังเหลือใช้ ส่งผลให้คนที่รวยอยู่แล้วรวยขึ้นอีก เปรียบกับเวลาน้ำขึ้น ก็ทำให้เรือที่ลอยอยู่สูงขึ้นด้วย.

ที่มา : http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=14/Dec/2547&news_id=99470&cat_id=501

สหรัฐรายงานประจานไทย

ทุบสื่อ-ละเมิดสิทธิ สหรัฐรายงานประจานไทย ชี้กรือเซะ,ตากใบโหมไฟใต้

2 มีนาคม 2548 กองบรรณาธิการ

สหรัฐประจานไทยยับ ออกรายงานประจำปี ระบุมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ยกเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ทั้งการฆ่าหมู่ที่กรือเซะ สลายม็อบตากใบ การหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร-ฆ่าเจริญ วัดอักษร ฆ่าตัดตอนยาบ้า ขังลืม ทรมานผู้ต้องหา แฉตำรวจเน่าทุจริตคอรัปชั่นบานตะไท คุกคามสื่อทุกรูปแบบ ทั้งกดดันโฆษณา แทรกแซง ซื้อหุ้น ฟ้องร้อง ยึดสื่อรัฐเป็นกระบอกเสียง

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ได้ออกรายงานการปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ.ศ. 2547 ระบุว่าประเทศไทยยังเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายด้าน โดยประเด็นที่สหรัฐให้ความสนใจอย่างยิ่ง คือ สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งรายงานระบุว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากฝีมือของผู้ก่อความไม่สงบชาวมุสลิมที่ต้องการแยกดิ นแดน ส่งผลให้มีข่าวเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ของรัฐและพลเ รือนเกือบรายวันในช่วงปลายปี

"การก่อเหตุรุนแรงของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 180 ราย ด้วยฝีมือของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นอันเป็นผลจากความรุนแรงและการเพิ่มมาตรการด้านควา มมั่นคง ทำให้เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่เนืองๆ และยิ่งเพิ่มความรู้สึกไม่พอใจของชาวบ้านในจังหวัดที่มีปัญหาให้มากขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมผู้ต้องสงสัยในบางครั้งเพื่อบังคับให้สารภาพ รัฐบาลประกาศว่าจะสอบสวนกรณีเหล่านี้ แต่ก็ไม่ได้ดำเนินคดีอย่างจริงจังกับผู้ที่กระทำความผิดดังกล่าว ซึ่งเป็นการปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล" รายงานระบุ

สหรัฐยังอ้างว่า ประเพณีการคอรัปชั่นยังคงมีอยู่ในระบบราชการฝ่ายพลเรือนบางส่วนและในหน่วยงา นด้านความมั่นคงบางแห่ง การเรียกร้องสินบนของเจ้าหน้าที่ทางการซึ่งทำอยู่ เป็นนิจบั่นทอนหลักนิติธรรม และทำให้กิจกรรมที่ผิดกฎหมายหลายๆ ประเภทยังคงดำเนินอยู่ เช่น การค้ามนุษย์ การแสวงประโยชน์ทางเพศและการค้าประเวณี เรือนจำและสถานกักกันผู้หลบหนีเข้าเมืองตามต่างจังหวัดบางแห่งมีสภาพแย่ ก ารกักขังผู้ต้องหาที่รอการพิจารณาคดีเป็นระยะเวลานาน รวมทั้งการกักกันคนต่างด้าวยังคงเป็นปัญหา ฝ่ายตุลาการก็มีปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น และบางครั้งเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงก็ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน

ต่อประเด็นสื่อมวลชน รายงานกล่าวว่า แม้ว่าสื่อมวลชนจะยังทำงานอย่างแข็งขัน แต่ด้วยความกลัวว่าจะถูกฟ้องร้องจึงมีการเซ็นเซอร์ตัวเองอยู่ในระดับหนึ่ง เสรีภาพในการนับถือศาสนาและในการเคลื่อนไหวยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง รัฐบาลขัดขวางกิจกรรมของกลุ่มสิทธิมนุษยชนบางกลุ่ม รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่สตรีและผู้พิการมากขึ้น แต่ความไม่เท่าเทียมกันทางกฎหมายยังคงมีอยู่และบทคุ้มครองสตรีและผู้พิการบา งข้อไม่ได้มีการบังคับใช้ การใช้ความรุนแรงต่อสตรีและการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในสังคมยังเป็นปัญหา การเลือกปฏิบัติต่อชาวเขา ชนกลุ่มน้อยทางศาสนาและทางเชื้อชาติยังคงมีอยู่ การค้าสตรีและเด็กเพื่อบังคับค้าประเวณี และใช้แรงงานนับเป็นปัญหาร้ายแรง ชาวเขาและชนกลุ่มน้อยทางศาสนาและเชื้อชาติยังถูกเลือกปฏิบัติ เสรีภาพของค นงานในการจัดตั้งสมาคมลดลงเนื่องจากไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายอย่างเพีย งพอ และสิทธิในการต่อรองร่วมกันก็ไม่ได้รับการคุ้มครองดีพอ มีรายงานเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานและการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่โหดร้าย ในประเทศ

ด้านการเคารพในสิทธิมนุษยชน การเคารพบูรณภาพแห่งบุคคล อันรวมถึงการปลอดจากการสังหารตามอำเภอใจหรือการสังหารที่ผิดกฎหมาย ไม่มีรายงานยืนยันว่ามีการสังหารที่เกี่ยวพันกับการเมืองโดยรัฐบาลหรือเจ้าห น้าที่ของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังคงใช้กำลังเกินกว่าเหตุและรุนแรงต่อผู้ต้องสงส ัย และกระทำหรือเกี่ยวข้องกับคดีวิสามัญฆาตกรรมและการสังหารตามอำเภอใจ และการสังหารที่ผิดกฎหมายหลายคดี

"เมื่อวันที่ 28 เมษายน กองกำลังตำรวจและทหารได้สังหารคนกว่า 100 คนในความพยายามที่จะสกัดกั้นการโจมตีของกลุ่มแยกดินแดนชาวมุสลิมไม่ทราบชื่อ หลายครั้งที่จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ในจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดนี้ มี 32 รายที่ถูกสังหารที่มัสยิดกรือเซะ จังหวัดปัตตานี เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงบุกเข้าไปในมัสยิดหลังจากการเจรจาเป็นเวลา 9 ชั่วโมง แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ รายงานอย่างเป็นทางการของคณะกรรมาธิการอิสระฉบับหนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ มัสยิดกรือเซะ ระบุว่าผู้บัญชาการฝ่ายความมั่นคงซึ่งอยู่ ณ ที่เกิดเหตุ ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่บุกเข้าไปในมัสยิดหลังการเจรจาไม่เป็นผล และมีทหารเสียชีวิต 3 นาย อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนที่กรุงเทพฯ รวมถึงรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง อ้างว่าการบุกมัสยิดไม่ได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายตน คณะกรรมาธิการจึงสรุปว่ามีการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ และการเจรจาน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมกว่า"

หลังเหตุปะทะเมื่อวันที่ 28 เมษายน ยังมีรายงานเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพลเรือนโดยฝีมือของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความ มั่นคงอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง โดยมีรายงานว่าในวันที่ 6 กันยายน อิลมีน นาและ ถูกยิงที่หลังเสียชีวิตในขณะอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารพราน ทหารพราน 4 นายถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม เมื่อถึงปลายปีมีการตั้งคณะกรรมการตุลาการพิเศษขึ้นเพื่อตัดสินว่าศาลฝ่ายพล เรือนหรือศาลทหารควรเป็นผู้พิจารณาคดีดังกล่าว

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน นายเจริญ วัดอักษร นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมถูกยิงเสียชีวิตขณะเดินทางกลับบ้านหลังจากไปแถ ลงต่อรัฐสภาเพื่อต่อต้านการซื้อที่ดินสาธารณะเพื่อนำไปใช้สร้างโรงงานไฟฟ้าพ ลังถ่านหิน ผู้ที่ถูกตั้งข้อหาว่าเกี่ยวข้องกับการสังหารนายเจริญมี 5 คน เป็นมือปืน 2 คน และผู้จ้างวาน 3 คน ซึ่งมีข้าราชการระดับจังหวัดรายหนึ่งรวมอยู่ด้วย มือปืนยังถูกควบคุมตัวอยู่ แต่ผู้ต้องสงสัยอีก 3 คนได้รับการประกันตัว

วันที่ 25 ตุลาคม ชาวมุสลิม 78 ราย ซึ่งกำลังถูกนำตัวไปควบคุมที่ค่ายทหารหลังเหตุการณ์ประท้วงอย่างรุนแรงที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เสียชีวิตเนื่องจากขาดอากาศหายใจ ผู้ประท้วงเหล่านี้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารสั่งให้นอนซ้อนกันบนรถบรรทุกใ นจำนวนที่มากเกินพื้นที่บนรถมาก

ในเดือนธันวาคม คณะกรรมาธิการอิสระชุดหนึ่งได้สรุปว่าเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านความมั่นคง 3 ราย รวมทั้งแม่ทัพภาคที่ 4 บกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่และขาดความรับผิดชอบในการควบคุมผู้ใต้บังคับบัญช าให้ทำการเคลื่อนย้ายผู้ประท้วงอย่างมีมนุษยธรรม คณะกรรมาธิการระบุว่ามีผู้ประท้วงอีก 7 รายที่ยังสูญหายอยู่ คณะกรรมาธิการมิได้เสนอให้มีการดำเนินการทางกฎหมายหรือมาตรการลงโทษแต่อย่าง ใด แต่รัฐบาลมีคำสั่งให้กระทรวงกลาโหมสอบสวนทางวินัยเจ้าหน้าที่อาวุโส 3 คนที่ระบุชื่อไว้ในรายงาน และสั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสอบสวนคดีนี้ด้วย นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อให้ความช่วยเหลือและจ่ายเงิน ชดเชยแก่ผู้เสียหายและครอบครัว

วันที่ 17 กันยายน นายระพินทร์ เรือนแก้ว ผู้พิพากษาศาลจังหวัดปัตตานี ถูกมือปืน 3 คนยิงเสียชีวิตขณะเดินทางไปทำงาน เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนักเรียนโรงเรียน ปอเนาะรายหนึ่ง ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดอีกสามคนยังลอยนวลอยู่

รายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวต่อไปว่า ยังไม่มีรายงานความคืบหน้าในการสอบสวนคดีฆ่าตัดตอนผู้ค้ายาเสพติดประมาณ 1,300 รายในช่วง 3 เดือนของการทำสงครามกับยาเสพติดของรัฐบาล ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2546 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นประธานคณะกรรมการ 2 คณะที่ทำการสอบสวนคดีฆ่าตัดตอนเหล่านี้ รัฐบาลยืนยันว่าการสังหารดังกล่าวมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งในกลุ่มผู้ค้ายาเ สพติด แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนของไทยและต่างประเทศ รวมทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโต้แย้งคำกล่าวอ้างนี้ และเรียกร้อ งให้มีการสอบสวนคดีฆ่าตัดตอนทุกคดีอย่างละเอียด

"เมื่อรัฐบาลสอบสวนคดีวิสามัญฆาตกรรม จะมีการส่งฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารที่ถูกกล่าวหาเพียงไม่กี่ราย อัยการอาวุโสและสมาคมกฎหมายขององค์กรเอกชนอ้างว่าคดีฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจหร ือทหารว่าทำวิสามัญฆาตกรรมส่วนใหญ่มักจะถูกยกฟ้องไปในที่สุด เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญามีข้อกำหนดให้อัยการใช้เฉพาะสำนวนการสอบสวนของฝ่า ยตำรวจในการตัดสินใจว่าจะฟ้องร้องคดีใดทางอาญาหรือไม่ การยกฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่เนืองๆ ได้ทำให้เกิดบรรยากาศการกระทำผิดได้โดยไม่ถูกลงโทษ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที ่เด่นชัด" รายงานระบุ

รายงานกล่าวถึงการทำสงครามยาเสพติดอีกว่า ยังไม่มีความคืบหน้าในคดีตำรวจสังหารพลเรือนหลายคนที่ต้องสงสัยว่าค้ายาเสพต ิดที่จังหวัดเชียงรายเมื่อปี พ.ศ. 2545 นอกจากนี้ ตัวเลขจากกองการสอบสวนและนิติการ กระทรวงมหาดไทย ระบุว่าในช่วง 9 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2547 มีผู้เสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ หรือระหว่างถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวทั้งสิ้น 1,632 ราย ในจำนวนนี้ 131 รายเสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยทางการแจ้งว่าส่วนใหญ่เป็นการเสียชีวิตจากโรคภัยตามธรรมชาติ

"หลังการสอบสวนคดีผู้ต้องขังรายหนึ่งเสียชีวิตที่สถานีตำรวจในจังหวัดกาญจนบ ุรี อัยการจังหวัดได้ตั้งข้อหาฆาตกรรมกับนายสิบตำรวจนายหนึ่ง การพิจารณาคดียังคงดำเนินต่อไป" รายงานยกตัวอย่าง นอกจากนี้ยังระบุถึงคดีผู้ต้องขังที่สถานีตำรวจจังหวัดสุราษฎร์ธานีเสียชีวิ ตเมื่อปี พ.ศ. 2546 แม้ว่าคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะสอบสวนเรื่องนี้อย่างแข็งขัน และสงสัยว่าผู้ต้องขังเสียชีวิตเพราะถูกตำรวจซ้อม กลับปรากฏว่านักโทษที่ถูกคุมขังในห้องเดียวกันถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม

มีการกล่าวถึงการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นทนายความให้จำเลยชาวมุสลิม 5 คนที่ถูกตั้งข้อหาว่าปล้นอาวุธจากค่ายทหารที่จังหวัดนราธิวาสเมื่อวันที่ 4 มกราคม และยังเป็นทนายความให้ผู้ต้องสงสัย 3 คนที่ถูกสงสัยว่าเป็นสมาชิกองค์การก่อการร้ายเจมาห์ อิสลามิยาห์ (เจไอ)

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นายถูกตั้งข้อหาลักพาตัวและลักขโมยในคดีการหายตัวของนายสมชาย และได้รับการอนุญาตให้ประกันตัวเมื่อเดือนมิถุนายน การพิจารณาคดีมีกำหนดในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2548 นอกจากนี้ สื่อมวลชน องค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้านได้ทำหนังสือถึงรัฐบ าลเรียกร้องให้สอบสวนกรณีการหายตัวของบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชายชาวมุสลิม ในจังหวัดทางภาคใต้บางจังหวัดโดยเฉพาะนราธิวาส

ในเดือนมิถุนายน ชาย 5 คนได้ทำการกักขัง ซูกิฟลี อาแซ ที่จังหวัดนราธิวาสอย่างผิดกฎหมาย หลังจากชาวบ้านสกัดจับยานพาหนะที่ใช้ลักพาตัวนายอาแซได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบก็ปล่อยตัวนายอาแซไป ต่อมาภายหลังจึงมีการเปิดเผยว่าชายทั้ง 5 คนนั้นคือเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ประเด็นการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมไร้มนุษยธ รรม หรือทำลายศักดิ์ศรีอื่นๆ รายงานกล่าวว่า รัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายอาญามีบทบัญญัติห้ามการทรมานและการปฏิบัติ หรือการลงโทษด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม หรือทำลายศักดิ์ศรี อย่างไรก็ตาม องค์กรเอกชนและองค์กรทางด้านกฎหมายยังคงรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนทรมา นและซ้อมผู้ต้องสงสัยเพื่อบังคับให้รับสารภาพ

ในเดือนพฤศจิกายน ชายวัย 28 ปี และภรรยาวัย 17 ปี ซึ่งคลอดลูกระหว่างถูกคุมขัง ได้รับการปล่อยตัวจากสถานีตำรวจลุมพินีหลังจากถูกคุมขังมาเป็นเวลา 102 วัน ตำรวจไม่ได้ตั้งข้อหาอาญากับสามีภรรยาคู่นี้ ตำรวจกล่าวว่าได้จับกุมคนทั้ง 2 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ในข้อหาขโมยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ คนทั้ง 2 อ้างว่าถูกตำรวจซ้อมและถูกขโมยทรัพย์สินส่วนตัวไป ต่อมา พ.ต.ต.เกรียงศักดิ์ ทิพย์จ้อย ได้ถูกสั่งพักราชการชั่วคราวเพื่อรอผลการสอบสวนของคณะกรรมการภายในของสำนักง านตำรวจแห่งชาติ

นอกจากนี้ ในเดือนพฤศจิกายน มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดอยุธยาและอุทัยธานีทรมานชายผู้หนึ่งหลัง จากจับกุมในข้อหาลักทรัพย์ โดยซ้อมและใช้ไฟฟ้าชอร์ตอวัยวะเพศของชายผู้นั้นเพื่อบังคับให้สารภาพ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ 23 นายถูกย้ายเข้ากรุงเทพฯ ระหว่างรอผลการสอบสวนภายในของตำรวจ

วันที่ 10 มีนาคม ผู้ต้องสงสัย 5 คนในคดีปล้นปืนที่ค่ายทหารจังหวัดนราธิวาส อ้างว่าถูกตำรวจซ้อมและและชอร์ตด้วยไฟฟ้าเพื่อบังคับให้สารภาพ ผู้ต้องสงสัยทำหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อกระทรวงยุติธรรมผ่านทนายค วามของตนคือนายสมชาย นีละไพจิตร และเมื่อถึงเดือนพฤษภาคม ก็มีการยกฟ้องข้อหาทั้งหมดเกี่ยวกับเหตุการณ์ปล้นปืนในวันที่ 4 มกราคม อย่างไรก็ดี มีผู้ต้องสงสัยเพียง 1 รายเท่านั้นที่ถูกปล่อยตัว อีก 4 รายยังถูกตำรวจนราธิวาสควบคุมตัวไว้ในข้อหาอื่น

รายงานกล่าวถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่ายังมีปัญหาทุจริตคอรัปชั่นในหมู่ ข้าราชการตำรวจ โดยตำรวจอ้างว่าได้เงินเดือนน้อยจึงทำให้ถูกแรงยั่วยวนจากสินบน มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทรมาน ซ้อมและทารุณผู้ต้องขังและนักโทษโดยทั่วไปไม่ถูกลงโทษ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาทนายความแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักนายกรัฐมนตรีก็รับคำร้องเรียนเกี่ยวกับการทรมานผู้ต้องขังและการคอร ัปชั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เช่นเดียวกับสำนักงานผู้ตรวจการของรัฐสภา

ในช่วงปี พ.ศ. 2547 จเรตำรวจได้รับคำร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่นของตำรวจทั้งสิ้น 77 เรื่อง ในจำนวนนี้มี 9 เรื่องที่ตำรวจที่ถูกกล่าวหาถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง และได้รับโทษทางวินัย หรือโทษเนื่องจากประพฤติผิดในหน้าที่ ส่วน ป.ป.ช.ได้รับคำร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่นของตำรวจทั้งสิ้น 157 เรื่อง แต่ไม่มีตัวเลขว่า ป.ป.ช.ได้ดำเนินการตามกฎหมายไปแล้วกี่เรื่อง

ในหัวข้อเสรีภาพในการพูดและเสรีภาพของสื่อมวลชน รายงานระบุว่า ยังคงมีเหตุการณ์การคุกคามและข่มขู่ผู้สื่อข่าว ทั้งนี้แม้โดยภาพรวม รัฐบาลให้ความเคารพเสรีภาพในการพูด ประชาชนสามารถตำหนิรัฐบาลทั้งอย่างเปิดเผยและลับๆ โดยไม่มีการตอบโต้อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนมีการตรวจพิจารณารายงานข่าวและบทความของตนในระดับหนึ่ง ก่อนนำเสนอ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์และความมั่นคงของชาติ ในช่วงปี พ.ศ. 2547 เห็นได้ชัดว่ามีการเซ็นเซอร์ตัวเองเนื่องจากกลัวผลกระทบทางการเมืองหรือเศรษ ฐกิจ เช่น การย้ายไปทำหน้าที่อื่นในสิ่งพิมพ์ฉบับนั้น การเลิกรายการโทรทัศน์หรือวิทยุ หรือการย้ายจากตำแหน่งผู้ผลิตหรือผู้เสนอรายการโทรทัศน์หรือวิทยุ

วันที่ 3 พฤษภาคม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ออกรายงานที่ระบุว่าการท้าทายสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนมีมากขึ้นและร้ ายแรงมากขึ้น ต่อมาวันที่ 1 กันยายน กลุ่มสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch ประณาม "ความกดดันต่อสื่อมวลชนที่เพิ่มขึ้น" ของรัฐบาล และการนำกฎหมายหมิ่นประมาทมาใช้เพื่อระงับเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล สมาชิกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยบางรายกล่าวว่ารัฐบาลใช้วิธ ีการต่างๆ เพื่อจะได้ควบคุมสื่อได้มากขึ้น รวมทั้งการควบคุมโดยตรงด้วยการเข้าเป็นเจ้าของกิจการสื่อ การขู่ว่าจะเลิกให้เงินสนับสนุนและค่าโฆษณา การจำกัดการให้ข้อมูล และการกดดันผู้สื่อข่าวและนักเคลื่อนไหวที่ชอบวิจารณ์รัฐบาลโดยตรง

ในช่วงปี พ.ศ. 2547 นายทุนที่มีความสัมพันธ์กับนักการเมืองได้ซื้อหุ้นจำนวนมากในธุรกิจหนังสือพ ิมพ์บางฉบับ รวมทั้งการซื้อหุ้นกว่าร้อยละ 10 ของบริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย ซึ่งเป็นองค์กรที่ถูกมองโดยทั่วไปว่าเป็นสื่อที่ต่อต้านรัฐบาล

"บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัวนายกรัฐมนตรีทักษิณ (ชินวัตร) เป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ไอทีวีซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์อิสระแห่ งเดียวในประเทศ" รายงานระบุ

ในส่วนของความพยายามในการปฏิรูปสื่อเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจา ยเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ขึ้นมาสำหรับจัดสรรคลื่นวิทยุและโทรทัศน์และกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง ยังประสบความชะงักงัน

ในปี พ.ศ. 2546 ศาลฎีกาปฏิเสธรายชื่อคณะกรรมการ กสช.ที่คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้คัดเลือกมา เนื่องจากกระบวนการสรรหาขาดความโปร่งใส เมื่อถึงปลายปี พ.ศ. 2547 มีการส่งมอบรายชื่อคณะกรรมการ 14 คนต่อวุฒิสภาซึ่งจะคัดเลือกเพียง 7 คน ให้เป็นคณะกรรมการ กสช.
ตลอดปี 2547 ไม่มีการสั่งปิดหนังสือพิมพ์หรือยึดสิ่งพิมพ์ฉบับใด และไม่มีการส่งจดหมายเตือนอย่างเป็นทางการโดยตำรวจสันติบาล แต่ดูเหมือนการเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อจะมีมากขึ้น ในเดือนกุมภาพันธ์ คณะผู้บริหารของหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่ได้รับความเช ื่อถือคือบางกอกโพสต์ได้ย้ายบรรณาธิการออกจากตำแหน่งโดยเลื่อนตำแหน่งให้สูง ขึ้น แม้ว่าทางหนังสือพิมพ์จะยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมาจากสาเหตุ ด้านธุรกิจ แต่คนในวงการสื่อมวลชนต่างเชื่อกันว่าการโยกย้ายดังกล่าวมีสาเหตุมาจากจุดยื นของบรรณาธิการที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล หลังการโยกย้ายนี้ไม่นานนักหนังสือพิมพ์ของบางกอกโพสต์จำนวน 80 คนได้ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ ซึ่งแสดงความเสียใจต่อ "สัญญาณร้าย" ของการแทรกแซงทางการเมือง และเรียกร้องความอิสระในการทำงานของกองบรรณาธิการ

ยังมีรายงานว่ารัฐบาลพยายามแทรกแซงกองบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆ โดยการกดดันผู้ลงโฆษณา หรือพันธมิตรของหนังสือพิมพ์ให้เลิกสนับสนุนถ้าหนังสือพิมพ์ยังคงวิพากษ์วิจ ารณ์รัฐบาลต่อไป รายได้จากการโฆษณาถูกระบุว่าเป็นสิ่งที่ทำให้กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มีคว ามอิสระในการทำงานน้อยลง

ในปี พ.ศ. 2547 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยอ้างว่าหนังสือพิมพ์บางฉบับได้ทบท วนบทวิจารณ์เกี่ยวกับบุคคลในคณะรัฐบาล เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นซื้อเนื้อที่โฆษณาหรือควบคุมการลงโฆษณาของหน่วยงานใ หญ่ๆ ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ

เดือนมิถุนายน ศาลอาญารับฟ้องคดีหมิ่นประมาทซึ่งบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ และบรรณาธิการไทยโพสต์ 3 คน สาเหตุของการฟ้องร้องครั้งนี้มาจากบทความในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์เมื่อเดือนก รกฎาคม พ.ศ. 2546 ซึ่งตีพิมพ์คำพูดของ น.ส.สุภิญญา ที่กล่าวว่าบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น ดูจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์รายใหญ่จากนโยบายของนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น ยังฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจำนวน 400 ล้านบาท จากจำเลยเหล่านี้ในคดีแพ่งด้วย ศาลมีกำหนดพิจารณาคดีอาญาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548 และมีกำหนดพิจารณาคดีแพ่งหลังจากนั้น

อีกคดีหนึ่งที่โด่งดังเช่นกัน ได้แก่ คดีหมิ่นประมาทที่ผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ 4 นาย และอัยการรัฐเป็นโจทก์ฟ้องร้องต่อ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และเจ้าของคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ที่เขียนบทความกล่าวอ้างคำพูดของนักวิชาการตำหนิคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที ่ระบุว่านายกรัฐมนตรีไม่มีความผิดในคดีซุกหุ้นเมื่อปี พ.ศ. 2544 ต่อมาศาลอาญาตัดสินว่า น.ต.ประสงค์ไม่มีความผิดในข้อหาหมิ่นประมาทผู ้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ แต่มีความผิดในข้อหาดูหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่เคารพคำตัดสินของศาล น.ต.ประสงค์ถูกตัดสินให้รอลงอาญาเป็นเวลาหนึ่งปี และต้องจ่ายค่าปรับเป็นจำนวนเงิน 7,000 บาท คำตัดสินนี้ถือว่าเป็นชัยชนะของ น.ต.ประสงค์

เดือนมีนาคม หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นรายงานว่าตนมีสำเนาจดหมายขอความร่วมมือฉบับหนึ่งซึ่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งไปยังหัวหน้าสถานีวิทยุของตำรวจแห่งหนึ่ง จดหมายดังกล่าวสั่งให้หัวหน้าสถานีวิทยุตรวจสอบให้แน่ใจว่ารายการสนทนาข่าวภ าคค่ำจะต้องไม่วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับแผนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล จดหมายซึ่งลงชื่อโดยร้อยตำรวจเอกนายหนึ่งระบุว่ากรมประชาสัมพันธ์ต้องการเทป ของรายการที่จัดโดยนายสมาน ศรีงาม นักหนังสือพิมพ์และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกวันเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าไ ม่มีการนำคำวิพากษ์วิจารณ์แผนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมาออกอากาศ หลังจากนั้นไม่นาน รายการของนายสมานก็ถูกถอดออกจากสถานี ตำรวจสันติบาลซึ่งเป็นหน่วยงานเดียวที่ออกจดหมายนี้ บอกเจ้าหน้าที่ทางการทูตว่าตนไม่ได้ออกจดหมายดังกล่าว

ด้านเสรีภาพในการชุมนุมกันอย่างสงบและการจัดตั้งสมาคม รายงานระบุถึงการชุมนุมที่ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ที่มีคนกว่า 80 คนเสียชีวิต ส่วนใหญ่เสียชีวิตในขณะถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงหลังจากการ ประท้วงที่มีการใช้ความรุนแรงเพื่อเรียกร้องให้ทางการปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับก ุมข้อหาค้าอาวุธเถื่อน 6 ราย

เดือนธันวาคม ผู้ประท้วงโครงการท่อก๊าซที่ อ.หาดใหญ่ จำนวน 20 คน จากผู้ประท้วงทั้งหมด 32 คนที่ถูกจับกุมเมื่อปี พ.ศ. 2545 ได้รับการยกฟ้อง และอีก 12 คนได้รับการประกันตัว

นอกจากนี้ ในประเด็นเสรีภาพการนับถือศาสนา เดือนพฤษภาคม รัฐบาลเริ่มจดทะเบียนโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม หรือ "ปอเนาะ" กว่า 200 แห่งในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง

การใช้ความรุนแรงของผู้ก่อความไม่สงบชาวมุสลิมในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี สงขลา และยะลา ทำให้พระสงฆ์บางส่วนในภูมิภาคที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมไม่สามารถปฏิบ ัติภารกิจทางศาสนา ขณะที่ผู้ก่อความไม่สงบพยายามก่อเหตุร้ายให้เพื่อโยงให้เกิดความขัดแย้งกันร ะหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิม เช่นการฆ่าพระสงฆ์

ตอนหนึ่งรายงานระบุว่า การเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านพ้นมา เต็มไปด้วยกระแสข่าวการซื้อเสียงและมีความรุนแรงในการฆ่าหัวคะแนนนักการเมือ งหลายคน

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ กล่าวว่า รายงานของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฉบับนี้ ครอบคลุมปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของไทยมากทีเดียว สะท้อนถึงการจัดการปัญหาในภาคใต้ และการคุกคามเสรีภาพสื่อซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ รัฐบาลไทยควรรับฟังและปรับปรุงท่าที รวมทั้งจุดยืนเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่าการเปิดตัวรายงานปีนี้ สถานทูตสหรัฐไม่ได้เชิญสื่อมวลชนเข้ารับฟังและตั้งคำถาม หรือจะเป็นเพราะสถานทูตสหรัฐก็เซ็นเซอร์ตัวเอง

เลขาธิการ คปส.กล่าวว่า สังคมไทยต้องจริงจังให้มากขึ้นต่อปัญหาการผูกขาดและคุกคามสื่ออย่างเป็นระบบ ซึ่งนับวันจะเป็นการคุกคามในเชิงนโยบายที่ส่งผลให้ทุกภาคส่วนของสังคมรับ ไปปฏิบัติด้วยความอึดอัด ส่งผลต่อสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาตอบโต้รายงานฉบับนี้อย่างแข็งกร้าว เขากล่าวว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่สหรัฐนำรายงานดังกล่าวมาเปิดเผยต่อสาธาร ณชน ทั้งนี้สหรัฐควรใช้วิธีทางการทูตโดยส่งรายงานให้รัฐบาลผ่านทางกระทรวงการต่า งประเทศ

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เท่าที่ดูเนื้อหาในรายงานฉบับนี้ ส่วนใหญ่เป็นการนำเหตุการณ์ภาคใต้บางด้านมานำเสนอ เพื่อชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลไทยนิ่งเฉยต่อสถานการณ์ความรุนแรงดังกล่าว โดยการนำการปะทะกันระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐมาเขียนในรายงาน ขอเรียนว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำเฉพาะตัวบุคคล ไม่ได้แสดงถึงนโยบายรัฐ กระทรวงขอเวลาสักระยะเพื่อศึกษารายงานฉบับนี้อย่างถี่ถ้วนว่ามีส่วนใดที่คลา ดเคลื่อนจากความเป็นจริง กระทรวงจะได้ทำหนังสือแจ้งกลับไป โดยมอบหมายให้กรมองค์การระหว่างประเทศ และกรมสหรัฐอเมริการับผิดชอบ แต่เรื่องนี้ไม่ถึงขั้นที่จะต้องเชิญทูตสหรัฐประจำประเทศไทยมาชี้แจง.


http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=2/Mar/2548&news_id=103366&cat_id=501